News Logo
หน้าแรก
กระแสพรรคส้มยึดโซเชียลสูงสุด 70 ล้าน

กระแสพรรคส้มยึดโซเชียลสูงสุด 70 ล้าน

15 ม.ค. 2569 20:20
ผู้ชม 70 คน

กระแสการเลือกตั้ง 2569 ปชน.ยืนหนึ่งกระแสพุ่ง ยอดผู้มีส่วนร่วมในโซเชียล 70 ล้าน พท. 21 ล้าน ภท.15 ล้าน

บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) จำกัด (wisesight) วิเคราะห์กระแสการเลือกตั้ง 2569 กับประเด็นที่เขย่าการเมืองไทยในยุคโซเชียลมีเดีย พบว่า การมีส่วนร่วมของผู้ใช้โซเชียลมีเดีย (engagement) พรรคประชาชน (ปชน.) 70 ล้านครั้ง พรรคเพื่อไทย (พท.) 21 ล้านครั้ง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 15 ล้านครั้ง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) 9 ล้านครั้ง และพรรคเศรษฐกิจ 6 ล้านครั้ง รวมทั้งหมดมีการพูดถึงการเมืองบนโซเชียลมีเดียสูงถึง 158,459,229 เอนเกจเมนต์ จาก 519,165 ข้อความ

การวิเคราะห์ดังกล่าวเก็บข้อมูลผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ตั้งแต่วันที่ 22 ธ.ค. 2568 - 11 ม.ค. 2569 โดยพบว่า แพลตฟอร์ม Facebook ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักที่ครองพื้นที่ในการถ่ายทอดข่าวสาร และนโยบายทางการเมืองมากถึง 65.07% ด้วยจำนวนข้อความสูงสุดถึง 336,414 ข้อความ และสร้างเอนเกจเมนต์ได้ราว 71 ล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นว่า Facebook ยังเป็นพื้นที่หลักของ “สื่อ” และ “พรรคการเมือง” ในการนำเสนอข่าวสารต่างๆ

ตามด้วยแพลตฟอร์ม TikTok ที่พุ่งขึ้นมาในอันดับสองมากถึง 10.57% ด้วยจำนวนข้อความ 54,666 ข้อความ และสร้างเอนเกจเมนต์ได้กว่า 62 ล้านครั้ง ใกล้เคียงกับ Facebook ทั้งที่มีจำนวนโพสต์น้อยกว่าถึง 6 เท่า อาจจะกล่าวได้ว่า TikTok กำลังจะกลายมาเป็นอีกพื้นที่สำคัญที่ช่วยสร้างกระแสการเมืองได้อย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังตอบโจทย์พฤติกรรมผู้ใช้งานได้เป็นอย่างดี ดูได้จากตัวเลขเอนเกจเมนต์ที่พุ่งขึ้นสูง ในขณะที่ข้อความบน Youtube ตามมาเป็นอันดับ 3 อยู่ที่ประมาณ 53,809 ข้อความ (10.41%) และสร้างเอนเกจเมนต์ถึง 4 ล้านครั้ง


พรรคส้มกระแสแรงโดดเด่นสุด

พรรคประชาชน ได้ยอดเอนเกจเมนต์มากกว่า 70 ล้านครั้ง สิ่งที่ทำให้พรรคประชาชนโดดเด่นคือ การตั้งคำถามกับโครงสร้างเดิม โดยเฉพาะประโยคของ สส.ไอซ์ รักชนก ศรีนอก ที่กล่าวว่า "ทหารมีไว้ทำไม" ที่ได้กลายเป็นไวรัลทั่ว TikTok คลิปเหล่านี้ ได้สร้างทั้งกระแสจากผู้ที่ต้องการเปลี่ยนระบบและการวิพากษ์วิจารณ์ จากผู้ที่รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นการด้อยค่าทหาร

การลงพื้นที่หาเสียงของพรรคประชาชนเต็มไปด้วยความท้าทาย เช่นกรณีของ "เท้ง ณัฐพงษ์" หัวหน้าพรรคประชาชน ที่ถูกแม่ค้าในจังหวัดขอนแก่นไล่เพราะไม่พอใจปมแก้ ม.112 มียอดเอนเกจเมนต์กว่า 2.3 แสนครั้ง หรือเหตุการณ์ที่ สส.ไอซ์ ต้องเผชิญกับประชาชนในตลาดต้นสัก ที่ใช้ต้นไม้กระทุ้งใส่และต่อว่าเรื่องน้ำท่วมภาคใต้ เธอโพสต์ตอบโต้ว่า "เห็นต่างได้ แต่อย่าทำร้ายกัน" ที่ได้รับเอนเกจเมนต์เกือบ 5 หมื่นครั้ง แม้จะต้องเผชิญความขัดแย้ง แต่พรรคประชาชนก็พยายามชี้แจงว่านโยบายของพรรคว่า ไม่ได้ต้องการด้อยค่าทหาร แต่เป็นการส่งเสริมสวัสดิการและใช้เทคโนโลยีเพื่อลดความเสี่ยง

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังเดินหน้าสร้างความน่าเชื่อถือด้วยการเปิดตัวทีมงานมืออาชีพ โดยเฉพาะการนำเสนอ รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งได้รับความสนใจจากทั้งกลุ่มวัยรุ่น และชนชั้นกลางที่ต้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยได้ยอดเอนเกจเมนต์ไปมากกว่า 1.1 แสนครั้ง  อีกหนึ่งบุคคลที่ได้รับกระแสไม่แพ้กันอย่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ยังคงเดินหน้าปราศรัยว่า "ขอโอกาสเพียง 4 ปี ถ้าเราทำไม่ดี ครั้งหน้าท่านก็ไม่ต้องเลือก" โดยกวาดยอดเอนเกจเมนต์ไปมากกว่า 1.1 แสนครั้ง

'ดร.เชน' ปัจจัยดันกระแสเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทย รั้งอันดับ 2 ด้วยยอดเอนเกจเมนต์มากกว่า 21 ล้านครั้ง แม้ตัวเลขจะห่างจากอันดับ 1 พอสมควร แต่สะท้อนว่าฐานเสียงเดิม และกลุ่มแฟนคลับพรรคเพื่อไทยยังคงติดตามอย่างใกล้ชิด ภายใต้แคมเปญอย่าง "ยกเครื่องประเทศไทย เพื่อไทยทำได้" ซึ่งภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยยังคงเน้นการเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ต่างๆ

ดร.เชน ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ ช่วยสร้างความสดใหม่ของพรรคเพื่อไทย โดยเน้นนโยบายความมั่นคงยุคใหม่และไม่ตัดงบกลาโหม ขณะที่ น.ส.จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด ปราศรัยปลุกเร้าให้ "เลือกเพื่อไทย เพื่อสกัดอนุทินไม่ให้เป็นนายกฯ" สะท้อนให้เห็นการตอบโต้ทางการเมืองที่เข้มข้นในโลกออนไลน์ โดยโพสต์นี้ได้รับยอดเอนเกจเมนต์ไปมากกว่า 3.8 หมื่นครั้ง

อีกประเด็นที่สร้างกระแสคือการโต้ตอบระหว่าง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน กับ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ที่เป็นลุง-หลานต่างพรรคกัน โดยประเด็นได้เริ่มต้นจากนายธนาธร ที่กล่าวในระหว่างหาเสียงว่า "รัฐมนตรีเมื่อ 20-30 ปีที่แล้ว ณ ตอนนี้ยังเป็นอยู่เลย มีคนนามสกุลเดียวกับผมนี่" 

ชวนให้คิดถึงการผูกขาดอำนาจทางการเมือง ก่อนที่นายสุริยะจะตอบโต้บนเวทีปราศรัยใหญ่ที่ลานคนเมืองด้วยประโยคที่ว่า "ถึงแก่ แต่แก่ประสบการณ์" และเน้นย้ำว่า "นอกจากทำเพื่อชาติบ้านเมือง ก็ทำการเมืองให้หลานมันดู" ซึ่งการตอบโต้ไปมาในครั้งนี้ ก็สร้างกระแสบนโซเชียลได้สูสีไม่แพ้กัน


พรรคน้ำเงินเรตติ้งรั้งอันดับ 3

พรรคภูมิใจไทย มาในอันดับ 3 ด้วยยอดเอนเกจเมนต์กว่า 15.2 ล้านครั้ง สิ่งที่น่าสนใจคือชื่อของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ยอดเอนเกจเมนต์ส่วนตัวสูงถึง 4.7 ล้านครั้ง แยกต่างหากออกจากพรรค

ด้านนโยบาย พรรคภูมิใจไทยประสบความสำเร็จในการหยิบประเด็นที่ส่งผลกระทบเรื่องปากท้องประชาชน มานำเสนออย่างโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่กลายเป็นไวรัลสำคัญ จะเห็นได้จากโพสต์จาก AmarinTV กรณีแม่บ้านตลาดวังหลังฝากถึงนายกฯ ให้เร่งผลักดันโครงการ เพราะช่วยให้เงินสะพัด ซึ่งทำยอดเอนเกจเมนต์พุ่งสูงถึงหนึ่งแสนครั้ง 

สะท้อนว่าพรรคภูมิใจไทยตอบโจทย์ความต้องการของคนในพื้นที่ได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ พรรคยังเสริมความน่าเชื่อถือด้านเศรษฐกิจผ่าน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ แคนดิเดตรองนายกรัฐมนตรี ที่ชูยุทธศาสตร์ยกระดับคุณภาพข้าวไทย โดยกล่าวว่า "ไทยไม่ต้องแข่งเรื่องปริมาณข้าว แต่เน้นคุณภาพ" ซึ่งเรียก เอนเกจเมนต์ได้สูงกว่า 171,209 ครั้ง ช่วยขยายฐานความสนใจไปยังกลุ่มนักธุรกิจและคนรุ่นใหม่

นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทย ยังแสดงความโดดเด่นในการรับมือกับประเด็นร้อนทางการเมือง และการตอบโต้ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะการชี้แจงประเด็นชายแดนไทย - กัมพูชาอย่างทันท่วงที ซึ่งกวาดยอดเอนเกจเมนต์ไปกว่า 1.7 แสนครั้ง


ปชป.กับการกลับมาของอภิสิทธิ์

พรรคประชาธิปัตย์ รั้งอันดับ 4 ด้วยยอดเอนเกจเมนต์โดยรวมกว่า 7 ล้าน แม้กระแสจะไม่ได้รุนแรงเหมือน 3 พรรคด้านบน แต่การใช้ผู้นำอย่าง นายชวน หลีกภัย ออกมาสื่อสารในช่วงปีใหม่ก็นับว่าสร้างทิศทางที่ดีให้แก่พรรคการเมืองโดยโพสต์ของนายชวน หลีกภัย ได้รับเอนเกจเมนต์ไปมากกว่ากว่า 1.7 แสนครั้ง ที่กล่าวได้ว่ายังคงเรียกยอดไลก์และคอมเมนต์จากฐานเสียงอนุรักษนิยมได้เสมอ

นอกจากนี้ การกลับมาของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะหัวหน้าพรรคถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่แค่การพึ่งชื่อเสียงเดิม แต่เป็นการชูจุดยืนชัดเจนด้วยนโยบาย "ไทยหายจน" พร้อมกับ "การสร้างบ้านเมืองที่สุจริต" เพื่อดึงฐานเสียงให้กลับมาเชื่อมั่นอีกครั้ง จากการเปิดปราศรัยครั้งแรกที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 11 ม.ค. ที่ผ่านมา อีกทั้งการได้มาซึ่งเลขที่พรรค 27 ยังทำให้ชาวโซเชียลพูดถึงความ "สมพงศ์" และเป็นลางดีในครั้งนี้อีกด้วย


เศรษฐกิจพรรคม้ามืดติดโผโซเชียล

พรรคเศรษฐกิจ ครองอันดับ 5 ด้วย 5.8 ล้านเอนเกจเมนต์ เบียดขึ้นมาติดอันดับ 5 แซงหน้า พรรคไทยสร้างไทย (5,223,292 เอนเกจเมนต์) และ พรรคกล้าธรรม (4,635,652 เอนเกจเมนต์)

พรรคเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับโพสต์ “ความจริงต้องรู้ MOU44” เป็นโพสต์ที่ได้รับความนิยมสูงสุดโดยกวาดยอดเข้าชม (views) ไปมากกว่า 5 ล้าน นอกจากนี้พรรคเศรษฐกิจยังเน้นย้ำเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก และย้ำในเรื่องปากท้องที่สะท้อนว่านี่สิ่งที่ชาวเน็ตให้ความสำคัญไม่แพ้เรื่องอุดมการณ์ ท่ามกลางวิกฤตค่าครองชีพ คอนเทนต์ที่นำเสนอทางรอดทางเศรษฐกิจจึงถูกค้นหาและแชร์ต่ออย่างกว้างขวาง


การเลือกตั้ง 2569 เข้าสู่ช่วงสำคัญของการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า และประชามติ ในวันที่ 3 - 5 ม.ค. 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ จากพรรคประชาชน เตือนประชาชนกว่า 1 ล้านคน ที่ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว แต่ยังไม่ได้ลงทะเบียนประชามตินอกเขต โดยเน้นย้ำถึง "#ลงทะเบียน2เรื่อง เพื่อ #เข้าคูหา2รอบ"

โพสต์จาก TikTok เช่น "ไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันเถอะอ้วรรรร #foryoupage #เลือกตั้ง69" (เอนเกจเมนต์กว่า 3.8 แสนครั้ง) และ "ด่วน! ก่อนหมดเขต ลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้า" (เอนเกจเมนต์กว่า 9.6 หมื่นครั้ง) แสดงให้เห็นถึงการกระตุ้นให้คนรุ่นใหม่ ออกมามีส่วนร่วมอย่างสนุกสนานและเข้าถึงง่าย อีกทั้ง TikTok ได้กลายเป็นอีกหนึ่งแพลตฟอร์มสำคัญที่มีการพูดถึงเลือกตั้ง และชวนให้ไปใช้สิทธิอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าคอนเทนต์รูปแบบ Short Video ได้ก้าวเข้ามามีบทบาท และอิทธิพลต่อชาวโซเชียลมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในกลุ่ม Gen Z ที่นับเป็นกำลังสำคัญในการเลือกตั้งครั้งนี้

จากข้อมูลทั้งหมดชี้ให้เห็นว่า พรรคประชาชนคือ ผู้ได้รับความนิยมในด้านการรับรู้ด้วยยอดเอนเกจเมนต์ที่พุ่งสูงกว่า 70 ล้านครั้ง ทว่าในโลกการเมือง ยอดตัวเลขเหล่านี้เปรียบเสมือนเหรียญสองด้านที่รวมทั้ง "เสียงตำหนิ" และ "เสียงชม" เข้าไว้ด้วยกัน ความท้าทายของพรรคประชาชน จึงไม่ใช่แค่การสร้างไวรัลบนโซเชียล แต่คือการเปลี่ยนผ่านจาก “ยอดเอนเกจเมนต์” ให้กลายเป็น “คะแนนเสียง” ในหีบเลือกตั้ง

ในขณะเดียวกัน พรรคอันดับรองลงมาอย่างเพื่อไทย และภูมิใจไทย แม้จะมีตัวเลขบนหน้าจอไม่สูงเท่า แต่กลับได้เปรียบในเรื่องฐานเสียงเดิมและหัวคะแนนในพื้นที่ ซึ่งยังคงเป็นกลไกสำคัญในการชี้ขาดผลแพ้ชนะเลือกตั้ง

สุดท้ายการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. ที่จะถึงนี้ จะสะท้อนให้เห็นว่า การเมืองไทยยุค 2026 ไม่ใช่เพียงแค่การชิงพื้นที่บนหน้าสื่อ หรือเวทีปราศรัยแบบเดิมอีกต่อไปแล้ว แต่มันคือการบริหารจัดการ "Digital Footprint" ที่ทุกการกระทำสามารถกลายเป็นกระแสที่สร้างโอกาส หรือทำลายล้างคะแนนนิยมได้ในพริบตา 

บทสรุปของการเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ได้วัดกันที่ใครถูกพูดถึงบนโซเชียลมากที่สุด แต่วัดกันที่ใครจะสามารถดึง “ผู้คนบนโซเชียล” ให้ยอมเดินเข้าคูหาไป “กาบัตรเลือกตั้ง” ให้กับพรรคของตนได้มากที่สุด

Author Avatar

ผู้เขียน

ลินลิสา เจือไทย
ข่าวทั้งหมดของผู้เขียน
แท็กที่เกี่ยวข้อง
พรรคการเมือง
เลือกตั้งปี 69
เลือกตั้ง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

พร้อมแก้ 'ว658'! กรมบัญชีกลางไม่ให้ตั้งงบเผื่อขาดสัญญาก่อสร้างล่าช้า
พร้อมแก้ 'ว658'! กรมบัญชีกลางไม่ให้ตั้งงบเผื่อขาดสัญญาก่อสร้างล่าช้า