News Logo
หน้าแรก
‘กขค.’จ่อคุมแพลตฟอร์มเรียกรถ-ฟู้ดเดลิเวอรี ปิดช่องเอาเปรียบผู้บริโภค

‘กขค.’จ่อคุมแพลตฟอร์มเรียกรถ-ฟู้ดเดลิเวอรี ปิดช่องเอาเปรียบผู้บริโภค

20 ส.ค. 2569 19:42
ผู้ชม 3 คน

‘กขค.’ เตรียมออกกฎเหล็กคุมเข้มแพลตฟอร์มเรียกรถโดยสาร และการส่งของ รวมถึงฟู้ดเดลิเวอรี ป้องกันเอาเปรียบไรเดอร์-ผู้บริโภค พร้อมตรวจสอบแพลตฟอร์มรายใหญ่ ถูกร้องกว่า 20 เรื่อง ทั้งค่าจีพี และบังคับ ‘จัดโปรโมชัน-บริการขนส่ง’

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 ด้านนางวรวรรณ ชิตอรุณ กรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะอนุกรรมการกำหนดแนวทางและแผนปฏิบัติการเกี่ยวกับสภาพการแข่งขันในตลาดเรียกรถโดยสารบนแพลตฟอร์ม (Ride-hailing) โดยที่ประชุมมีมติเห็นชอบหลักการ “ข้อกำหนดมาตรฐานการให้บริการในระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัลบริการเรียกรถโดยสาร และบริการจัดส่งออนดีมานด์” พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นตั้งแต่วันนี้ - 31 สิงหาคม 2569

นางวรวรรณกล่าวว่า หลังสถานการณ์โควิด -19 ธุรกิจ Food Delivery เติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร หรือผู้ขับรถรับส่งอาหาร (ไรเดอร์) ต่างประสบปัญหากับผู้ให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มรับและส่งอาหาร ดังนั้นเมื่อปลายปี 2563 กขค. จึงออกประกาศ กขค. เรื่อง แนวทางพิจารณาการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมระหว่างผู้ประกอบธุรกิจให้บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มรับและส่งอาหารกับผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร (ไกด์ไลน์ Food Delivery) เพื่อกำกับดูแลตลาดธุรกิจ Food Delivery ซึ่งนับตั้งแต่ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้จนถึงปัจจุบัน (ธันวาคม 2563 - สิงหาคม 2569) สำนักงาน กขค. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มรับและส่งอาหาร รวม 17 เรื่อง และยังคงมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

 นางวรวรรณกล่าวว่า ขณะเดียวกัน ตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน (Ride-hailing) ในประเทศไทยก็เติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน โดยมีมูลค่าตลาดในปี 2568 ราว 45,000 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันจำนวนไรเดอร์ที่อยู่ในตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันมีมากกว่า 400,000 ราย ทั้งนี้ ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันและบริการจัดส่งออนดีมานด์ (อาทิ Food Delivery) ในไทยเปลี่ยนแปลงต่อเนื่อง หลังผู้ให้บริการรายใหญ่บางรายยุติกิจการในไทย ทำให้สภาพตลาดกระจุกตัวสูง โดยมีผู้เล่นรายใหญ่เพียงสองราย (Duopoly)

 นางวรวรรณกล่าวว่า นอกจากนี้ ยังพบประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันในตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน และบริการจัดส่งออนดีมานด์ เช่น โครงสร้างค่าธรรมเนียม (GP) ที่ไม่เป็นธรรม ปัญหาระบบอัลกอริทึม เช่น การบังคับใช้ระบบพ่วงงาน (Batching) ที่บังคับให้ไรเดอร์รับงานสองร้าน และส่งสองที่พร้อมกัน แต่กลับปรับลดค่ารอบลง ปัญหาระบบจัดลำดับงานที่เอื้อไรเดอร์ระดับสูง ปัญหาความคลาดเคลื่อนของระบบ GPS ที่ทำให้ระยะทางไม่ตรงกับความเป็นจริง และการใช้ Dark Patterns ทำให้ผู้ใช้งานเข้าใจผิด นอกจากนี้ ยังพบความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนระหว่างแท็กซี่สาธารณะที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มงวดกับรถส่วนบุคคลที่นำมาให้บริการผ่านแพลตฟอร์ม จนอาจก่อให้เกิด “สนามแข่งขันที่ไม่เท่าเทียม”

 นางวรวรรณกล่าวว่า กขค. เห็นถึงปัญหาดังกล่าว ประกอบกับไกด์ไลน์ Food Delivery ที่เคยออกประกาศใช้เมื่อปลายปี 2563 ยังไม่ครอบคลุมถึงธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันและบริการจัดส่งออนดีมานด์ จึงเห็นควรให้จัดทำ “ข้อกำหนดมาตรฐานการให้บริการในระบบนิเวศแพลตฟอร์มดิจิทัลบริการเรียกรถโดยสาร และบริการจัดส่งออนดีมานด์” เพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจให้ครอบคลุมทั้งธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน และบริการจัดส่งออนดีมานด์ (ทั้งบริการรับส่งของและรับส่งอาหาร) โดยกำหนดหลักเกณฑ์เพื่อกำกับดูแลผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม อาทิ การเรียกเก็บ GP ค่าโฆษณา และค่า Promotion ที่ไม่เป็นธรรม , การกำหนดเงื่อนไขจำกัดสิทธิ (Exclusive Dealing) และบังคับราคาเท่ากันทุกช่องทาง (Rate Parity), การออกแบบการใช้งานของแพลตฟอร์มไม่โปร่งใส จนทำให้ผู้ใช้งานส่งคำสั่งไปโดยเข้าใจผิด (Deceptive Patterns/ Dark Patterns), การจัดลำดับหรือแสดงบริการของแพลตฟอร์มตนเองก่อน (Self-preferencing) ควบคู่กับการกำหนดมาตรฐานที่แพลตฟอร์มต้องปฏิบัติ ได้แก่ มาตรฐานความปลอดภัยของยานพาหนะและไรเดอร์ การตรวจสอบยืนยันตัวตนผู้ให้บริการ การเปิดเผยข้อมูลบริการอย่างโปร่งใส และการจัดเก็บข้อมูลจราจรคอมพิวเตอร์เพื่อประโยชน์ในการบังคับใช้กฎหมาย

 “กขค. เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อกำหนดดังกล่าว ตั้งแต่วันนี้ - 31 สิงหาคม 2569 ที่เว็บไซต์ www.tcct.or.th หรือทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ [email protected] โดยจะนำความเห็นที่ได้รับมาพัฒนาหลักเกณฑ์และกฎระเบียบ เพื่อยกระดับการกำกับดูแลตลาดธุรกิจบริการเรียกรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชัน และบริการจัดส่งออนดีมานด์ของไทย ให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม โปร่งใส และคำนึงถึงสวัสดิภาพทั้งผู้ให้บริการและผู้บริโภค โดยคาดว่าจะสามารถประกาศใช้ได้ภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้” นางวรวรรณกล่าว

 ด้านพล.ต.ท.พิทยา ศิริรักษ์ กรรมการการแข่งขันทางการค้า (กขค.) เปิดเผยว่า จากการร่วมประชุมหารือแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่มีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน เพื่อบูรณาการแนวทางกำกับดูแลธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลให้เกิดความโปร่งใส เป็นธรรม โดยมีการหารือถึงสถานการณ์และผลการศึกษาค่าธรรมเนียมและค่าบริการของแพลตฟอร์มดิจิทัล (GP) แนวทางการกำกับดูแลพฤติกรรมทางการค้าของแพลตฟอร์ม ตลอดจนแนวทางการใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มการค้าแบบเปิด (Open Commerce Network : OCN) และการผลักดันร่างพ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. .... เพื่อวางระบบกำกับดูแลที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างสมดุลระหว่างแพลตฟอร์ม ผู้ประกอบธุรกิจ และผู้บริโภค

พล.ต.ท.พิทยากล่าวว่า ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของแพลตฟอร์มดิจิทัลเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ กขค. กว่า 20 เรื่อง โดยมีประเด็นร้องเรียนเกี่ยวกับค่าธรรมเนียม ค่าบริการ การบังคับจัดโปรโมชัน การบังคับใช้บริการขนส่ง และพฤติกรรมทางการค้าในรูปแบบอื่นๆ โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินคดีตามกรอบของกฎหมายการแข่งขันทางการค้า สำหรับประเด็นค่าธรรมเนียม GP ได้ติดตามและให้ผู้ประกอบธุรกิจชี้แจงเหตุผลและปัจจัยที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง โดย กขค. จะพิจารณาทุกองค์ประกอบ ไม่ตัดสินจากระดับค่าธรรมเนียมเพียงอย่างเดียว แต่จะพิจารณาสภาพการแข่งขัน โครงสร้างตลาด เหตุผลทางธุรกิจ และผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างรอบด้าน นอกจากนี้ กขค. ยังให้ความสำคัญกับข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการลดหรือปิดกั้นการมองเห็นร้านค้าและสินค้า รวมถึงการจัดลำดับและการแสดงผลบนแพลตฟอร์ม เนื่องจากกลไกดังกล่าวสามารถส่งผลโดยตรงต่อการเข้าถึงผู้บริโภคและโอกาสในการแข่งขันของผู้ประกอบธุรกิจ

 พล.ต.ท.พิทยากล่าวว่า การกำกับดูแลแพลตฟอร์มไม่ได้มุ่งเฉพาะเรื่องการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม แต่จะพิจารณารูปแบบการดำเนินธุรกิจโดยรวม หรือ Business Model โดยเฉพาะพฤติกรรมของผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาด ซึ่งอาจส่งผลให้คู่ค้าไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม กขค. อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลและพิจารณาพฤติกรรมในหลายมิติ เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายเท่าทันรูปแบบธุรกิจในยุคดิจิทัล และประเมินผลกระทบต่อการแข่งขันได้อย่างรอบด้าน

 พล.ต.ท.พิทยากล่าวว่า นอกจากนี้ กขค.จะกำกับดูแลเชิงป้องกัน  เช่น การกำหนดให้แพลตฟอร์มต้องขออนุญาตหรือแจ้งต่อหน่วยงานกำกับดูแลก่อนดำเนินการบางประเภท โดยจะพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กขค. สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อจัดทำกติกาที่สอดคล้องกันและสามารถแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด และในระยะยาว กขค. จะเชื่อมโยงการกำกับดูแลเข้ากับการพัฒนากฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ประเทศไทยมีกลไกการกำกับดูแลและการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี โดยไม่สร้างภาระเกินความจำเป็นต่อผู้ประกอบธุรกิจ และยังคงส่งเสริมการแข่งขันและการสร้างนวัตกรรม

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกฯจีบ‘Skyline’ยักษ์สวนสนุกนิวซีแลนด์ ขยายลงทุนไทยยกระดับท่องเที่ยว
นายกฯจีบ‘Skyline’ยักษ์สวนสนุกนิวซีแลนด์ ขยายลงทุนไทยยกระดับท่องเที่ยว