นักวิชาการด้านกฎหมายและสิ่งแวดล้อม แนะรัฐบาลหากจะเข้าเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศ OECD จะต้องให้ความสำคัญในการดำเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนอย่างจริงจัง
รศ.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกับ Next News ว่า การแถลงนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมาซึ่งไม่ได้ให้ความสำคัญกับนโยบายสิ่งแวดล้อมมากนัก อาจจะย้อนกลับมาว่า รัฐบาลนี้ไม่ได้แสดงเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็งพอที่จะรับมือกับปัญหาที่รุมเร้าแล้วกลายเป็นวิกฤตในอนาคต
ทั้งนี้ ยกตัวอย่างถ้าจะไปสมัครสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organisation for Economic Co-operation and Development) หรือกลุ่มประเทศ OECD อาจจะมีการหยิบยกประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมขั้นมาเป็นข้อท้วงติงของความไม่พร้อมของประเทศไทยก็ได้
"อย่าลืมนะเราเคยมีเรื่อง IUU มันอาจจะวนกลับมาก็ได้ ตอน IUU เป็นเรื่องกติกาของยุโรปว่า เขาจะไม่ทำการค้าด้วยกับประเทศที่ส่งสินค้าทางประมงที่ไม่ดูแลเรื่องสิ่งแวดล้อมดีพอ ก็เลยเกิดแรงกดดันจากยุโรปและในที่สุดก็ต้องมาปรับแก้กฎหมายประมงให้สอดรับกับกติกาสากลที่ทั่วโลกเขาจะทำมาค้าขายกัน"
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยุโรปจะใช้เรื่องมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน หรือ CBAM ซึ่งยังไม่ถึงสินค้าที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ในอนาคตอันใกล้อาจจะเจอก็ได้
เมื่อถามว่ารัฐมนตรีพาณิชย์ของไทยมีความสามารถในการเจรจาการค้า ไทยอาจไม่เจอปัญหานี้ก็ได้ รศ.คนึงนิจ ตอบว่า "ต้องดูต่อไปเพราะพอถึงจุดหนึ่งพอคุณไปแสดงท่าทีตอบสนองต่อ Global Agenda หลายเรื่องด้วยกัน เช่น Responsible Business and Human right ภาคธุรกิจก็ไปชื่นชมว่า เราจะไปปฏิบัติตาม แต่พอเอาเข้าจริงก็ไม่ปฏิบัติตาม
"เพราะคำว่า Human right หมายถึงเรื่องสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมด้วย คุณก็ไปเที่ยวสัญญิงสัญญากับใครทั่วโลก พอกลับมา ประเทศเราก็ไม่ปฏิบัติตาม มันก็ฟ้องเวทีโลก เราอยู่ในประชาคมโลก เราไม่ได้อยู่ตามลำพัง เพราะฉะนั้นจะทำอะไร ไม่ทำอะไรก็ต้องคิดยาวๆ ถ้าไม่คิดว่าอยู่กันวันสองวันแล้วเลิกก็ต้องคิดกันยาวๆ" อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งกำลังผลักดันร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ระบุ
อย่างไรก็ตาม OECD ไม่ได้กำหนดคะแนนผ่านแบบตายตัวสำหรับดัชนี CPI แต่ให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และการต่อต้านคอร์รัปชัน ซึ่งถือเป็นหัวใจของกระบวนการพิจารณาเข้าเป็นสมาชิก โดย OECD ระบุว่า ประเทศไทยได้รับการเปิดกระบวนการเจรจาเข้าเป็นสมาชิกอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 17 มิถุนายน 2567 หลังจากยื่นจดหมายแสดงความจำนงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีเดียวกัน และได้รับการรับรองแผนงาน (Roadmap) ในเดือนกรกฎาคม 2567
ต่อมา เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ไทยได้ยื่นเอกสาร Initial Memorandum ซึ่งเป็นการประเมินตนเองตามมาตรฐานของ OECD ถือเป็นก้าวสำคัญสู่กระบวนการตรวจสอบเชิงเทคนิค โดยรัฐบาลตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบภายในปี 2573
นอกจากนี้ OECD กำหนดให้ประเทศผู้สมัครต้องปรับปรุงกฎหมายและนโยบายให้สอดคล้องกับเครื่องมือทางกฎหมายมากกว่า 230 ฉบับ รวมถึง 6 ฉบับหลักในกรอบการพิจารณาสมาชิกใหม่ อาทิ อนุสัญญาต่อต้านการติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐต่างประเทศ และหลักธรรมาภิบาลกิจการ
รายงาน Advancing Public Integrity in Thailand ที่เผยแพร่ในเดือนมีนาคม 2569 ระบุว่า ไทยมีระดับการปฏิบัติตามกรอบยุทธศาสตร์ต่อต้านคอร์รัปชันอยู่ที่ 40% ในด้านกฎระเบียบ และ 37% ในด้านการปฏิบัติ เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ 38% และ 32% ตามลำดับ
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาเป็นรายมิติ พบว่าภาพรวมยังมีความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะด้านการล็อบบี้ ซึ่งไทยมีการบังคับใช้ในทางปฏิบัติอยู่ที่ 0% ขณะที่ด้านความขัดแย้งทางผลประโยชน์ แม้กฎระเบียบจะอยู่ในระดับสูงถึง 78% แต่การปฏิบัติจริงอยู่เพียง 11% เท่านั้น สะท้อนช่องว่างระหว่างกฎหมายกับ การนำไปใช้จริงอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนั้น รายงาน Anti-Corruption and Integrity Outlook 2026 ยังชี้ว่า ไทยมีช่องว่างสำคัญในการจัดการความขัดแย้งทางผลประโยชน์ และระบบวินัยของภาครัฐ ซึ่งจำเป็นต้องเร่งปฏิรูปให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
สำหรับรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เร่งเดินหน้าปฏิรูปในหลายด้านเพื่อรองรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD รวมถึงการยื่นจดหมายแสดงความจำนงเข้าร่วม OECD Anti-Bribery Convention เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ซึ่งการเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยเปิดโอกาสให้ไทยเข้าถึงองค์ความรู้ด้านนโยบายระดับสากล ยกระดับมาตรฐานการลงทุน และเพิ่มความเชื่อมั่นจากนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในบริบทที่ปัญหาคอร์รัปชันยังถูกมองว่าเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการทำธุรกิจในประเทศ
กระบวนการพิจารณาทางเทคนิคที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินอยู่ ครอบคลุมการประเมินจากคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญกว่า 25 คณะของ OECD ซึ่งจะตรวจสอบอย่างรอบด้าน ตั้งแต่เศรษฐกิจ การค้า สิ่งแวดล้อม ดิจิทัล ไปจนถึงธรรมาภิบาลและความยั่งยืน
ในขณะเดียวกัน ดัชนี CPI ของไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2555 โดยในปี 2568 อยู่ในระดับต่ำสุดในรอบหลายปี ส่งผลให้หลายภาคส่วนเรียกร้องให้เร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อไม่ให้กระทบต่อเป้าหมายการเข้าเป็นสมาชิก OECD
เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายระหว่างการแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน โดยชี้ให้เห็นถึงดัชนีรับรู้การทุจริตคอร์รัปชัน หรือ CPI ของไทยที่ตกต่ำ พร้อมย้ำว่ารัฐบาลต้องเปิดเผยข้อมูลภาครัฐตามมาตรฐาน OECD หากต้องการผลักดันให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD
จากรายงานของ Transparency International ที่เผยแพร่เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ประเทศไทยได้คะแนน CPI เพียง 33 จาก 100 คะแนน จัดอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก ลดลง 1 คะแนนจากปีก่อนหน้า และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 42 คะแนน
ดัชนีดังกล่าวบ่งชี้ให้เห็นถึงการรับรู้ของภาคธุรกิจและผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับระดับคอร์รัปชันในภาครัฐของไทยที่ยังคงเป็นปัญหาเรื้อรัง โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียนที่ไทยอยู่อันดับต่ำกว่าสิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม และอินโดนีเซีย
อนึ่ง IUU คือ การทำประมงที่ผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม เป็นการประมงที่ละเมิดกฎหมายทั้งระดับชาติและสากล คุกคามความยั่งยืนของทรัพยากรทางทะเล ความมั่นคงทางอาหาร และระบบนิเวศ
อ้างอิง:
Transparency International: Corruption Perceptions Index 2025
OECD: Advancing Public Integrity in Thailand




