News Logo
หน้าแรก
‘ภาวุธ’ เปิด 4 ความไร้ประสิทธิภาพของ ‘กรรมาธิการ’ ในรัฐสภา

‘ภาวุธ’ เปิด 4 ความไร้ประสิทธิภาพของ ‘กรรมาธิการ’ ในรัฐสภา

15 มิ.ย. 2569 12:55
ผู้ชม 48 คน

'ภาวุธ' เผยข้อจำกัดการทำงานของคณะ กมธ. ได้แก่ ปัญหาตัวสมาชิกไม่ตรงกับความเชี่ยวชาญ การบริหารจัดการที่ทับซ้อน ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และการเรียกข้าราชการมาชี้แจงซ้ำซ้อนจนกระทบต่อการทำงาน พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขต่อประธานรัฐสภา

นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยถึงปัญหาความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) โดยระบุว่า กมธ. คือกลไกสำคัญที่รวมตัวแทน สส. และผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล แต่จากประสบการณ์ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ทั้งในฐานะภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซที่เคยร่วมงานกับ กมธ.หลายชุด จนกระทั่งเข้ามาทำหน้าที่ สส. ในปัจจุบัน ทำให้เห็นถึงปัญหาการทำงานของคณะ กมธ. โดยมีรายละเอียดดังนี้

ประการที่ 1 ปัญหาด้านตัวสมาชิก กมธ. กล่าวคือ สมาชิก กมธ. ถูกส่งเข้ามาทำหน้าที่ไม่ตรงกับความเชี่ยวชาญในแต่ละเรื่อง ทั้งยังมีพฤติกรรมเข้าประชุมเพียงเพื่อลงชื่อรับเบี้ยเลี้ยงแล้วกลับ โดยใช้วิธีนับองค์ประชุมด้วยการเซ็นชื่อ ส่งผลให้ สส. เน้นเดินสายเซ็นชื่อหลายห้อง มากกว่าที่จะนั่งร่วมพิจารณาเนื้อหาอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบปัญหาการซื้อขายตำแหน่งเลขาฯ และผู้ช่วยใน กมธ. เพื่อเปิดทางให้คนนอกนำตราสัญลักษณ์ของรัฐสภาและตำแหน่งหน้าที่ไปใช้หากิน วิ่งเต้นผลประโยชน์ หรือข่มขู่หน่วยงานต่างๆ นอกจากนี้ ผู้ที่เข้าประชุมจริงขาดการมีส่วนร่วม เพราะเป็นเพียงคนที่พรรคส่งมาตามโควตาโดยไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ

ประการที่ 2 ปัญหาการบริหาร กมธ. กล่าวคือ เมื่อประธาน กมธ. ได้ตำแหน่งมาจากโควตาทางการเมือง ส่งผลให้ขาดเจตจำนงในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง จนทำให้การทำงานไร้ทิศทางและไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งยังมีการเชิญหน่วยงานต่างๆ มาชี้แจงโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องเสียเวลาโดยไม่เกิดประโยชน์ นอกจากนี้ ในบางประเด็นยังพบปัญหาการเชิญซ้ำซ้อนจากหลาย กมธ. อีกทั้งยังมีปัญหางบประมาณศึกษาดูงานต่างประเทศ ที่มักถูกใช้ไปกับการท่องเที่ยวมากกว่าการศึกษาดูงานจริง 

ประการที่ 3 ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน กล่าวคือ บางคณะ กมธ.ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหาข้อมูลเชิงลึก เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจของตัวเองหรือพวกพ้อง โดยข้าราชการถูกกดดันให้เปิดเผยข้อมูลที่ไม่ควรเปิด ซึ่งบางครั้งเป็นข้อมูลที่ยังคงอยู่ในกระบวนการทางคดีด้วยซ้ำ สิ่งนี้ถือเป็นการใช้อำนาจของรัฐสภาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง

บางคณะ กมธ.ถูกใช้เป็นเครื่องมือหาข้อมูลเชิงลึกเพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจของตัวเองหรือพวกพ้อง ข้าราชการถูกกดดันให้เปิดข้อมูลที่ไม่ควรเปิด บางครั้งเป็นข้อมูลที่กำลังอยู่ในกระบวนการคดีความด้วยซ้ำ ซึ่งสิ่งนี้คือการใช้อำนาจรัฐสภาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อประชาชน

ประากรที่ 4 ปัญหาเรียกข้าราชการมาชี้แจงไม่ตรงกับคณะนั้นๆ กล่าวคือ กมธ.แต่ละคณะมีขอบเขตหน้าที่ที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่บางครั้ง เรื่องที่เรียกข้าราชการมาสอบถามกลับไม่เกี่ยวข้องกับคณะนั้น และที่แย่กว่านั้นคือ ข้าราชการจากหน่วยงานเดียวอาจถูก กมธ. ถึง 3-4 คณะ เรียกไปชี้แจงในเรื่องเดียวกัน เนื่องจากแต่ละคณะไม่มีการประสานงานกัน และไม่มีระบบตรวจสอบว่าใครกำลังทำเรื่องอะไรอยู่ ส่งผลให้ระบบราชการแทบเป็นอัมพาต เพราะเจ้าหน้าที่ต้องเข้ามาชี้แจงที่รัฐสภาอยู่ตลอดเวลา 

ยิ่งไปกว่านั้น กมธ.หลายคณะตั้งเรื่องศึกษาซ้ำซ้อนกับสิ่งที่เคยมีคนทำไปแล้ว ทั้งจาก กมธ. ชุดก่อน หรือจากทางวุฒิสภา เหตุผลเพียงเพราะไม่มีใครเข้าไปตรวจสอบว่ามีรายงานฉบับเก่าอยู่แล้วหรือไม่ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ การเรียกข้าราชการมาพูดในเรื่องเดิม ต้องตอบคำถามเดิม  เพียงแต่เปลี่ยนห้องใหม่ และคุยกับคนกลุ่มใหม่

ทั้งนี้ นายภาวุธ ได้เสนอแนะให้ปรับปรุงการทำงานของคณะ กมธ. ต่อประธานรัฐสภา โดยประกอบไปด้วย

  • การคัดเลือกประธาน กมธ.จากความรู้ความเชี่ยวชาญ โดยไม่ใช้ระบบโควตาทางการเมือง พร้อมทั้งมีการกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพ (KPI) และเป้าหมายในแต่ละช่วงเวลา (Milestone) ของแต่ละคณะอย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้นสมัย 

  • ระบบบันทึกเวลาเข้า-ออกห้องประชุม (สแกนใบหน้าหรือทาบบัตร) หากอยู่ไม่ถึง 70% ของเวลาประชุม ให้ตัดเบี้ยประชุมและห้ามลงมติในครั้งนั้น

  • ควรจัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างประธาน กมธ.ทั้ง 50 กว่าคณะ หรือแบ่งเป็นกลุ่มคลัสเตอร์ (Cluster) เพื่อสรุปและแจ้งให้ทุก กมธ.รวมถึงอนุกรรมาธิการได้รับทราบว่า แต่ละคณะกำลังขับเคลื่อนเรื่องใดอยู่ และมีเป้าหมายอย่างไร เพื่อพิจารณาว่ามีประเด็นใดที่สามารถบูรณาการทำงานร่วมกันได้ ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการทำงานระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

  • ก่อนจะเชิญหน่วยงานรัฐมาชี้แจง ควรต้องมีการส่งคำถามล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งหากหน่วยงานสามารถตอบคำถามได้ครบถ้วนและชัดเจนแล้ว ในบางกรณีก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องเรียกตัวเจ้าหน้าที่เดินทางมานั่งชี้แจงที่รัฐสภา 

  • กมธ.ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับเรื่องที่กำลังพิจารณา ต้องถอนตัวออกจากห้องประชุมทันที ส่วนการคัดเลือกสมาชิก กมธ. อนุกรร กมธ. รวมถึงตำแหน่งเลขานุการและที่ปรึกษา จะต้องเป็นไปอย่างเข้มงวด มีการตรวจสอบประวัติอย่างจริงจัง หากคุณสมบัติไม่ตรงกับงานก็ห้ามเข้ามาทำหน้าที่ ไม่ใช่ใครเสนอชื่อใครมาก็รับอย่างมั่วซั่ว

  • นอกจากนี้ ควรมีการปรับลดงบประมาณศึกษาดูงาน หากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ก็นำงบประมาณส่วนนี้ไปจัดจ้างนักวิจัย เพื่อจัดทำรายงานนโยบายที่มีคุณภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแทน

“ระบบ กมธ.มีประโยชน์มากครับ ถ้าใช้ให้ถูกทาง แต่วันนี้มันไร้ประสิทธิภาพ สร้างภาระให้ระบบราชการ สร้างช่องทางให้คนหาผลประโยชน์ และสูญเสียงบประชาชนโดยเปล่าประโยชน์ เห็นแล้วประหลาดใจ เพราะปัญหาพวกนี้ มีมานานกาเลแล้ว แต่ทำไมไม่มีใครพูดหรือคิดที่จะแก้ปัญหานี้เลย เหมือนมีช้างตัวใหญ่นั่งอยู่ในห้อง แต่ไม่มีคนมองเห็นมันเลย ถึงเวลาที่ต้องพูดตรงๆ เพื่อทำให้ระบบรัฐสภาไทยเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น เสียดายภาษีประชาชน ต้องฝากทางประธานสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ” นายภาวุธ ระบุ

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

วุฒิสภาเห็นชอบให้ 'นพดล เภรีฤกษ์' นั่งเลขาฯคณะกรรมการกฤษฎีกา
วุฒิสภาเห็นชอบให้ 'นพดล เภรีฤกษ์' นั่งเลขาฯคณะกรรมการกฤษฎีกา