ส.อ.ท. เผยยอดผลิตรถยนต์เดือน ก.ย. 2569 อยู่ที่ 120,319 คัน ลดลง 6.08% น้ำท่วมกระทบโรงงานผลิตชิ้นส่วน-โรงงานรถยนต์หยุดผลิตชั่วคราว เหตุขาดชิ้นส่วน ขนส่งสะดุด พนักงานเดินทางไม่ได้ ล่าสุดทุกโรงงานกลับมาเดินสายการผลิตปกติแล้ว จับตาผลกระทบชัดในตัวเลขเดือน ต.ค. แม้ยังคงเป้าผลิตทั้งปี 1.45 ล้านคัน
สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 นายสุวัชร์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยและประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยว่า ในเดือนที่ผ่านมา ประเทศไทยได้ประสบเหตุอุทกภัยในหลายพื้นที่ ซึ่งบางพื้นที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับโรงงานผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์หลายแห่ง เช่น ในพื้นที่เขตนิคมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรีที่มีระดับน้ำท่วมสูง ทำให้โรงงานผลิตรถยนต์หลายแห่ง แม้ตัวโรงงานจะไม่ได้ถูกน้ำท่วม แต่ต้องหยุดการผลิตชั่วคราว เนื่องจากขาดชิ้นส่วนในการผลิต เส้นทางขนส่งไม่สะดวก รวมถึงพนักงานได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้ อย่างไรก็ตามจากการสำรวจสมาชิกตั้งแต่ช่วงกลางเดือนตุลาคม ทุกโรงงานได้กลับมาเดินสายการผลิตเป็นปกติแล้ว ส่วนผลกระทบด้านการผลิตจะสะท้อนให้เห็นในตัวเลขที่จะรายงานในเดือนพฤศจิกายนต่อไป
ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ยังประเมินว่าผลกระทบจากอุทกภัยดังกล่าวยังไม่กระทบต่อเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปี 2569 โดยยังคงเป้าหมายที่ 1,450,000 คัน แบ่งเป็นการผลิตเพื่อส่งออก 900,000 คัน และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน โดยหลายๆโรงงานได้วางแผนเร่งดำเนินการผลิตให้กลับมาตามแผนเดิม ในส่วนของผู้บริโภคที่รถของท่านเกิดความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วม สมาชิกผู้ผลิตรถยนต์และจักรยานยนต์เกือบทุกบริษัท ได้มีการออกแคมเปญ ทั้งการให้ส่วนลดค่าแรง ค่าอะไหล่ ค่าบริการ การให้ส่วนลดสำหรับซื้อรถยนต์ใหม่ รวมถึงนโยบายพักชำระหนี้ชั่วคราว โดยท่านสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ Facebook หรือ Website ของ FTI และ TAIA ได้
นายสุวัชร์ กล่าวว่า ตอนนี้เรายังรอประกาศอย่างเป็นทางการสำหรับมาตรการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตสำหรับรถยนต์นำเข้าสำเร็จรูป การปรับภาษีนี้จะช่วยสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่ลงทุนและผลิตในประเทศไทย รวมทั้งส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการลงทุนระยะยาวและการสร้างมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ
อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ มีผู้ประกอบการตลอดห่วงโซ่อุปทานกว่า 2,500 ราย และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานมากกว่า 800,000 คน ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ ผู้ผลิตชิ้นส่วนและวัตถุดิบ อุตสาหกรรมสนับสนุน ผู้ประกอบการ SMEs ไปจนถึงธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้อง การส่งเสริมให้เกิดการผลิตในประเทศจึงช่วยกระจายประโยชน์ไปสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง
สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ยอดผลิต และยอดจำหน่ายในประเทศเป็นบวก ในขณะที่ยอดส่งออกลดลง โดยยอดจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ประมาณ 521,000 คัน แต่ตลาดรถกระบะยังหดตัวต่อ โดยเฉพาะในกลุ่มกระบะบรรทุก ซึ่งเป็นรถสำหรับคนทำมาหากิน เช่น เกษตรกร และพ่อค้าแม่ค้า ที่ประสบปัญหาเรื่องสินเชื่อที่เข้มงวด ผมและกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์คาดหวังจะเห็นมาตรการ “กระตุ้น”ตลาด โดยเฉพาะตลาดกระบะซึ่งเป็น Product Champion ของประเทศจากภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม และเร่งด่วน เพื่อผลิตได้ในเดือนกันยายน 2569 รักษาระดับการผลิต และความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุน รวมถึง Ecosystem ของ product champion ไว้”
ด้านนายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ เปิดเผยว่า จำนวนรถยนต์ทั้งหมดที่ผลิตได้ในเดือนกันยายน 2569 มีทั้งสิ้น 120,319 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 6.08 โรงงานบางแห่งต้องหยุดผลิตชั่วคราวตั้งแต่ปลายเดือนกันยายนถึงกลางเดือนตุลาคม 2569 จากการขาดชิ้นส่วนที่ผู้ผลิตชิ้นส่วนไม่สามารถส่งมอบได้เพราะปัญหาน้ำท่วม ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อยอดการผลิตในเดือนตุลาคม
โดยรถยนต์นั่งสันดาปภายใน เดือนกันยายน 2569 ผลิตได้ 15,715 คัน ลดลงร้อยละ 27.78 มีสัดส่วนร้อยละ 13.06 ของยอดผลิตทั้งหมด ผลิตรถยนต์นั่ง HEV 17,151 คัน ลดลงร้อยละ 3.99 มีสัดส่วนร้อยละ 14.25 ของยอดผลิตทั้งหมด ผลิตรถกระบะบรรทุก 9,460 คัน ลดลงร้อยละ 4.71 ผลิตรถกระบะดับเบิลแค็บ 44,465 คัน ลดลงร้อยละ 11.24 ส่งผลให้ผลิตรถยนต์เพื่อส่งออก 81,068 คัน ลดลงร้อยละ 7.09 จากเดือนเดียวกันปีที่แล้ว มีสัดส่วนร้อยละ 67.38 ของยอดผลิตทั้งหมด และผลิตเพื่อขายในประเทศ 39,251 คัน ลดลงร้อยละ 3.91 จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว มีสัดส่วนร้อยละ 32.62 ของยอดผลิตทั้งหมด
ทั้งนี้ ปัจจุบันทุกโรงงานกลับมาผลิตได้ตามปกติแล้ว คาดว่าคงผลิตได้ 1,450,000 คันตามเป้าที่ตั้งไว้ จำนวนรถยนต์ที่ผลิตได้ตั้งแต่ เดือนมกราคม-กันยายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,080,030 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 0.39
ผลิตเพื่อส่งออก
เดือนกันยายน 2569 ผลิตรถยนต์เพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 81,068 คัน คิดเป็นร้อยละ 67.38 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 7.09 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 686,647 คัน คิดเป็นร้อยละ 63.58 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 3.41
สำหรับรถยนต์นั่ง เดือนกันยายน 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกจำนวน 16,740 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 25.23 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 145,334 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 7.52
สำหรับรถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกันยายน 2569 มียอดการผลิตเพื่อการส่งออก 64,328 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 0.83 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ผลิตเพื่อการส่งออกได้ทั้งสิ้น 541,313 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 2.24
ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
เดือนกันยายน 2569 ผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 39,251 คัน คิดเป็นร้อยละ 32.62 ของยอดการผลิตทั้งหมด ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 3.91 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 393,383 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 7.79
สำหรับรถยนต์นั่ง เดือนกันยายน 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศจำนวน 29,722 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 9.74 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 250,733 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 5.10
สำหรับรถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกันยายน 2569 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 7,867 คัน ลดลงจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 37.60 และตั้งแต่เดือนมกราคม-กันยายน 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 129,108 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม-กันยายน 2568 ร้อยละ 8.20 โดยแบ่งเป็น
ยอดขาย
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนกันยายน 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 55,255 คัน ลดลงจากเดือนสิงหาคม 2569 ร้อยละ 7.61 และเพิ่มขึ้นจากเดือนกันยายน 2568 ร้อยละ 14.28โดยเพิ่มขึ้นเพราะยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก รถยนต์ไฟฟ้า BEV มียอดขาย 16,626 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 81.61 จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว ทั้งนี้ รถกระบะยังคงมียอดขายลดลงโดยขายได้ 10,315 คัน ลดลงร้อยละ 7.11 จากเดือนเดียวกันของปีที่แล้ว
ทั้งนี้ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ขอเสนอรัฐบาลช่วยเหลือการผลิตรถกระบะที่ปีนี้จะได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปที่ตลาดตะวันออกกลางจากสงครามในตะวันออกกลางที่เกิดขึ้นกว่าเก้าเดือนแล้ว ส่งผลให้ส่งออกรถกระบะที่ปีที่แล้วมีมากกว่าหนึ่งแสนคันลดลงไปแล้ว 33,118 คัน หรือลดลงร้อยละ 37.73 ของยอดส่งออกรถกระบะไปตลาดตะวันออกกลาง โดยกระตุ้นให้มีการปล่อยสินเชื่อซื้อรถกระบะในประเทศมากขึ้นจากปีที่แล้ว ซึ่งจะทำให้การผลิตรถกระบะไม่ลดลงจากปีที่แล้ว ซึ่งจะส่งผลให้ซัพพลายเชนทั้งหลายยังคงรักษาจำนวนการผลิตชิ้นส่วนได้ สามารถรักษาการจ้างงานและอาจเพิ่มการจ้างงานได้ด้วยเมื่อเศรษฐกิจเติบโตดีขึ้น การลงทุนเพิ่มขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น หนี้สาธารณะลดลง หนี้ครัวเรือนลดลง หนี้เสียลดลง สถาบันการเงินเข้มแข็งขึ้น เป็นการเริ่มต้นเศรษฐกิจเติบโตในอัตรามากกว่าร้อยละ 3 และ 4 และ 5 จนประเทศไทยหลุดพ้นจากประเทศรายได้ปานกลางระดับสูงเป็นประเทศพัฒนาร่ำรวยแล้วเร็วขึ้น ทั้งหมดนี้อยู่ที่ความสามารถของผู้นำรัฐบาลที่หลายประเทศได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างความเจริญเติบโตของประเทศให้มากกว่าหรือน้อยกว่าประเทศอื่นได้ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้เป็นธรรมกับผู้ประกอบการที่ลงทุนผลิตรถยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อปกป้องและส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ประเทศไทยให้เติบโตเป็นฐานผลิตยานยนต์และส่งออกยานยนต์ที่สำคัญประเทศหนึ่งของโลกต่อไป




