News Logo
หน้าแรก
ครม.เห็นชอบรับเงินสนับสนุนจากจีน 3.75 แสน USD ยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว

ครม.เห็นชอบรับเงินสนับสนุนจากจีน 3.75 แสน USD ยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว

27 ต.ค. 2569 15:52
ผู้ชม 16 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

ครม.เห็นชอบจับมือจีนรับเงินสนับสนุน 375,900 ดอลลาร์สหรัฐ จากกองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง เดินหน้า 2 โครงการยกระดับอุตสาหกรรมสีเขียว-รับเงินสนับสนุน 166,100 USD ส่งเสริมธุรกิจผ่านรถไฟฟ้าความเร็วสูง

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี ค.ศ. 2025 ระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรมกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว เพื่อรับเงินสนับสนุนจากฝ่ายจีนรวม 375,900 ดอลลาร์สหรัฐ สำหรับดำเนินโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมสีเขียวและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ จำนวน 2 โครงการ

นางสาวลลิดากล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของกองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (Mekong–Lancang Cooperation Special Fund: MLCSF) ซึ่งสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาค โดยกระทรวงอุตสาหกรรมได้รับการสนับสนุนงบประมาณสำหรับ 2 โครงการสำคัญ ได้แก่

โครงการแรก การพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรีไซเคิลเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและอุตสาหกรรมสีเขียวในกลุ่มประเทศแม่โขง–ล้านช้างและจีน (Capacity Building for Recycle Industry to Support Circular Economy and Green Industry among Mekong-Lancang and China) ดำเนินการโดยสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ระยะเวลา 18 เดือน วงเงิน 132,900 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 983,500 หยวน มีเป้าหมายเพื่อสำรวจและเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในอนุภูมิภาคแม่โขง–ล้านช้างในการจัดการและรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ แผงโซลาร์เซลล์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงพัฒนากรอบการกำกับดูแลและแนวทางเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลในภูมิภาค

โครงการที่สอง เส้นทางสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์: เสริมศักยภาพอุตสาหกรรม CLMVT เพื่ออนาคตคาร์บอนต่ำ (Pathway to Net Zero: Empowering CLMVT Industries for a Low-Carbon Future) ดำเนินการโดยสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอ ระยะเวลา 18 เดือน วงเงิน 243,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,798,200 หยวน มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมในกลุ่มประเทศ CLMVT ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย ให้มีความรู้ เครื่องมือ และทรัพยากรที่จำเป็นในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตไปสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ตลอดจนส่งเสริมแนวทางการผลิตที่ยั่งยืน การพัฒนากรอบนโยบาย และความร่วมมือระหว่างประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถของภาคอุตสาหกรรมในการรับมือกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศระหว่างประเทศ

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองโครงการจะช่วยเสริมสร้างความพร้อมของภาคอุตสาหกรรมไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยเฉพาะการจัดการของเสียจากอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การพัฒนาองค์ความรู้ด้านการรีไซเคิลและระบบกำกับดูแลที่เหมาะสมจะช่วยเพิ่มโอกาสในการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ ลดปริมาณของเสีย และสร้างพื้นฐานสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลอย่างยั่งยืน

ขณะเดียวกัน การพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งสู่ Net Zero จะช่วยให้หน่วยงานและผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตลอดจนเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงด้านมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในอนาคต

นางสาวลลิดา กล่าวว่า ภายใต้ร่างความตกลงดังกล่าว ฝ่ายจีนจะจัดสรรงบประมาณเต็มจำนวนให้แก่ฝ่ายไทยภายใน 20 วันทำการนับจากวันที่ลงนามในความตกลง และฝ่ายไทยจะต้องแจ้งยืนยันการได้รับเงินอย่างเป็นทางการภายใน 10 วันทำการ โดยกำหนดให้วันที่ลงนามเป็นวันเริ่มต้นโครงการ พร้อมมีระบบกำกับติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน เพื่อให้การใช้เงินสนับสนุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์และแผนงานที่กำหนด ทั้งนี้ การดำเนินโครงการทั้งสองจะไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมหรือก่อให้เกิดภาระผูกพันต่องบประมาณแผ่นดิน

นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว หรือ BCG Economy Model ของประเทศไทย ตลอดจนความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมระหว่างไทยกับจีน โดยมุ่งส่งเสริมการผลิตที่ลดการปล่อยคาร์บอน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และการพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการยกระดับภาคอุตสาหกรรมไทยให้เติบโตควบคู่กับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลและการปรับกระบวนการผลิตเพื่อลดการปล่อยคาร์บอน ความร่วมมือกับจีนภายใต้กองทุนแม่โขง–ล้านช้างครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประเทศไทยเข้าถึงองค์ความรู้และเครือข่ายความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งสามารถนำมาต่อยอดการพัฒนาศักยภาพการผลิตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศด้านอุตสาหกรรมสีเขียว เศรษฐกิจหมุนเวียน และเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมไทยปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างโอกาสใหม่ในการพัฒนาอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน โดยมุ่งให้การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำเกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ เศรษฐกิจ และประชาชนในระยะยาว

@ รับเงินสนับสนุนจากจีน 166,100 USD ส่งเสริมธุรกิจผ่านรถไฟฟ้าความเร็วสูง

นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม. มีมติเห็นชอบร่างความตกลงว่าด้วยความร่วมมือในโครงการภายใต้กองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง ประจำปี พ.ศ. 2568 (Agreement of Cooperation on Projects of the 2025 Mekong–Lancang Cooperation Special Fund) ระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมอนุมัติให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในความตกลงดังกล่าว เพื่อรับเงินสนับสนุนจากฝ่ายจีนจำนวน 166,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,229,100 หยวน สำหรับดำเนินโครงการส่งเสริมธุรกิจการเกษตรเพื่อการค้าผ่านทางรถไฟความเร็วสูงในประเทศแถบแม่โขง–ล้านช้าง มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการและเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าเกษตรไทยผ่านเส้นทางรถไฟไทย–ลาว–จีน

นางสาวลลิดากล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ภายใต้การกำกับดูแลของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญกับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะการใช้ประโยชน์จากความเชื่อมโยงด้านคมนาคมขนส่งระหว่างไทย สปป.ลาว และจีน ควบคู่กับการใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) และการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางการค้าที่จำเป็น เพื่อสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการส่งออกและขยายตลาดสินค้าเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับโครงการดังกล่าว กระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้สถาบันความร่วมมือเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง (Mekong Institute: MI) เป็นหน่วยงานดำเนินงาน โดยมีกลุ่มเป้าหมายจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเกษตรกรรม รวม 150 ราย เข้าร่วมกิจกรรมฝึกอบรมและพัฒนาศักยภาพด้านการค้า การใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างประเทศ ก่อนนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปจัดทำแผนปฏิบัติการร่วมกัน (Joint Action Plan) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาธุรกิจเกษตรกรรมและขยายโอกาสทางการค้าในอนุภูมิภาคแม่โขง–ล้านช้าง

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า จุดสำคัญของโครงการคือการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการใช้ประโยชน์จากเส้นทางรถไฟไทย–ลาว–จีน ซึ่งเป็นเส้นทางเชื่อมโยงการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เพื่อเพิ่มทางเลือกด้านโลจิสติกส์และสนับสนุนการขยายตลาดสินค้าเกษตรไทย โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับโอกาสทางการค้า กฎระเบียบ และสิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างเป็นระบบ และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันกับผู้ประกอบการในภูมิภาค

นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า ฝ่ายจีนจะจัดสรรเงินสนับสนุนจำนวน 166,100 ดอลลาร์สหรัฐ หรือไม่เกิน 1,229,100 หยวน สำหรับดำเนินโครงการภายในระยะเวลา 3 ปี โดยตามร่างความตกลงกำหนดให้ฝ่ายจีนจัดสรรงบประมาณภายใน 20 วันทำการหลังจากลงนาม และฝ่ายไทยต้องแจ้งยืนยันการได้รับเงินอย่างเป็นทางการภายใน 10 วันทำการ ทั้งนี้ วันที่ลงนามในความตกลงจะถือเป็นวันเริ่มต้นโครงการ พร้อมกำหนดให้มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณ และจัดทำรายงานผลการดำเนินโครงการ เพื่อให้การใช้เงินสนับสนุนเป็นไปอย่างโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุด

สำหรับกองทุนพิเศษแม่โขง–ล้านช้าง (Mekong–Lancang Cooperation Special Fund: MLCSF) เป็นกลไกสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิก 6 ประเทศ ได้แก่ จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และไทย โดยจีนได้ประกาศจัดตั้งกองทุนดังกล่าวในการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนมีนาคม 2559 เพื่อสนับสนุนโครงการที่สอดคล้องกับความต้องการพัฒนาและผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศสมาชิก ทั้งนี้ ในปี 2568 มีโครงการของประเทศไทยได้รับอนุมัติจัดสรรงบประมาณรวม 19 โครงการ โดยเป็นโครงการของกระทรวงพาณิชย์ 1 โครงการ คือโครงการส่งเสริมธุรกิจการเกษตรเพื่อการค้าผ่านทางรถไฟความเร็วสูงในประเทศแถบแม่โขง–ล้านช้าง

นางสาวลลิดากล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการนำเงินสนับสนุนจากต่างประเทศมาใช้พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยไม่สร้างภาระผูกพันต่องบประมาณของรัฐบาล และร่างความตกลงไม่ได้ก่อให้เกิดพันธกรณีที่มีผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ ทั้งนี้ การดำเนินโครงการจะอยู่ภายใต้การกำกับติดตามของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การใช้เงินสนับสนุนเป็นไปตามวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์ต่อภาคธุรกิจเกษตรกรรมอย่างแท้จริง

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการเพิ่มโอกาสทางการค้าให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะสินค้าเกษตรที่มีศักยภาพในการส่งออก ความร่วมมือกับจีนภายใต้กองทุนแม่โขง–ล้านช้าง จะช่วยให้ผู้ประกอบการได้รับความรู้และเครื่องมือในการพัฒนาธุรกิจ พร้อมใช้ประโยชน์จากเส้นทางรถไฟไทย–ลาว–จีน เพื่อเชื่อมโยงสินค้าเกษตรไทยเข้าสู่ตลาดที่กว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยในระยะยาว” นางสาวลลิดากล่าว

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลจะเดินหน้าส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้ากับจีนและประเทศสมาชิกในอนุภูมิภาคแม่โขง–ล้านช้างอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเชื่อมโยงระบบขนส่งและโลจิสติกส์ การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ และการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี เพื่อเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าเกษตรไทย สร้างความเข้มแข็งให้ภาคธุรกิจ และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน

แท็กที่เกี่ยวข้อง
มติครม.

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดตัว ‘โซลาร์ประชาชน’ สนับสนุน 50,000 บาท/ครัวเรือน ติดโซลาร์เซลล์
เปิดตัว ‘โซลาร์ประชาชน’ สนับสนุน 50,000 บาท/ครัวเรือน ติดโซลาร์เซลล์