สหรัฐอเมริกาเตรียมระงับการออกวีซ่าถาวรให้กับ 75 ประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงประเทศไทย โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 21 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป เพื่อทบทวนมาตรการคัดกรองบุคคลที่อาจกลายเป็น "ภาระของรัฐ" (Public Charge) ในอนาคต
คำสั่งดังกล่าวส่งผลให้กระบวนการพิจารณาวีซ่ากลุ่มเป้าหมายทั้งหมดถูกระงับอย่างไม่มีกำหนด โดยเจ้าหน้าที่กงสุลได้รับคำสั่งให้ปฏิเสธหรือยกเลิกการนัดหมายสัมภาษณ์โดยอัตโนมัติหากเกิดขึ้นหลังวันที่ 21 ม.ค. 2569
ข้อมูลนี้ถูกเปิดเผยผ่านบันทึกภายในของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ จากสื่อหลักอย่าง Fox News ซึ่งระบุว่าเป็นความพยายามคัดกรองผู้พำนักระยะยาวที่มีแนวโน้มจะต้องพึ่งพาสวัสดิการของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการดำรงชีวิต เพื่อป้องกันไม่ให้กระทบต่องบประมาณและสวัสดิการของพลเมืองอเมริกันตามนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน"
ทางด้าน นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ไม่นิ่งนอนใจ ได้เชิญอุปทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทยเข้าพบทันทีเพื่อขอความชัดเจน โดยนายสีหศักดิ์ระบุว่า การเหมารวมไทยเข้ากับกลุ่มประเทศอื่นๆ ถือเป็นเรื่อง "ไม่เป็นธรรมและไม่สะท้อนความเป็นจริง" เนื่องจากคนไทยส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ ประกอบอาชีพสุจริต เป็นแรงงานวิชาชีพ เช่น แพทย์ พยาบาล และยังมีบริษัทไทยขนาดใหญ่ อาทิ บ้านปู ไทยซัมมิท ไทยยูเนี่ยน และกลุ่มซีพี ที่สร้างงานให้ชาวอเมริกันนับหมื่นตำแหน่ง ซึ่งมาตรการนี้อาจส่งสัญญาณเชิงลบต่อความสัมพันธ์อันยาวนานของทั้งสองประเทศ
โดยทางอุปทูตสหรัฐฯ ชี้แจงว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับข้อมูลครบถ้วน และอยู่ระหว่างประสานงานขอข้อมูลเพิ่มเติมจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม เบื้องต้นการระงับดังกล่าวเป็น มาตรการนี้จำกัดเฉพาะ "วีซ่าถาวร" (Immigrant Visas) เท่านั้น ซึ่งหมายถึงกลุ่มที่ต้องการย้ายถิ่นฐานไปพำนักถาวร ทำงาน หรือขอสัญชาติในอนาคต สำหรับวีซ่าชั่วคราว เช่น วีซ่าท่องเที่ยว วีซ่านักเรียน หรือวีซ่าธุรกิจ ไม่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งนี้และยังสามารถยื่นขอได้ตามปกติ ทำให้ผู้ที่วางแผนไปเที่ยวหรือเรียนต่อเบาใจได้ในระดับหนึ่ง แต่สำหรับผู้ที่รอผลวีซ่าถาวรอาจต้องเผชิญกับสภาวะชะงักงันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับรายละเอียดวีซ่าที่ถูกระงับประกอบด้วย 4 กลุ่มหลัก ได้แก่
1. วีซ่าครอบครัว (เช่น การขอใบเขียวให้คู่สมรส พ่อแม่ หรือบุตร)
2. วีซ่าทำงาน (กลุ่ม EB1-5)
3. วีซ่าความหลากหลายทางเชื้อชาติ (DV Lottery หรือการจับสลากกรีนการ์ด)
4. วีซ่ามนุษยธรรม เช่น กลุ่มผู้ลี้ภัย
โดยสหรัฐฯ ยืนยันว่ากระบวนการจะกลับมาเป็นปกติก็ต่อเมื่อระบบคัดกรองใหม่มีความเข้มงวดเพียงพอที่จะมั่นใจได้ว่าผู้ได้รับวีซ่าจะไม่เป็นภาระทางการเงินต่อรัฐบาล
สำหรับรายชื่อ 75 ประเทศที่ถูกสหรัฐฯ ระงับการออกวีซ่า นอกเหนือจากประเทศไทย ยังประกอบด้วย อัฟกานิสถาน แอลเบเนีย แอลจีเรีย อันติกัวและบาร์บูดา อาร์เมเนีย อาเซอร์ไบจาน บาฮามาส บังกลาเทศ บาร์บาโดส เบลารุส เบลิซ ภูฏาน บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา บราซิล เมียนมา กัมพูชา แคเมอรูน กาบูเวร์ดี โคลอมเบีย โกตดิวัวร์ คิวบา สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก)
โดมินิกา อียิปต์ เอริเทรีย เอธิโอเปีย ฟิจิ แกมเบีย จอร์เจีย กานา เกรนาดา กัวเตมาลา กินี เฮติ อิหร่าน อิรัก จาเมกา จอร์แดน คาซัคสถาน โคโซโว คูเวต คีร์กีซสถาน ลาว เลบานอน ไลบีเรีย ลิเบีย นอร์ทมาซิโดเนีย มอลโดวา มองโกเลีย มอนเตเนโกร โมร็อกโก เนปาล นิการากัว ไนจีเรีย ปากีสถาน สาธารณรัฐคองโก รัสเซีย รวันดา เซนต์คิตส์และเนวิส เซนต์ลูเซีย เซนต์วินเซนต์และเกรนาดีนส์ เซเนกัล เซียร์ราลีโอน โซมาเลีย ซูดานใต้ ซูดาน ซีเรีย แทนซาเนีย โตโก ตูนิเซีย ยูกันดา อุรุกวัย อุซเบกิสถาน และเยเมน
สถานการณ์นี้ถือเป็นการยกเครื่องมาตรฐานการเข้าเมืองของสหรัฐฯ ครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงคือกลุ่มที่ต้องการสร้างรากฐานชีวิตใหม่ในอเมริกา ในช่วงเวลาที่ความไม่แน่นอนนี้ยังคงอยู่ กระทรวงการต่างประเทศของไทยยืนยันว่าจะติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิดและเรียกร้องให้สหรัฐฯ พิจารณาเป็นรายประเทศตามบริบทที่แตกต่างกัน เพื่อรักษาบรรยากาศความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่กำลังดำเนินอยู่ให้เดินหน้าต่อไปได้โดยไม่สะดุด
มาตรการ "Public Charge" คือกฎเกณฑ์ทางกฎหมายที่สหรัฐฯ ใช้ประเมินว่าผู้สมัครวีซ่ามีฐานะทางการเงินเพียงพอที่จะดูแลตัวเองได้หรือไม่ โดยพิจารณาจากอายุ สุขภาพ สถานะครอบครัว ทรัพย์สิน และการศึกษา
ข้อมูลจากกระทรวงการต่างประเทศระบุว่าประเทศไทยเป็นพันธมิตรที่เก่าแก่ที่สุดของสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชนไทยช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สำหรับผู้ที่ต้องการตรวจสอบสถานะอย่างเป็นทางการ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ travel.state.gov หรือ th.usembassy.gov





