ภาคประชาชนผู้ร่วมผลักดันร่างกฎหมาย PRTR เรียกร้องให้ ครม. หยิบร่างพ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม กลับเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ไม่เช่นนั้นหากต้องนับหนึ่งใหม่อาจกินระยะเวลา 1-2 ปี
ภายหลังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 เมษายน ที่ผ่านมา มีมติรับทราบร่างพ.ร.บ.ที่ยังค้างการพิจารณาในรัฐสภา จำนวน 24 ฉบับ และมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งทบทวนพิจารณาร่างพ.ร.บ. ที่ค้างอยู่ จากนั้นให้ยืนยันต่อเลขาธิการคณะรัฐมนตรีภายในวันที่ 24 เมษายน 2569 ทางสำนักข่าว Next News ได้ตรวจสอบร่างกฎหมายทั้ง 24 ฉบับ แล้วไม่พบร่างพ.ร.บ.การรายงานการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'กฎหมาย PRTR' (Pollutant Release and Transfer Register) ที่ ครม.ต้องการให้นำมาทบทวน โดยกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมมีเฉพาะร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. … หรือ ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการผลักดันเข้าสภาฯ
นางสุภาภรณ์ มาลัยลอย ผู้จัดการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) เปิดเผยกับสำนักข่าว Next News ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวถึงแม้ ครม.หรือพรรคการเมืองไม่ได้เป็นผู้เสนอ แต่ถือเป็นหัวใจสำคัญของการกำกับดูแลที่จะทำให้ประชาชนอยู่ภายใต้สิ่งแวดล้อมที่ดี และร่างกฎหมายฉบับนี้จำเป็นต้องผลักดันเพื่อใช้ควบคู่ไปกับ ร่างพ.ร.บ. อากาศสะอาด
นางสุภาภรณ์ ระบุต่อว่า ร่างกฎหมาย PRTR ได้ผ่านวาระแรกและตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ (กมธ.วิสามัญ) เพื่อศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากรัฐบาลไม่รับรองจึงมีโอกาสสูงมากที่ร่างกฎหมายนี้จะตกไป ความน่าเสียดายอยู่ตรงที่หากต้องนับหนึ่งใหม่กระบวนการอาจกินระยะเวลา 1-2 ปี ซึ่ง กมธ. ชุดนี้ได้มีการเชิญภาคประชาชน สส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ มาหารือร่วมกันจนได้ข้อสรุปสุดท้ายที่เห็นตรงกันว่า ควรจะเดินหน้าผลักดันต่อ
สำหรับ 3 เหตุผลหลักที่ไม่ควรปัดตก ผู้จัดการ EnLAW ระบุว่า 1. หากต้องการเดินหน้าในการพัฒนาอุตสาหกรรม รัฐบาลต้องมีฐานข้อมูลในการกำกับหรือออกมาตรการในการป้องกันหรือแก้ไขที่ชัดเจน ซึ่ง PTRT คือส่วนสำคัญของหลักการนี้ 2. PRTR ถือเป็นหลักประกันการเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเพราะกฎหมายนี้จะทำหน้าที่เป็นฐานข้อมูลให้กับประชาชนและประชาชนจะมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายหรือร่วมกำกับผู้ประกอบการในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม และ 3. การจัดทำฐานข้อมูลด้านสุขภาพนอกจากจะสนับสนุนการกำหนดนโยบายและการมีส่วนร่วมของประชาชนแล้ว ยังเป็นกลไกสำคัญในมิติสาธารณสุข เพื่อกำหนดมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน และการกำกับดูแลสุขภาวะของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
"เรามีการพิจารณาให้พัฒนาอุตสาหกรรม เราพิจารณาให้มีการอนุญาตรายโรง แต่เราไม่มีการประเมินเชิงผลกระทบสะสมและศักยภาพการรองรับของทรัพยากรทั้งทางน้ำและอากาศ ดังนั้น การมีฐานข้อมูลจะช่วยให้สามารถประเมินภาพรวมผ่านการมองเห็นกิจกรรมโครงการระดับอำเภอ ระดับจังหวัด เราอยากส่งเสียงให้รัฐบาลผลักดันเรื่องนี้ต่อ เพราะมันน่าเสียดายมากที่จะต้องเริ่มต้นใหม่ ซึ่งไม่แน่ใจว่าการที่พรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้เข้าร่วมในการขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ในรัฐบาลที่แล้ว ทำให้ไม่เข้าใจหัวใจสำคัญของกฎหมายฉบับนี้หรือไม่” นางสุภาภรณ์กล่าว
ทั้งนี้ กฎหมาย PRTR คือกลไกสากลในการควบคุมและแก้ไขปัญหามลพิษ ซึ่งมีการบังคับใช้แล้วในกว่า 50 ประเทศ โดยหัวใจของกฎหมายจะมีการกำหนดให้มีการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษต่อสาธารณชน โดยจะต้องเปิดเผยทั้งหมด ทั้งปริมาณของสารเคมีและมลพิษที่ถูกปล่อยไปสู่ตัวกลางไม่ว่าจะเป็น อากาศ ดิน น้ำ ซึ่งข้อมูลตรงนี้เป็นประโยชน์ทั้งต่อประชาชนในแง่ของการเฝ้าระวัง การป้องกันตนเอง และการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นต่อนโยบาย
นอกจากนั้น ยังเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐในแง่ของบริหารจัดการมลพิษอย่างเป็นระบบ และเป็นประโยชน์ต่อโรงงานอุตสาหกรรมในแง่ของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สารเคมี การลดความความเสี่ยงของอุบัติภัย และการสร้างความโปร่งใสให้ภาคธุรกิจเติบโตไปพร้อมกับการสร้างความยั่งยืนให้ชุมชน
อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 รัฐสภามีมติเอกฉันท์รับหลักการร่างพ.ร.บ.การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ พ.ศ…. ในวาระแรก ด้วยคะแนน 434 เสียง งดออกเสียง 4 เสียง และ ไม่ลงคะแนน 4 เสียง หลังจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม มูลนิธิบูรณะนิเวศ และกรีนพีซ ประเทศไทย ได้ยื่นรายชื่อประชาชน 12,165 รายชื่อ เพื่อเสนอร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าว เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2567
น.ส.เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ตัวแทนภาคประชาสังคมผู้เสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้กล่าวไว้ในช่วงเวลานั้นว่า กฎหมายฉบับนี้ win-win law ที่ทุกฝ่ายจะได้รับประโยชน์เพื่อรับมือและวางแผนการจัดการด้านมลพิษ ช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูล เป็นเครื่องมือส่งเสริมให้ประเทศจัดการมลพิษได้ หากไทยมี ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็จะสามารถประเมินความคืบหน้าและสร้างตัวชี้วัดความสำเร็จในการจัดการมลพิษของประเทศได้ ป้องกันอุบัติภัย ทำให้อุตสาหกรรม สามารถอยู่ร่วมกับชุมชน ลดความขัดแย้งได้ระหว่างพื้นที่และภาคอุตสาหกรรม
ทั้งภาคประชาชนและภาครัฐจะได้ประโยชน์อย่างสูง เพราะร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการเฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมรอบๆ ตัวเองได้ดี ขณะที่ภาครัฐจะได้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพมากในการส่งเสริมให้ประเทศจัดการกับสารมลพิษ และวางนโยบายและแผนได้สอดคล้องกับความเป็นจริง
ขณะเดียวกันก็จะเป็นประโยชน์ให้ภาคเอกชนมีเครื่องมือตรวจสอบระบบและกระบวนการผลิตภายใน โดยลดความสูญเสียลงได้ในหลายด้าน นักลงทุนจากภาคธุรกิจอื่นๆ เช่น ภาคการท่องเที่ยว ภาคอสังหาริมทรัพย์ก็สามารถนำข้อมูลมาประกอบการตรวจเช็คก่อนการลงทุนได้เช่นกัน ข้อมูลจาก PRTR จะมีประโยชน์ไปถึงการศึกษาวิจัยทางวิชาการในทุกภาคส่วนด้วย
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาร่างกฎหมาย PRTR ได้ผ่านการพิจารณารับหลักการวาระ 1 มาแล้ว รวมทั้งผ่านการพิจารณาปรับปรุงสาระจากคณะกรรมาธิการจนเสร็จสิ้น รอเสนอกลับเข้าสู่การพิจารณารายมาตราของที่ประชุมใหญ่สภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น หากคณะรัฐมนตรีหยิบยกร่างกฎหมายฉบับนี้ รวมถึงร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ส่งให้ประธานรัฐสภาบรรจุเข้าระเบียบวาระการประชุม กฎหมายฉบับนี้ก็จะไม่ตกไป และไม่เสียเวลาต้องมานับหนึ่งใหม่




