'ภาวุธ' เผยข้อจำกัดการทำงานของคณะ กมธ. ได้แก่ ปัญหาตัวสมาชิกไม่ตรงกับความเชี่ยวชาญ การบริหารจัดการที่ทับซ้อน ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน และการเรียกข้าราชการมาชี้แจงซ้ำซ้อนจนกระทบต่อการทำงาน พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขต่อประธานรัฐสภา
นายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดเผยถึงปัญหาความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) โดยระบุว่า กมธ. คือกลไกสำคัญที่รวมตัวแทน สส. และผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล แต่จากประสบการณ์ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา ทั้งในฐานะภาคเอกชน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและอีคอมเมิร์ซที่เคยร่วมงานกับ กมธ.หลายชุด จนกระทั่งเข้ามาทำหน้าที่ สส. ในปัจจุบัน ทำให้เห็นถึงปัญหาการทำงานของคณะ กมธ. โดยมีรายละเอียดดังนี้
ประการที่ 1 ปัญหาด้านตัวสมาชิก กมธ. กล่าวคือ สมาชิก กมธ. ถูกส่งเข้ามาทำหน้าที่ไม่ตรงกับความเชี่ยวชาญในแต่ละเรื่อง ทั้งยังมีพฤติกรรมเข้าประชุมเพียงเพื่อลงชื่อรับเบี้ยเลี้ยงแล้วกลับ โดยใช้วิธีนับองค์ประชุมด้วยการเซ็นชื่อ ส่งผลให้ สส. เน้นเดินสายเซ็นชื่อหลายห้อง มากกว่าที่จะนั่งร่วมพิจารณาเนื้อหาอย่างแท้จริง
ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบปัญหาการซื้อขายตำแหน่งเลขาฯ และผู้ช่วยใน กมธ. เพื่อเปิดทางให้คนนอกนำตราสัญลักษณ์ของรัฐสภาและตำแหน่งหน้าที่ไปใช้หากิน วิ่งเต้นผลประโยชน์ หรือข่มขู่หน่วยงานต่างๆ นอกจากนี้ ผู้ที่เข้าประชุมจริงขาดการมีส่วนร่วม เพราะเป็นเพียงคนที่พรรคส่งมาตามโควตาโดยไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนั้นๆ
ประการที่ 2 ปัญหาการบริหาร กมธ. กล่าวคือ เมื่อประธาน กมธ. ได้ตำแหน่งมาจากโควตาทางการเมือง ส่งผลให้ขาดเจตจำนงในการแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง จนทำให้การทำงานไร้ทิศทางและไม่มีประสิทธิภาพ ทั้งยังมีการเชิญหน่วยงานต่างๆ มาชี้แจงโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน ส่งผลให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องเสียเวลาโดยไม่เกิดประโยชน์ นอกจากนี้ ในบางประเด็นยังพบปัญหาการเชิญซ้ำซ้อนจากหลาย กมธ. อีกทั้งยังมีปัญหางบประมาณศึกษาดูงานต่างประเทศ ที่มักถูกใช้ไปกับการท่องเที่ยวมากกว่าการศึกษาดูงานจริง
ประการที่ 3 ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน กล่าวคือ บางคณะ กมธ.ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการหาข้อมูลเชิงลึก เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ธุรกิจของตัวเองหรือพวกพ้อง โดยข้าราชการถูกกดดันให้เปิดเผยข้อมูลที่ไม่ควรเปิด ซึ่งบางครั้งเป็นข้อมูลที่ยังคงอยู่ในกระบวนการทางคดีด้วยซ้ำ สิ่งนี้ถือเป็นการใช้อำนาจของรัฐสภาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง
บางคณะ กมธ.ถูกใช้เป็นเครื่องมือหาข้อมูลเชิงลึกเพื่อเอื้อประโยชน์ธุรกิจของตัวเองหรือพวกพ้อง ข้าราชการถูกกดดันให้เปิดข้อมูลที่ไม่ควรเปิด บางครั้งเป็นข้อมูลที่กำลังอยู่ในกระบวนการคดีความด้วยซ้ำ ซึ่งสิ่งนี้คือการใช้อำนาจรัฐสภาเพื่อประโยชน์ส่วนตัว ไม่ใช่เพื่อประชาชน
ประากรที่ 4 ปัญหาเรียกข้าราชการมาชี้แจงไม่ตรงกับคณะนั้นๆ กล่าวคือ กมธ.แต่ละคณะมีขอบเขตหน้าที่ที่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่บางครั้ง เรื่องที่เรียกข้าราชการมาสอบถามกลับไม่เกี่ยวข้องกับคณะนั้น และที่แย่กว่านั้นคือ ข้าราชการจากหน่วยงานเดียวอาจถูก กมธ. ถึง 3-4 คณะ เรียกไปชี้แจงในเรื่องเดียวกัน เนื่องจากแต่ละคณะไม่มีการประสานงานกัน และไม่มีระบบตรวจสอบว่าใครกำลังทำเรื่องอะไรอยู่ ส่งผลให้ระบบราชการแทบเป็นอัมพาต เพราะเจ้าหน้าที่ต้องเข้ามาชี้แจงที่รัฐสภาอยู่ตลอดเวลา
ยิ่งไปกว่านั้น กมธ.หลายคณะตั้งเรื่องศึกษาซ้ำซ้อนกับสิ่งที่เคยมีคนทำไปแล้ว ทั้งจาก กมธ. ชุดก่อน หรือจากทางวุฒิสภา เหตุผลเพียงเพราะไม่มีใครเข้าไปตรวจสอบว่ามีรายงานฉบับเก่าอยู่แล้วหรือไม่ ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ การเรียกข้าราชการมาพูดในเรื่องเดิม ต้องตอบคำถามเดิม เพียงแต่เปลี่ยนห้องใหม่ และคุยกับคนกลุ่มใหม่
ทั้งนี้ นายภาวุธ ได้เสนอแนะให้ปรับปรุงการทำงานของคณะ กมธ. ต่อประธานรัฐสภา โดยประกอบไปด้วย
การคัดเลือกประธาน กมธ.จากความรู้ความเชี่ยวชาญ โดยไม่ใช้ระบบโควตาทางการเมือง พร้อมทั้งมีการกำหนดตัวชี้วัดประสิทธิภาพ (KPI) และเป้าหมายในแต่ละช่วงเวลา (Milestone) ของแต่ละคณะอย่างเป็นระบบตั้งแต่เริ่มต้นสมัย
ระบบบันทึกเวลาเข้า-ออกห้องประชุม (สแกนใบหน้าหรือทาบบัตร) หากอยู่ไม่ถึง 70% ของเวลาประชุม ให้ตัดเบี้ยประชุมและห้ามลงมติในครั้งนั้น
ควรจัดให้มีการประชุมร่วมกันระหว่างประธาน กมธ.ทั้ง 50 กว่าคณะ หรือแบ่งเป็นกลุ่มคลัสเตอร์ (Cluster) เพื่อสรุปและแจ้งให้ทุก กมธ.รวมถึงอนุกรรมาธิการได้รับทราบว่า แต่ละคณะกำลังขับเคลื่อนเรื่องใดอยู่ และมีเป้าหมายอย่างไร เพื่อพิจารณาว่ามีประเด็นใดที่สามารถบูรณาการทำงานร่วมกันได้ ซึ่งจะช่วยลดความซ้ำซ้อนในการทำงานระหว่างกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ก่อนจะเชิญหน่วยงานรัฐมาชี้แจง ควรต้องมีการส่งคำถามล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งหากหน่วยงานสามารถตอบคำถามได้ครบถ้วนและชัดเจนแล้ว ในบางกรณีก็อาจไม่มีความจำเป็นต้องเรียกตัวเจ้าหน้าที่เดินทางมานั่งชี้แจงที่รัฐสภา
กมธ.ที่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับเรื่องที่กำลังพิจารณา ต้องถอนตัวออกจากห้องประชุมทันที ส่วนการคัดเลือกสมาชิก กมธ. อนุกรร กมธ. รวมถึงตำแหน่งเลขานุการและที่ปรึกษา จะต้องเป็นไปอย่างเข้มงวด มีการตรวจสอบประวัติอย่างจริงจัง หากคุณสมบัติไม่ตรงกับงานก็ห้ามเข้ามาทำหน้าที่ ไม่ใช่ใครเสนอชื่อใครมาก็รับอย่างมั่วซั่ว
นอกจากนี้ ควรมีการปรับลดงบประมาณศึกษาดูงาน หากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วน ก็นำงบประมาณส่วนนี้ไปจัดจ้างนักวิจัย เพื่อจัดทำรายงานนโยบายที่มีคุณภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดแทน
“ระบบ กมธ.มีประโยชน์มากครับ ถ้าใช้ให้ถูกทาง แต่วันนี้มันไร้ประสิทธิภาพ สร้างภาระให้ระบบราชการ สร้างช่องทางให้คนหาผลประโยชน์ และสูญเสียงบประชาชนโดยเปล่าประโยชน์ เห็นแล้วประหลาดใจ เพราะปัญหาพวกนี้ มีมานานกาเลแล้ว แต่ทำไมไม่มีใครพูดหรือคิดที่จะแก้ปัญหานี้เลย เหมือนมีช้างตัวใหญ่นั่งอยู่ในห้อง แต่ไม่มีคนมองเห็นมันเลย ถึงเวลาที่ต้องพูดตรงๆ เพื่อทำให้ระบบรัฐสภาไทยเรามีประสิทธิภาพมากขึ้น เสียดายภาษีประชาชน ต้องฝากทางประธานสภา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วยครับ” นายภาวุธ ระบุ




