News Logo
หน้าแรก
เทียบนโยบาย ‘แก้ฝุ่น PM2.5’ 2 ตัวเต็ง ในศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

เทียบนโยบาย ‘แก้ฝุ่น PM2.5’ 2 ตัวเต็ง ในศึกเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

6 มิ.ย. 2569 18:02
ผู้ชม 37 คน

เปรียบเทียบนโยบายแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ของ 2 ตัวเต็งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ระหว่าง ‘ชัชชาติ’ ที่มุ่งใช้มาตรการทางกฎหมายและกลไกภาษีบุกจับปรับผู้ก่อมลพิษจากต้นตอ กับ ‘ชัยวัฒน์’ จากพรรคประชาชน ที่เน้นการใช้เทคโนโลยี ตรวจจับเชิงรุกรายโรงงาน พร้อมลดเกณฑ์ประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ

‘ปัญหา PM 2.5’ ถือเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชน ข้อมูลเมื่อวันที่ 30 มกราคม 2569 ระบุว่า กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่มีค่าฝุ่นสูงเกินมาตรฐานใน 37 เขต ทั้งยังติดอันดับที่ 12 ของเมืองที่มีมลพิษทางอากาศมากที่สุดในโลก

สำหรับการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) ในครั้งนี้ ปัญหาฝุ่นละอองจึงกลายเป็นประเด็นอันดับต้นๆ ที่คนเมืองคาดหวังให้ผู้นำคนใหม่เข้ามาเร่งแก้ไขมากที่สุด สำนักข่าว Next News จึงอยากพาทุกคนไปสำรวจนโยบายของผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. 2 ตัวเต็งหลัก ได้แก่ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ที่ลงสมัครในนามอิสระ และนายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ที่ลงสนามแข่งขันในนามของพรรคประชาชน 

นโยบายแก้ฝุ่น PM2.5 - ชัชชาติ สิทธิพันธุ์

ในการเลือกตั้งครั้งนี้ นายชัชชาติได้เปิด 251 นโยบาย ครอบคลุม 4 ด้านหลัก ได้แก่ คนอยู่ดี, เมืองน่าอยู่, การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ และการวางระบบที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ หากดูในรายละเอียดจะพบว่า นโยบายแก้ฝุ่นของอดีตผู้ว่าฯ ชัชชาติ มีรายละเอียดดังนี้ 

การจับและปรับต้นตอของผู้ที่ก่อฝุ่น : กทม.จะจัด 'ทีมนักล่าฝุ่น' ซึ่งประกอบด้วยหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง โดยจะทำหน้าที่จัดการกับต้นตอในช่วงฤดูฝุ่นโดยเฉพาะ และมีอำนาจหน้าที่ประกอบไปด้วย ควบคุมเหตุจากการเผา, การจัดการกิจกรรมเสี่ยงต่อการเกิดฝุ่น, ควบคุมยานพาหนะที่เข้าออกจากไซต์ก่อสร้างและฝุ่นในไซต์ก่อสร้าง ควบคุมโรงงานและสถานประกอบการ รวมถึงคัดกรองและเฝ้าระวังรถควันดำ

พัฒนาสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง : กทม. จะร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมแห่งประเทศจีน CRAES สภาอุตสาหกรรมฯ และ Lihe Technology พัฒนาสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศขั้นสูง ทั้งนี้ก็เพื่อตรวจวัดฝุ่นและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกและองค์ประกอบฝุ่นแบบเรียลไทม์ (Real-time)

เตรียมแผนการจัดการฝุ่นตามฐานอำนาจของร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และเดินหน้าจัดการฝุ่นภายใน 60 วัน นับตั้งแต่ประกาศใช้ ภายในแผนมีสาระสำคัญ อาทิ  

  • กทม.มีอำนาจในการตรวจสอบและเอาผิดแหล่งกำเนิดฝุ่น, สั่งระงับไซต์ก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน และเอาผิดเจ้าของที่ดินที่ปล่อยให้มีการเผาชีวมวล

  • นำหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย (Polluter Pays Principle) มาใช้บริหารจัดการ และนำรายได้กลับไปอุดหนุนการแก้ปัญหาฝุ่น 

  • กำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการปล่อยมลพิษในกรุงเทพฯ สำหรับรถบรรทุก 6 ล้อขึ้นไป หากผ่านมาตรฐานสามารถขอลดหย่อนและได้ขึ้นทะเบียนอยู่ในบัญชีสีเขียว

  • กำหนดพื้นที่ภายในวงแหวนรัชดาภิเษกเป็นเขตควบคุม (ยกเว้นวันหยุด) บังคับใช้ระบบกล้องอ่านป้ายทะเบียนอัจฉริยะ รถยนต์ทั่วไปต้องเสียค่าธรรมเนียม แต่หากขึ้นทะเบียน ‘Green List Plus’ จะได้รับส่วนลดตามมาตรฐานเครื่องยนต์ 

  • บังคับให้โรงงานที่อยู่ในเกณฑ์ติดตั้งระบบตรวจวัดมลพิษทางอากาศที่ปล่องระบายแบบต่อเนื่องและจัดเก็บค่าธรรมเนียมตามปริมาณการปล่อยมลพิษจริง

  • เตรียมยื่นข้อบัญญัติอากาศสะอาดกรุงเทพฯ มุ่งจัดเก็บค่าธรรมเนียมกับผู้ปล่อยมลพิษทุกประเภท ทั้งรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม และการเผา โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร มาตรา 89 (14) และมาตรา 114 

จัดตั้งศูนย์ติดตามการเผาแบบและช่วยเหลือเกษตรกรครบวงจร : โดยศูนย์ดังกล่าวมีอำนาจหน้าที่ อาทิ ติดตามและแจ้งเตือนจุดความร้อน (Hotspots) แบบเรียลไทม์, การบริหารจัดการเวลาเผา, ระงับไฟอย่างรวดเร็ว, การบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาดแก่ผู้ลักลอบเผาป่า, เชื่อมโยงตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มแก่สินค้าที่ไม่ได้มาจากการเผา เป็นต้น 

ขยายมาตรการเขตมลพิษต่ำ (Low Emission Zone) : ซึ่งมาตรการดังกล่าวได้จัดทำบัญชีสีเขียว (Green List) ด้วยการกำหนดให้รถบรรทุก 6 ล้อที่ต้องการเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ต้องผ่านการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและไส้กรอง การขยายจะเพิ่มยานพาหนะในบัญชีสีเขียวให้ครอบคลุม พร้อมออกข้อกำหนดพิเศษเพื่อควบคุมกลุ่มรถเครื่องยนต์ที่ปล่อยมลพิษสูง 

กทม. จะมีการร่วมมือกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ทั้งนี้ก็เพื่อยกระดับความเข้มข้นของมาตรฐานการปล่อยมลพิษของโรงงานในเขตกรุงเทพฯ นอกจากนี้กทม. จะรวบรวมและตั้งห้องปฏิบัติการเฉพาะกิจ (Warroom) ขึ้นมาเพื่อติดตามข้อมูลการปล่อยมลพิษแบบเรียลไทม์

นโยบายแก้ฝุ่น PM2.5 - ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร 

ด้านนายชัยวัฒน์ได้เปิด 40 นโยบาย ภายใต้แนวคิด ‘กรุงเทพฯ ง่ายๆ’ ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ การเลี้ยงครอบครัวง่าย, การเดินทางง่าย, การใช้ชีวิตง่าย และการค้าขายง่าย สำหรับนโยบายแก้ฝุ่นในนามของพรรคประชาชนนั้นมีรายละเอียดสำคัญ ดังนี้ 

  • กทม.จะเสนอให้รัฐบาลยกระดับการเป็นเจ้าภาพร่วมกับจังหวัดใกล้เคียง โดยมีจุดประสงค์เพื่อขยายเขตควบคุมมลพิษต่ำ โดยรถบรรทุกที่จะวิ่งเข้าเขตควบคุมมลพิษต่ำจำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเพื่อลดการปล่อยฝุ่น PM2.5

  • เพิ่มมาตรการควบคุมรถบรรทุกและรถควันดำอย่างเข้มงวด โดยจะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยตรวจจับควันรถที่ปริมาณเกินค่ามาตรฐาน

  • ปรับลดเกณฑ์ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน กรณีฝุ่น PM2.5 โดยจากเดิมที่เกณฑ์กำหนดไว้ว่า ค่าเฉลี่ยฝุ่น 24 ชั่วโมง ตั้งแต่ 150 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรขึ้นไป ติดต่อกัน 5 วัน ให้ปรับลดลงเหลือเพียง 3 วัน จึงประกาศได้

  • กทม.จะเพิ่มการใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Hyperspectral UAV/Drone โดยจะใช้ตรวจจับค่ามลพิษทางอากาศจากโรงงานอุตสาหกรรมระดับรายโรงงาน พร้อมตรวจสอบกับข้อมูลการปล่อยมลพิษทางอากาศที่โรงงานต้องรายงานในระบบตรวจวัดและบันทึกค่ามลพิษทางอากาศจากปล่องโรงงานอุตสาหกรรมแบบอัตโนมัติ

  • ผลักดันให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) กำหนดมาตรการเพิ่มเติมเพื่อควบคุมมลพิษทางอากาศอย่างเข้มงวด โดยให้โรงงานอุตสาหกรรมเปิดเผยข้อมูลมลพิษต่อสาธารณะ

  • ผลักดันมาตรการสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร เพื่อจัดการเศษวัสดุเหลือใช้แทนการเผาในจังหวัดเกษตรกรรมรอบปริมณฑล มุ่งเป้าครอบคลุมพื้นที่ 20,000 ไร่ พร้อมเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน 

  • ผลักดันรัฐบาลทำระบบฐานข้อมูลและติดตามเชิงรุก โดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียมตรวจพื้นที่เผาจริงควบคู่การตรวจภาคสนาม เพื่อคาดการณ์การเผาล่วงหน้า พร้อมบูรณาการข้อมูลที่ดินและอายุพืชจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมส่งเสริมการเกษตร และ GISTDA มาจัดทำแผนที่เสี่ยงเผาตามช่วงเวลา 

  • เพิ่มข้อกำหนดบังคับติดตั้งเซนเซอร์วัดค่าฝุ่นและกล้องวงจรปิดในทุกพื้นที่เขตก่อสร้าง

  • อุดหนุนงบประมาณให้วัดใน กทม. เพื่อปรับปรุงเมรุเผาศพให้มีมาตรฐาน พร้อมกำหนดมาตรการเพื่อลดการเผาไหม้ที่ไม่สมบูรณ์ ต้นเหตุของมลพิษทางอากาศ

  • บังคับใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยสำรวจพื้นที่เสี่ยงไฟไหม้ พร้อมประสานกรมที่ดิน ทำแนวกันไฟ และปรับปรุงที่ดินไม่ให้รกร้าง 

อย่างไรก็ดี ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของนโยบายแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 จาก 2 ตัวเต็งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ที่ต่างงัดกลยุทธ์และนำเทคโนโลยีเข้ามาเชือดเฉือนเพื่อซื้อใจคนเมืองหลวง สุดท้ายแล้ว นโยบายของใครจะตอบโจทย์และสามารถคืน ‘อากาศสะอาด’ ให้กับชาวกรุงเทพฯ ได้อย่างยั่งยืน คงต้องรอติดตามกันต่อไป 

Screenshot 2026-06-06 180319

เทียบนโยบายแก้ฝุ่น PM2.5 ชัยวัฒน์ VS ชัชชาติ

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ผู้ว่ากทม
ชัชชาติ
เลือกตั้งผู้ว่า69
ชัยวัฒน์



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

สอบ 4 บริษัทย่าน‘ห้วยขวาง’ เจอต่างด้าวถือหุ้นใหญ่ซูเปอร์มาร์เก็ต
สอบ 4 บริษัทย่าน‘ห้วยขวาง’ เจอต่างด้าวถือหุ้นใหญ่ซูเปอร์มาร์เก็ต