News Logo
หน้าแรก
แนะรัฐบาลลดการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

แนะรัฐบาลลดการพึ่งพาพลังงานจากตะวันออกกลาง เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

3 เม.ย. 2569 20:49
ผู้ชม 39 คน

นักวิชาการแนะ 'รัฐบาลอนุทิน' ทบทวนนโยบายการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางที่อาจมีความไม่แน่นอนหลังสงครามจบ เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์กัมพูชาเพื่อตกลงแหล่งพลังงานร่วมกัน รวมทั้งปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง

หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี นำคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่ารัฐบาลจะกำหนดแถลงนโยบายภายในวันที่ 9-10 เมษายน 2569 ซึ่ง รศ.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยกับ Next News ว่า นโยบายเร่งด่วนที่รัฐต้องดำเนินการคือรับมือกับผลกระทบของสงคราม และการฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชา เพราะต้องตกลงเรื่องแหล่งพลังงานร่วมกัน

อินโฟนโยบายด่วน

เทียบนโยบายการหาเสียงพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย

ทั้งนี้ ข้อมูลชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีสัดส่วนการนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นนอกตะวันออกลางต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียน เนื่องจากหลังเกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน หลายประเทศได้มีการปรับตัวเรื่องของพลังงาน แต่ประเทศไทยปรับตัวช้าที่สุด ซึ่งทั้ง 2 เรื่องถือเป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการและถือเป็นการพิสูจน์ฝีมือของรัฐบาลเพราะเป็นทั้งนโยบายในประเทศและต่างประเทศ

นอกจากนี้ รัฐบาลภูมิใจไทยต้องปรับนโยบายให้เป็นเชิงรุก ซึ่งเป็นโจทย์ที่ไม่ง่าย แต่ต้องเร่งดำเนินการเพราะแม้สงครามจะสิ้นสุดลง แต่ผลกระทบอาจยืดเยื้อ "เราไม่รู้ว่าหลังจากสงครามจบจะเกิดอะไรขึ้น เราไม่รู้ว่าแหล่งพลังงานในอิหร่านถูกทำลายมากน้อยแค่ไหน อุปทานน้ำมันจากแหล่งตะวันออกกลางอาจลดลงและไม่รู้ว่าลดลงกี่ปี ซึ่งตรงนี้เป็นโจทย์สำคัญของประเทศมาก เพราะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติล้วนมีความสำคัญต่อทุกอย่าง" รศ.นิพนธ์ กล่าว

นักวิชาการ TDRI กล่าวด้วยว่า นอกเหนือจากนโยบายเหล่านี้ ในระยะยาวรัฐบาลต้องมีนโยบายในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อทำให้ประเทศหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง เพราะปัจจัยดังกล่าวทำให้นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นและไม่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ส่งผลให้อัตรารายได้ของคนไทยเติบโตช้าและส่งผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

ด้าน นายสติธร ธนานิธิโชติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิยาลัย กล่าวผ่าน Next News ว่า นโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องดำเนินการคือการแก้ไขปัญหาพลังงานอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะการให้ความชัดเจนว่ารัฐจะอุดหนุนเงินให้กับกลุ่มใดบ้าง

นอกจากนี้ ควรเร่งออกมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น อาทิ ราคาสินค้าและค่าไฟฟ้าที่อาจพุ่งสูงขึ้น และในระยะต่อไปรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการออกแบบงบประมาณเพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาในระยะยาว 

นายสติธร วิเคราะห์ด้วยว่า นโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทยในการรณรงหาเสียงครั้งที่ผ่านมาคิดบนสถานการณ์ปกติ เมื่อเกิดภาวะวิกฤตขึ้นสิ่งนี้จึงเป็นโจทย์ยากสำหรับพรรคภูมิใจไทย แต่ข้อดีก็คือการมีพรรคร่วมรัฐบาลเป็นพรรคเพื่อไทยซึ่งมีความถนัดในการคิดนโยบายเชิงรุก ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องทำงานร่วมกันเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาและวางแนวทางให้ชัดเจนว่า ภายในระยะเวลา 4 ปีนี้รัฐบาลจะดำเนินนโยบายและพาประเทศไทยไปในทิศทางใด 

"นโยบายพรรคภูมิใจไทยคิดแบบเรียบๆ และคาดการณ์บนสถานการณ์ที่ปกติ อาทิ การค้าขาย การแก้ไขปัญหาชายแดน ดังนั้น เมื่อเกิดสถานการณ์วิกฤตจึงต้องออกแบบชุดนโยบายใหม่ ซึ่งในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาจำเป็นต้องมีนโยบายเร่งด่วนที่ประเมินสถานการณ์แย่ที่สุดและจะมีเพียงนโยบายเชิงรับอย่างเดียวไม่ได้" อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯกล่าว

เทียบนโยบายหาเสียงเด่นๆ ภูมิใจไทย-เพื่อไทย ในการเลือกตั้ง 8 ก.พ. 2569 

นโยบายพรรคภูมิใจไทย 

  • สร้างกำแพงชายแดนป้องกันภัยรุกราน : จุดประสงค์เพื่อป้องกันการข้ามชายแดนและป้องกันการลักลอบสินค้าผิดกฎหมายและยาเสพติดเข้าประเทศ นโยบายนี้ใช้วงเงินประมาณ 866 ล้านบาท/ปี 

  • จ้างทหารอาสาจำนวน 100,000 คน/รายได้ 12,000 บาท/เดือน : จุดประสงค์เพื่อยกระดับทหารอาสาและลดการเกณฑ์ทหาร นโยบายนี้ใช้วงเงินประมาณ 22,700 ล้านบาท/ปี  

  • ค่าไฟหน่วยละ 3 บาท (200 หน่วยแรก): จุดประสงค์เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายเพื่อให้ประชาชนมีกำลังในการซื้อมากขึ้น นโยบายนี้ใช้วงเงินประมาณ 63,360 ล้านบาท/ปี 

  • คนละครึ่งพลัส : จุดประสงค์เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ นโยบายนี้ใช้วงเงินประมาณ 44,000 ล้านบาท/ปี 

  • มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าผ่อนเดือนละ 300/60 งวด : จุดประสงค์เพื่อช่วยลดค่าครองชีพประชาชน, ลดการใช้น้ำมัน, ลดมลพิษฝุ่น PM2.5 และช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า นโยบายนี้ใช้วงเงินประมาณ 3,200 ล้านบาท/ปี

  • พยาบาลอาสาดูแลผู้สูงวัย : จุดประสงค์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลและช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น นโยบายนี้ใช้วงเงินประมาณ 13,500 ล้านบาท/ปี

นโยบายเพื่อไทย

  • เศรษฐีใหม่ 9 คนต่อวัน : จุดประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับภาครัฐผ่านการดึงประชาชนเข้าสู่ระบบภาษี นโยบายนี้ใช้วงเงินประมาณ 3,285 ล้านบาทต่อปี 

  • ประกันสินค้าราคาเกษตร 30%: จุดประสงค์เพื่อเพิ่มรายได้และความมั่นคงให้กับเกษตรกร นโยบายนี้ใช้วงเงินประมาณ 31,000 ล้านบาท/ ปี  

  • หวยเกษียณ : จุดประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีเงินออม นโยบายนี้ใช้วงเงินประมาณ 1,500 ล้านบาท/ปี  

  • รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย : จุดประสงค์เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งนโยบายนี้จะใช้การบริหารทรัพย์สินของภาครัฐกับเอกชนให้คุ้มค่า และทำควบคู่ไปกับนโยบายรถเมล์ 10 บาทตลอดสาย ซึ่งนโยบายรถเมล์ใช้วงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท/ปี

  • 30 บาทรักษาทุกที่ด้วย AI จุดประสงค์เพื่อทำให้หลักประกันสุขภาพมีความเข้มแข็ง ลดขั้นตอนและอุปสรรคในการรับบริการสาธารณสุข และช่วยลดภาระแก่บุคลากรทางการแพทย์ นโยบายนี้ใช้วงเงินปประมาณ 3,000 ล้านบาท/ปี

  • คนไทยไร้จน : จุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือกลุ่มคนยากจนให้กลับมาลืมตาอ้าปากได้อีกครั้ง นโยบายนี้ใช้วงเงินประมาณ 60,00 ล้านบาท/ปี

แท็กที่เกี่ยวข้อง
นโยบายรัฐบาล
วิกฤตพลังงาน
น้ำมันแพง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คตร.ให้โรงกลั่นนำกำไรส่วนเกินบริจาคเข้ากองทุนฯ ลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม
คตร.ให้โรงกลั่นนำกำไรส่วนเกินบริจาคเข้ากองทุนฯ ลดราคาน้ำมันหน้าปั๊ม