กกร.เผยผลสำรวจล่าสุดเผย ปชช.-ภาคธุรกิจเรียกร้องพรรคการเมืองต้องมีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันที่เป็นรูปธรรมสำหรับการเลือกตั้งปี 256971.9% เผยจะไม่เลือกนักการเมืองที่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง อีก58.7% ไม่เลือกพรรคที่ไม่มีนโยบายปราบปรามการทุจริต-ผู้ตอบโพลเผยพรรคต้องเน้นย้ำความซื่อสัตย์ โปร่งใส ให้หัวหน้าพรรคเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในพรรคมากที่สุดพร้อมเสนอแนะให้มีกฎหมายที่เด็ดขาด สร้างระบบ "Zero Tolerance" และเปลี่ยนสู่ รบ.ดิจิทัลปิดช่องว่างการทุจริต
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้มีการเปิดเผยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและภาคธุรกิจต่อนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองและนักการเมืองไทยในการเลือกตั้ง 2569 เผยว่าประชาชนส่วนใหญ่และภาคธุรกิจมีความคาดหวังสูงต่อความซื่อสัตย์สุจริตและนโยบายปราบปรามการทุจริต โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการซื้อสิทธิ์ขายเสียงและพรรคการเมืองที่ไม่มีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชัน
การสำรวจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและภาคธุรกิจต่อมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันของพรรคการเมืองไทยในการเลือกตั้งปี 2569 รวมถึงวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อเสนอเป็นพันธะสัญญาให้พรรคการเมืองนำไปพิจารณาและปฏิบัติจริง อย่างไรก็ตาม รายงานไม่ได้ระบุชื่อหน่วยงานหรือองค์กรที่ดำเนินการสำรวจอย่างชัดเจน
ประเด็นสำคัญจากการสำรวจ:
ไม่เลือกนักการเมืองซื้อเสียง: ประชาชนส่วนใหญ่ 71.9% ระบุว่าจะไม่เลือกนักการเมืองที่มีการให้เงินซื้อเสียง โดยมีเหตุผลหลักคือมองว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและเป็นการคอร์รัปชัน (74%) หรือนักการเมืองดังกล่าวไม่มีความสามารถพอ (12%) รวมถึงคิดว่าจะเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่ง (10%) ส่วนภาคธุรกิจ 97.7% ก็ยืนยันว่าจะไม่เลือกนักการเมืองประเภทนี้
พรรคไร้นโยบายต้านคอร์รัปชันอาจถูกเมิน: 58.7% ของประชาชนระบุว่าจะไม่เลือกพรรคการเมืองที่ไม่มีการประกาศนโยบายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน โดย 77% ของกลุ่มนี้ให้เหตุผลว่ามองว่าพรรคไม่มีความโปร่งใสซื่อสัตย์ตั้งแต่เริ่มต้น หรือหากเข้ามาบริหารประเทศแล้วจะตั้งใจกอบโกยผลประโยชน์ของประเทศ ภาคธุรกิจเองก็แสดงจุดยืนคล้ายกัน โดย 85.1% จะไม่เลือกพรรคที่ไม่มีนโยบายดังกล่าว
ปัญหาคอร์รัปชันที่รัฐบาลใหม่ควรเร่งแก้ไข:
ประชาชน ให้ความสำคัญกับการที่เจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองร่ำรวยผิดปกติ (14.6%) สินบนและเงินใต้โต๊ะในการขออนุญาตและรับบริการจากราชการ (13.7%) และการมีผลประโยชน์ทับซ้อนและเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องในรัฐบาล (13.6%)
ภาคธุรกิจ ให้ความสำคัญสูงสุดกับสินบนและเงินใต้โต๊ะในการขออนุญาตและรับบริการจากราชการ (22.6%) การทุจริตจัดซื้อจัดจ้างของราชการ (16.0%) และการมีผลประโยชน์ทับซ้อนและเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้องในรัฐบาล (14.4%)
ความคาดหวังต่อพรรคการเมือง:
ประชาชน ส่วนใหญ่เห็นด้วยอย่างยิ่ง/เห็นด้วยว่าพรรคการเมืองที่ชื่นชอบควรมีความจริงจังในการต่อต้านคอร์รัปชัน (80.1%) และปัญหาคอร์รัปชันเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุดที่พรรคการเมืองควรแก้ไข (83.8%)
ภาคธุรกิจ มีความเชื่อมั่นน้อยกว่า โดย 49.2% เห็นด้วยว่าพรรคที่ชื่นชอบมีความจริงจังในการต่อต้านคอร์รัปชัน และ 67.7% เห็นว่าคอร์รัปชันเป็นปัญหาเร่งด่วนที่สุด
มาตรการป้องกันทุจริตที่พรรคการเมืองควรมี (ภาคธุรกิจ): มาตรการที่ภาคธุรกิจให้ความสำคัญมากที่สุดคือการห้ามแต่งตั้งรัฐมนตรีสีเทา (71.2% เห็นด้วยอย่างยิ่ง/เห็นด้วย) การไม่รับบุคคลที่มีประวัติคดีโกงเข้าพรรค (70.4%) และการตรวจสอบประวัติผู้สมัครก่อนให้ลงสมัคร (66.9%)
บทบาทหัวหน้าพรรคในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน: 68% ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วยอย่างมากว่า "หัวหน้าพรรคการเมือง" ควรเป็นผู้ให้ความสำคัญและรับผิดชอบต่อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันในพรรคมากที่สุด โดยให้เหตุผลว่าหัวหน้าพรรคเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินใจ (40%) เป็นผู้กำหนดทิศทางและนโยบาย (31%) และต้องเป็นต้นแบบด้านจริยธรรม (15%)
สิ่งที่อยากบอกนักการเมือง/พรรคการเมือง: ข้อความที่ประชาชนอยากสื่อสารมากที่สุดคือนักการเมืองต้องซื่อสัตย์ สุจริต เน้นให้พรรคการเมืองเลิกโกงกิน ไม่เห็นแก่ตัว และไม่ซื้อสิทธิ์ขายเสียง (ลำดับที่ 1)
เมื่อเคยรับรู้เรื่องการทุจริตคอร์รัปชันของนักการเมือง ประชาชน 35% รู้สึกเบื่อหน่ายกับการเมือง และ 27% ต้องการให้มีการลงโทษอย่างจริงจัง
ข้อเสนอแนะสำหรับภาคเอกชนและภาคธุรกิจ:
รายงานยังได้เสนอแนะบทบาทของภาคเอกชนและภาคธุรกิจในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน โดยเน้นย้ำถึง:
การปฏิรูปกฎหมายและบทลงโทษ ให้เด็ดขาด รวดเร็ว และไม่มีอายุความ รวมถึงสามารถยึดทรัพย์ย้อนหลังได้
การสร้างจุดยืน "Zero Tolerance" ในภาคเอกชน โดยเปลี่ยนบทบาทจากผู้จ่ายมาเป็นผู้ต่อต้านสินบน และมีระบบคว่ำบาตรทางธุรกิจต่อบริษัทที่ทุจริต
การเปลี่ยนผ่านสู่ "Digital Government" เต็มรูปแบบ เพื่อลดโอกาสในการเผชิญหน้าและการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงใช้เทคโนโลยี Blockchain หรือ Big Data ในการติดตามเส้นทางการเงินและงบประมาณภาครัฐแบบเรียลไทม์
เสริมสร้างความเป็นอิสระและประสิทธิภาพขององค์กรอิสระ ให้สามารถตรวจสอบได้สะดวก ปราศจากการแทรกแซงทางการเมือง
สร้างวัฒนธรรมไม่ทนต่อการโกงตั้งแต่ฐานราก ด้วยการปรับเปลี่ยนค่านิยมของคนในสังคมไม่ให้ค่าคนรวยที่มาจากการทุจริต และให้ความสำคัญกับการตรวจสอบการเมืองระดับท้องถิ่น





