News Logo
หน้าแรก
นโยบายใช้เงินพรรคการเมืองเสี่ยง หนี้สาธารณะพุ่ง-ขาดดุลการคลังต่อเนื่อง

นโยบายใช้เงินพรรคการเมืองเสี่ยง หนี้สาธารณะพุ่ง-ขาดดุลการคลังต่อเนื่อง

28 ม.ค. 2569 20:17
ผู้ชม 34 คน

สำนักงบประมาณ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สภาพัฒน์ ได้ตรวจสอบเนื้อหานโยบายของแต่ละพรรคที่ใช้ในการหาเสียงเบื้องต้น พบว่าหลายนโยบายมีการใช้เงินจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลชุดใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจลำบาก เนื่องจากไม่สามารถขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมได้ เพราะจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เกินกรอบวินัยการเงินการคลัง

คณะกรรมการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองที่ใช้ในการประกาศโฆษณาและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีการประชุมพิจารณาการตรวจสอบนโยบายที่ต้องใช้จ่ายเงินของพรรคการเมืองทั้ง 51 พรรคที่ได้ยื่นเอกสารชี้แจงต่อ กกต. ในวันที่ 30 ม.ค.นี้ โดยจะพิจารณาตามที่หน่วยงานราชการได้ตั้งข้อสังเกต
แหล่งข่าวเปิดเผยกับ Next News ว่า ในขณะนี้หน่วยงานส่วนราชการ อาทิ สำนักงบประมาณ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ได้ตรวจสอบเนื้อหานโยบายของแต่ละพรรคในเบื้องต้นแล้ว และได้ตั้งข้อสังเกตว่านโยบายที่มีการใช้เงินงบประมาณจำนวนมาก จะทำให้รัฐบาลชุดใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศลำบาก 

รัฐบาลชุดใหม่จะไม่สามารถนำเงินมาดำเนินนโยบายตามที่ได้หาเสียงไว้ได้มากนัก เนื่องจากไม่สามารถขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมได้ เพราะจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เกินกว่าร้อยละ 70 ตามที่กำหนดไว้ในกรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐตามที่กฎหมายกำหนดกรอบในการบริหารหนี้สาธารณะไว้ 

นอกจากนั้น การขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมจนเต็มสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ร้อยละ 70 จะทำให้รัฐบาลไม่มีพื้นที่ทางการคลังคงเหลือสำหรับรับมือกับความเสี่ยงจากความผันผวนทางเศรษฐกิจที่ยังอยู่ในเกณฑ์สูง ในขณะที่การปรับเพิ่มสัดส่วนหนี้สาธารณะในกรอบวินัยการเงินการคลังจะทำให้มีความสุ่มเสี่ยงต่อการถูกสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย


ข้อมูลประกอบข้อสังเกตนี้ก็คือ แผนการคลังระยะปานกลางที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2568 พบว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะเพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ 68.17 ในปี 2569 ร้อยละ 69.36 ในปี 2570 และร้อยละ 69.78 ในปี 2571 

นอกจากนี้ นโยบายของบางพรรคการเมืองที่ระบุแหล่งที่มาของแหล่งเงินว่าจะใช้จ่ายจากงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือจากการบริหารงบประมาณรายจ่ายประจำปี และมีกำหนดวงเงินไว้ค่อนข้างสูง กลับไม่ได้ระบุว่าจะจัดหามาจากการเพิ่มการจัดเก็บรายได้ หรือจากการลดรายจ่ายรายการอื่นลง หรือจากการขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติม 

ดังนั้น หากไม่ระบุวิธีการหรือแหล่งเงินงบประมาณดังกล่าวและไม่สามารถบริหารงบประมาณโดยการปรับลดรายจ่ายรายการอื่น หรือการจัดหารายได้เพิ่มเติม วงเงินงบประมาณตามที่พรรคเหล่านั้นนำเสนอ อาจทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP เพิ่มขึ้นเกินกว่ากรอบวินัยการเงินการคลัง และทำให้ความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้นอีกด้วย

หน่วยงานราชการข้างต้น จึงเสนอแนะว่า พรรคการเมืองควรระบุแหล่งเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีว่าจะมาจากการปรับลดรายจ่าย หรือการเพิ่มการจัดเก็บรายได้ หรือการขาดดุลงบประมาณเพิ่มเติมเป็นจำนวนเงินเท่าไรให้ชัดเจน ซึ่งนอกจากจะทำให้เห็นภาพรวมของวงเงินทั้งหมดแล้ว ยังจะช่วยให้ประชาชนมีข้อมูลเพียงพอต่อการตัดสินใจลงคะแนนเสียงเลือกตั้งด้วย

อีกทั้ง สามารถป้องกันนโยบายระยะสั้นที่มีวัตถุประสงค์เพียงเพื่อให้ได้รับคะแนนนิยมทางการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ เป็นการสร้างภาระงบประมาณในระยะยาว 

นอกจากนั้นแล้วกรณีพรรคการเมืองระบุแหล่งเงินว่าจะมาจากมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ก็ควรพิจารณาถึงวงเงินคงเหลือที่สามารถนำมาดำเนินการได้ ว่าในปัจจุบันมีวงเงินมากน้อยแค่ไหน หากใช้เงินจากแหล่งดังกล่าวจนเต็มกรอบตามที่กำหนดไว้ร้อยละ 32 ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี จะทำให้ภาครัฐมีข้อจำกัดต่อการดำเนินมาตรการแก้ปัญหาหรือบรรเทาสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นในระยะข้างหน้า

แหล่งข่าว ระบุว่า คำอธิบายเกี่ยวกับความเสี่ยงของนโยบายที่จะดำเนินการของบางพรรค ยังไม่ความครอบคลุมและครบถ้วน อย่างเช่น ความเสี่ยงต่อปัญหา Moral Hazard ในภาคการเงิน และปัญหาความเสี่ยงต่อเสถียรภาพทางการคลัง รวมทั้งขาดการประเมินผลกระทบของนโยบายที่อาจส่งผลให้เกิดการบิดเบือนในภาคการผลิต และขาดการประเมินความคุ้มค่าตามหลักการหรือวิธีการที่ถูกต้อง

นอกจากนี้ ในบางกรณีพรรคการเมืองขาดความเข้าใจในเรื่องงบประมาณ และการเงินการคลังของภาครัฐ บางพรรคการเมืองเสนอวงเงินที่อาจจะไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เป็นฐานในการคิดคำนวณ และอาจจะไม่สอดคล้องกับวิธีการดำเนินนโยบายที่ระบุไว้

บางนโยบายของบางพรรคการเมืองเขียนไว้พบว่า เป็นเพียงหลักการและใช้วงเงินสูง มีความเสี่ยงต่อความคุ้มค่า และความเสี่ยงต่อกรอบวินัยการเงินการคลัง แต่ไม่ระบุวิธีการในการดำเนินมาตรการไว้อย่างเพียงพอ โดยรวมพรรคการเมืองส่วนใหญ่เน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่ใช้จ่ายเงินงบประมาณ เช่น สวัสดิการถ้วนหน้า ลดค่าใช้จ่าย เป็นต้น โดยไม่เน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะยาว


อย่างไรก็ตาม หากนโยบายหาเสียงดำเนินไปโดยไม่มีการพิจารณาเพิ่มฐานรายได้ใหม่ทั้งจากภาษีและไม่ใช่ภาษี จะทำให้ประเทศต้องประสบกับภาวะการขาดดุลการคลังอย่างต่อเนื่องต่อไป และจะไม่สามารถปรับลดขนาดการขาดดุลการคลังให้อยู่ในระดับไม่เกินร้อยละ 3.0 ของ GDP ภายในปี 2572 ตามที่ระบุไว้ในแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570 – 2573

ที่สำคัญการดำเนินนโยบายที่ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากและต่อเนื่อง จะทำให้รัฐบาลจำเป็นต้องใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุลต่อเนื่องไปอีกหลายปี และการปรับลดขนาดการขาดดุลการคลังจะดำเนินการได้ยาก ส่งผลให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นกว่าเพดานที่กำหนดไว้ร้อยละ 70 ตามที่กฎหมายกำหนด 

ทั้งนี้ สอดคล้องกับข้อกังวลในแผนการคลังระยะปานกลาง ปีงบประมาณ 2570 – 2573 ที่ระบุว่าภาระหนี้ภาครัฐและดอกเบี้ยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไม่มีมาตรการควบคุมรายจ่ายและเพิ่มรายได้อย่างจริงจัง อาจกระทบต่อการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศ

ดังนั้น พรรคการเมืองควรกำหนดสัดส่วนโครงสร้างงบประมาณที่เหมาะสม คำนึงถึงประโยชน์ด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศและประโยชน์ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนเป็นสำคัญ ควบคู่กับการรักษาวินัยทางการเงินการคลัง 

แท็กที่เกี่ยวข้อง
การเมืองไทย



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย
เครือข่ายอากาศสะอาดหักล้าง ‘ศุภชัย’ รายประเด็น ยันผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย