พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดสถาปนา ‘พระพรหมวชิรเวที’ เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม ขึ้นเป็นสมเด็จพระราชาคณะ ‘สมเด็จพระญาณวชิโรดม’
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดสถาปนา 'พระพรหมวชิรเวที' เจ้าอาวาสวัดปทุมวนารามขึ้นเป็น 'สมเด็จพระราชาคณะ' โดยมีราชทินนามตามที่จารึกในสุพรรณบัฏว่า สมเด็จพระญาณวชิโรดม สุตาคมปริยัติกิจดิลก สาธกธรรมปฏิภาณวิจิตร นิวิฐสีลสมาจาร ไพศาลศาสนกิจจาทร ตรีปิฎกวราลงกรณ์ ธรรมยุติกคณิสสร บวรสังฆาราม คามวาสี อรัญวาสี สถิต ณ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม พุทธศักราช 2569 เป็นต้นไป โดยมีประกาศ ณ วันที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2569
ทั้งนี้ พระพรหมวชิรเวที มีนามเดิมว่า อมร มลาวรรณ ฉายา ญาโณทโย เป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ที่มีบทบาทสำคัญในกิจการคณะสงฆ์มาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการปกครอง การศึกษาพระปริยัติธรรม การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตลอดจนงานสาธารณูปการและสาธารณสงเคราะห์
พระพรหมวชิรเวที เกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ.2483 ณ บ้านหนามแท่ง ต.ม่วง อ.มหาชนะชัย จ.อุบลราชธานี (ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดยโสธร) และอุปสมบทเมื่อ พ.ศ. 2505 ณ พัทธสีมาวัดปทุมวนาราม ทั้งนี้ท่านได้ดำรงตำแหน่งสำคัญ อาทิ เจ้าอาวาสวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร กรรมการมหาเถรสมาคม กรรมการบริหารคณะธรรมยุต ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค 10 (ธรรมยุต) พระอุปัชฌาย์ ผู้ช่วยแม่กองธรรมสนามหลวง และเจ้าสำนักเรียนวัดปทุมวนาราม
ด้านการศึกษา พระพรหมวชิรเวทีเป็นพระเถระผู้ทรงภูมิรู้ในพระปริยัติธรรม สอบได้เปรียญธรรม 7 ประโยค และเคยมีบทบาทในมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ทั้งในฐานะอาจารย์ อดีตคณบดีคณะศึกษาศาสตร์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภามหาวิทยาลัย และผู้รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย นอกจากนี้ ยังได้เกื้อกูลงานอนุรักษ์และเผยแพร่ปฏิปทาพระกรรมฐาน โดยเฉพาะการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ณ วัดปทุมวนาราม รวมทั้งมีส่วนสำคัญในงานก่อสร้างและบูรณปฏิสังขรณ์ศาสนสถาน ตลอดจนโครงการบรรพชาอุปสมบทหมู่เฉลิมพระเกียรติและงานสาธารณประโยชน์ในโอกาสต่างๆ
สำหรับสมณศักดิ์ชั้น สมเด็จพระราชาคณะ ถือเป็นชั้นสูงสุดรองจากสมเด็จพระสังฆราช โดยการโปรดสถาปนาในครั้งนี้เป็นการแต่งตั้งฝ่ายธรรมยุติกนิกาย เพื่อทดแทนราชทินนาม สมเด็จพระญาณวชิโรดมที่ว่างลง หลังการมรณภาพของ สมเด็จพระญาณวชิโรดม (วิริยังค์ สิรินฺธโร) เมื่อปี พ.ศ. 2563 ซึ่งทำให้ปัจจุบันคณะสงฆ์ไทยมีสมเด็จพระราชาคณะรวมทั้งสิ้น 10 รูป แบ่งเป็นฝ่ายมหานิกาย 5 รูป และฝ่ายธรรมยุติกนิกาย 5 รูป (ไม่รวมสมเด็จพระสังฆราช)

-1-




