News Logo
หน้าแรก
'รักชนก' ฟาดแรงตั้ง รมต.มีมลทิน คนภูมิใจไทยรวยจากกินรวบประมูลงานรัฐ

'รักชนก' ฟาดแรงตั้ง รมต.มีมลทิน คนภูมิใจไทยรวยจากกินรวบประมูลงานรัฐ

10 เม.ย. 2569 21:56
ผู้ชม 36 คน

‘รักชนก’ ฟาดกลางสภา! แฉสัมพันธ์รัฐมนตรี ‘รัฐบาลสีน้ำเงิน’ พัวพัน 'เบน สมิธ' จี้ปลด 3 รัฐมนตรีมีมลทิน เปิดโปงเครือข่ายฮั้วประมูลของโครงการภาครัฐที่เอื้อประโยชน์ให้กับคนภูมิใจไทยหลายพันล้าน

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.รักชนก ศรีนอก  สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายนโยบายรัฐบาลภูมิใจไทยที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชัน โดยระบุว่า รัฐบาลสีน้ำเงินเป็นรัฐบาลที่ได้รับการยกย่องว่ามีอำนาจมากที่สุด เพราะสามารถครองทั้งสภาฯ บน สภาฯ ล่าง ทั้งยังมีอำนาจที่เชื่อว่าสามารถโน้มน้าวองค์กรอิสระไปในแนวทางที่ต้องการได้ แต่การก้าวเข้าสู่อำนาจของพรรคภูมิใจไทยส่งผลให้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชันสะท้อนผ่านคะแนนดัชนีการรับรู้การคอร์รัปชัน (CPI) เมื่อปีก่อนอยู่อันดับที่ 107 ที่ถือว่าเป็นอันดับที่แย่แล้ว แต่ในปีนี้หล่นมา 10 อันดับ รั้งท้ายระดับอาเซียนและระดับโลก 

ทั้งนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศว่าจะทำสงครามกับคอร์รัปชัน แต่ประชาชนในโลกออนไลน์ส่วนใหญ่มาเข้ากดแสดงความรู้สึกหัวเราะ นั่นเป็นเพราะเวลาพูดถึงการต่อต้านการคอร์รัปชันกับนายกฯ ไม่มีใครคิดว่านายกฯ จะต่อต้านจริง เนื่องจาก สส. สว. รัฐมนตรี และคนที่อยู่ใน จ.บุรีรัมย์ดูเหมือนจะเป็นส่วนหนึ่งของปัญหามาโดยตลอด

น.ส.รักชนก ได้เสนอแนะว่า หากนายกฯ ต้องการแก้ปัญหาจริงมียา 2 ขนานที่จะทำให้ปัญหาคอร์รัปชันลดและคะแนน CPI ดีขึ้น ยาขนานแรก การขับรัฐมนตรีที่มีมลทิน และอีกขนานคือ การเปิดข้อมูลภาครัฐ 

การขับรัฐมนตรีที่มลทิน สส.พรรคประชาชน ระบุว่า ทุกคนน่าจะรู้จักคนที่ชื่อนายเบน สมิธ และนายกฯ ก็น่าจะรู้จักเป็นอย่างดี เนื่องจากเพิ่งไปยึดอายัดทรัพย์เพิ่มเติมจำนวน 8,000 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 2 หมื่นล้านบาท แต่อาจลืมทรัพย์สินไปหนึ่งอย่างนั่นก็คือเครื่องบินของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ซื้อต่อมาจากนายเบน สมิธ แม้นายสุริยะจะชี้แจงว่า เป็นการซื้อมาก่อน 1 ปี หากรู้ว่านายเบน สมิธเป็นเช่นไรจะไม่ซื้อ แต่นายกฯ ควรยึดอายัดทรัพย์มาตรวจสอบหรือไม่ว่าอยู่ในขบวนการฟอกเงินหรือไม่ เพราะนายสุริยะอาจตกเป็นเหยื่อ ดังนั้นนายกฯ ควรสั่งให้ ป.ป.ง. ตรวจสอบเรื่องนี้ว่าเส้นเงินสีเทาของนายเบน สมิธมาบรรจบที่เครื่องบินลำนี้หรือไม่

อีกหนึ่งประเด็นคือ 'กรณีเบอร์รี่เลือด' หรือขบวนการค้ามนุษย์ที่กระทรวงแรงงานไทยที่ในขณะนั้นมีนายสุชาติ ชมกลิ่น นั่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน คดีนี้มีการหลอกลวงแรงงานไทยไปค้าแรงงานที่ต่างประเทศ ซึ่งศาลฟินแลนด์ได้สั่งจำคุกนายจ้างคดีนี้ 1 ปี 10 เดือนฐานค้ามนุษย์ และทางการฟินแลนด์ได้มีการส่งข้อมูลมาให้ทางการไทย โดยกล่าวหานายสุชาติรับสินบนแลกกับการส่งแรงงานไปทำงานในไร่เบอร์รี่

สถานะล่าสุดของคดีนี้คือกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และอัยการสูงสุดมีมติกล่าวหานายสุชาติ สรุปสำนวนส่งให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปแล้วประมาณ 2 ปี ซึ่งเกินเวลาที่ ป.ป.ช.จะต้องดำเนินการแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ จึงน่าตั้งคำถามว่า ทำไมกระบวนการไม่เหมือนคดี 44 สส. ที่ ป.ป.ช. ดำเนินการตามเวลา และไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับความสามารถของรัฐบาลถูมิใจไทยหรือไม่ที่มักจะโน้มน้าวจิตใจองค์กรอิสระได้อยู่เรื่อยๆ 

"ดูเหมือนตอนนี้ 4 ใน 9 คนของ ป.ป.ช. ใส่เสื้อสีน้ำเงินมากกว่าเสื้อสีอื่นๆ ในตู้เสื้อผ้า เดี๋ยวนี้ใส่เสื้อสีน้ำเงินบ่อยกว่าเสื้อสีเหลืองอีกนะคะ" น.ส.รักชนก กล่าว จากด้วยประโยคดังกล่าวทำให้ น.ส.รัชนกถูกประธานรัฐสภาตักเตือนว่าไม่ควรกล่าวให้ร้ายเพราะไม่มีทางรู้ความจริงว่าคนใน ป.ป.ช. ใส่เสื้อสีอะไร

อย่างไรก็ตาม น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ตนเองไม่ได้กล่าวหานายสุชาติ เชื่อในความบริสุทธิ์ของนายสุชาติจริงๆ คนดีๆ อย่างนายสุชาติไม่มีทางอยู่แล้วที่จะไปทำเรื่องที่เลวทรามต่ำช้า อย่างเรื่องการค้ามนุษย์ตนเองก็ไม่ใช่เชื่อแบบนั้น แต่ถ้าไม่มีมูล DSI และอัยการสูงสุดจะส่งคดีนี้ไปที่ ป.ป.ช. เพื่ออะไร ดังนั้น ป.ป.ช. ควรที่จะให้ความเป็นธรรมกับนายสุชาติให้ไวขึ้น เหมือนคดีที่เกิดขึ้นกับ สส. ของพรรคประชาชน

อีกหนึ่งประเด็น สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า นายกฯ ได้แถลงนโยบายโดยระบุว่า ต้องการเข้าร่วมกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD แต่สิ่งที่ต้องตั้งคำถามคือ หากมีรัฐมนตรีที่ซื้อเครื่องบินต่อจากนายเบน สมิธ และมีรัฐมนตรีพัวพันกับเรื่องค้ามนุษย์ที่ฟินแลนด์ สิ่งเหล่านี้จะไม่กลายเป็นเรื่องที่น่าอับอายในเวทีโลกหรือ 

ทั้งนี้ การค้ามนุษย์ที่ฟินแลนด์เป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในยุโรป แต่ที่ประเทศไทยไม่ค่อยมีใครกล้าพูดถึง เนื่องจากนายสุชาติมักจะฟ้องปิดปาก ตั้งแต่อธิบดี DSI ไปถึงสื่อ ซึ่งการฟ้องปิดปากล้วนมีผลต่อการคิดคะแนน CPI อีกทั้งทาง OECD ก็ได้มีการเรียกร้องให้ออกกฎหมายคุ้มครองพยาน การที่รัฐบาลมีรัฐมนตรีเช่นนี้ปะปนอยู่จะยิ่งทำให้ประเทศไทยตกต่ำลง   

น.ส.รักชนก ยังได้อภิปรายถึงการที่นายกฯ ได้แต่งตั้งให้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบการแก้ปัญหาวิกฤตน้ำมันที่นายพิพัฒน์ถือหุ้นบริษัทอยู่ 2 ล้านหุ้น ซึ่งค้านสายตาประชาชน โดยเฉพาะเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

"ทั้งสามคนนี้ดิฉันเชื่ออย่างบริสุทธิ์ว่าใจซื่อมือสะอาด เป็นรัฐมนตรีที่โลกรอ แต่ถามว่าคนไทยทั้งประเทศมองมาจากดาวอังคารก็ยังรู้เลย เพื่อไม่ให้ค้านกับความรู้สึกของประชาชน คนพวกนี้ควรจะพิจารณาเอาออกจากคณะรัฐมนตรีไปก่อนเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ยาขนาดแรกคือยาขับรัฐมนตรี" น.ส.รักชนก กล่าว

สำหรับ ยาขนานที่สองคือ ยาหยอดตา ทำตาให้ตาสว่างขึ้น เพราะเป็นการเปิดเผยข้อมูลของภาครัฐ เป็นยาวิเศษของการต่อต้านการทุจริตคอรัปชัน ซึ่งพรรคภูมิใจไทยมักจะถูกครหา ว่าเป็นพรรคของผู้รับเหมากินรวบประเทศ แต่ตนเองไม่คิดแบบนั้น เพราะพรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่พูดเสมอว่า รักชาติ รักสถาบัน รักแผ่นดิน ดังนั้นความรักที่มีไม่น่าที่จะทำเรื่องแย่ๆ แบบนี้ เลยส่งผลบุญทำให้คนในพรรคภูมิใจไทยได้รับแต่สิ่งดีๆ รวมไปถึงญาติบรรดาญาติด้วย เช่น โครงการภาครัฐ

สส.พรรคประชาชน ได้ยกตัวอย่างบริษัทที่ได้รับสัมปทานจากโครงการต่างๆ อย่างเช่น ญาติของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ในปี 66-69 ได้รับงานไป 74 โครงการ มูลค่า 4,500 ล้านบาท บริษัทลูกเขยของนายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย ที่มี 2 บริษัท โดยบริษัทสิงห์...เป็นของสามี น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ได้ไป 142 โครงการ 830 ล้านบาท และบริษัทของสามีลูกสาวอีกหนึ่งคนของนายชาดา ได้รับไปอีก 78 โครงการ 2,400 ล้านบาท เป็นคนดีที่รักชาติรักสถาบันจึงได้ดิบได้ดีแบบนี้

น.ส.รัชนก ระบุว่า เรื่องนี้สำคัญมากและส่งผลต่อทั้งคะแนน CPI และการเข้าร่วม OECD จึงอยากเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ เนื่องจากข้อการประมูลภาครัฐ พบว่า บริษัทสิงห์ฯ… ซึ่งเป็นของสามีนางซาบีดา ไทยเศรษฐ์ ได้รับโครงการจากภาครัฐมูลค่ารวมกว่า 829.33 ล้านบาท ขณะที่บริษัทอุฯ… ซึ่งเป็นคนในตระกูลไทยเศรษฐ์ได้รับโครงการจากภาครัฐมูลค่ารวม 2,417.84 ล้านบาท และบริษัท ท.จ.ศ. ซึ่งเป็นของเครือญาตินายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ได้รับโครงการจากภาครัฐมูลค่ารวมกว่า 4,503.55 ล้านบาท

"ความน่าสนใจก็คือ ทำไมโครงการของภาครัฐถึงพัวพันกับคนในพรรคภูมิใจไทยอย่างมีนัยสำคัญ" ซึ่ง น.ส.รัชนก ได้กล่าวตอนหนึ่งระหว่างการอภิปรายว่า ขอบคุณวัตถุดิบดีๆ จาก Next News พร้อมกับกล่าวอีกว่า เมื่อดูข้อมูลพบว่า โครงการในปี 2568 บริษัท ท.จ.ศ. บริษัทเครือญาติของนายสิริพงศ์ได้รับโครงการภาครัฐไปกว่า 34 โครงการ มูลค่ารวม 2,466 ล้านบาท หน่วยงานที่ได้รับคือกรมชลประทาน กรมทางหลวงชนบท และกรมโยธาฯ ซึ่งกรมโยธาอยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทยที่นายอนุทินนั่งเป็นรัฐมนตรีอยู่

นอกจากนี้ เมื่อเปิดดูรายละเอียดบริษัทที่ประมูลแข่งพบว่ามี 3 บริษัท ซึ่งไม่มีอะไรแปลกแต่พอเปิดดูประวัติเท่านั้น เป็นคนกันเองหรือไม่ เพราะบริษัทที่ 1 มีนาย ก. เป็นกรรมการและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ประจำกรรมาธิการติดตามงบประมาณ โควต้าของนายอาสพลธ์ สรรไตรภพ สส. พรรคภูมิใจไทย จ.ศรีสะเกษ ขณะที่อีกบริษัทที่ 2เปิดดูชื่อกรรมการบริหารมีแต่คนนามสกุลเดียวกับนายอาสพลธ์ และบริษัทที่ 3 เป็นของอดีต สจ.เก่าที่ใกล้ชิดกับ อบจ.ศรีสะเกษ

"เมื่อพูดถึงเราก็จะนึกถึง น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ซึ่งเป็นลูกสาวของนายก อบจ. ศรีสะเกษ มันบังเอิญมากๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนในพรรคภูมิใจไทยทั้งหมดเลย อีกทั้งผู้ชนะประมูลยังชนะไปด้วยราคาที่ห่างจากราคากลางไม่ถึง 1% สิ่งนี้ส่อให้เห็นเค้าลางของ 'การฮั้วประมูล' คำถามสำคัญคือนายกฯ จะกล้าตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้หรือไม่

หน่วยงานที่ได้รับประกอบด้วยกรมชลประทาน กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท และกรมโยธาธิการและผังเมือง มากถึง 11 โครงการ ซึ่งเป็นกรมที่อยู่ภายใต้กระทรวงมหาดไทย โดยโครงการส่วนใหญ่ลงใน จ.ศรีสะเกษ จำนวน 22 โครงการ ส่วนใหญ่เป็นการตัดถนน ดิฉันก็เลยไม่รู้ว่าเพราะว่าญาติของท่านตัดถนนเก่งแบบนี้หรือเปล่า ท่านสิริพงศ์รอบนี้ก็เลยได้เป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคม" น.ส.รักชนกกล่าว

"ฟังทั้งหมดนี้แล้ว ท่านคิดถึงอะไร ดิฉันคิดออกอยู่คำหนึ่ง คือคำว่า รวย! คือมันรวยไม่ไหวแล้ว มันรวยไม่ไหวแล้วจริงๆ โบราณเขาว่าแข่งบุญแข่งวาสนาแข่งกันได้ แต่แข่งโครงการภาครัฐกับพรรคภูมิใจไทยท่านอย่าแข่งเลย" น.ส.รักชนก กล่าว

อย่างไรก็ตาม หลังถูกพาดพิง นายสิริพงศ์ได้ลุกขึ้นชี้แจง โดยระบุว่า ตนเองไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับธุรกิจหรือการบริหารใดๆ กับบริษัทดังกล่าว แม้จะมีนามสกุลเดียวกัน แต่เป็นความสัมพันธ์ในฐานะลูกพี่ลูกน้อง ทั้งยังระบุว่าในปี 2568 ตนเองไม่ได้มีอำนาจในการบริหาร และไม่ได้เป็น สส. ในปี 2566 เนื่องจากสอบตก โดยย้ำด้วยว่า ไม่ได้มีความสัมพันธ์กันและสิ่งนี้คงไม่ต่างจากความสัมพันธ์ระหว่างนายสุริยะกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
จัดซื้อจัดจ้าง
ฮั้วประมูลโครงการรัฐ
ภูมิใจไทย
เบนสมิธ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

'พริษฐ์-อนุทิน' พิพาทส่งท้ายแถลงนโยบาย นายกฯ โต้อีกฝ่ายไม่ทำการบ้าน
'พริษฐ์-อนุทิน' พิพาทส่งท้ายแถลงนโยบาย นายกฯ โต้อีกฝ่ายไม่ทำการบ้าน