Microsoft AI Economy Institute ระบุอัตราการใช้งานปัญญาประดิษฐ์ของไทยในปี 2568 อยู่ที่ 10.7% ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 16.3% ส่วน Stanford HAI พบคนไทย 77% มองว่า AI มีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง
วันที่ 29 พฤษภาคม 2569 สำนักข่าว Next News รวบรวมข้อมูลจากรายงานล่าสุดของ Microsoft AI Economy Institute และ Stanford HAI ซึ่งระบุว่า แม้ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ หรือ Generative AI กำลังแพร่กระจายอย่างรวดเร็วทั่วโลก แต่ประเทศไทยยังมีอัตราการใช้งานอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ ทั้งในระดับโลกและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
รายงาน Global AI Adoption in 2025 ของ Microsoft AI Economy Institute ระบุว่า ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 อัตราการใช้งาน Generative AI ของประชากรวัยทำงานในประเทศไทยอยู่ที่ 10.7% เพิ่มขึ้นจาก 9.1% ในช่วงครึ่งปีแรกเพียง 1.6 จุด ส่งผลให้ไทยอยู่ในอันดับ 89 จากทั้งหมด 147 ประเทศที่มีการสำรวจ
ข้อมูลดังกล่าวต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่อยู่ที่ 16.3% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงครึ่งปีแรก 1.2 จุด สะท้อนว่าการใช้งาน AI ทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในอัตราที่ชะลอลง โดยปัจจุบันมีผู้ใช้งานคิดเป็นราว 1 ใน 6 ของประชากรวัยทำงานทั่วโลก
รายงานของ Microsoft ยังระบุว่า ช่องว่างระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนากำลังขยายตัวมากขึ้น โดยประเทศในกลุ่มซีกโลกเหนือมีอัตราการใช้งานเฉลี่ยอยู่ที่ 24.7% ขณะที่ประเทศในกลุ่มซีกโลกใต้อยู่ที่ 14.1%
ประเทศที่มีอัตราการใช้งานสูงที่สุดในโลก ได้แก่ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่ระดับ 64% ตามด้วยสิงคโปร์ 60.9% ขณะที่หลายประเทศในยุโรปและเอเชียตะวันออกมีอัตราการใช้งานอยู่ในช่วง 35-45% ส่วนสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 28.3% แม้จะเป็นหนึ่งในประเทศผู้นำด้านการพัฒนาโมเดล AI ของโลก
สำหรับภูมิภาคอาเซียน หลายประเทศมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าไทย โดยเฉพาะฟิลิปปินส์ที่ขยับขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นของภูมิภาค ขณะที่อินโดนีเซียมีอัตราการใช้งานสูงกว่าไทยเล็กน้อย
ขณะเดียวกัน รายงาน AI Index Report 2025 ของ Stanford HAI ระบุว่า คนไทยจำนวน 77% มองว่า AI มีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับอินโดนีเซียที่ 80% และจีนที่ 83% ซึ่งถือเป็นกลุ่มประเทศที่มีความเชื่อมั่นต่อ AI สูงที่สุดในโลก
อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นของประชาชนยังไม่เปลี่ยนเป็นการใช้งานในชีวิตประจำวันและการทำงานในวงกว้าง เนื่องจากยังมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทักษะดิจิทัล และการเข้าถึงเทคโนโลยี
Microsoft ระบุว่า AI เป็นเทคโนโลยีที่แพร่กระจายเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ เมื่อเทียบกับอินเทอร์เน็ตหรือคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล โดยมีผู้ใช้งานมากกว่า 1.2 พันล้านคนภายในเวลาไม่ถึง 3 ปี
อย่างไรก็ตาม การกระจายตัวที่ไม่เท่าเทียมกำลังกลายเป็นความเสี่ยงใหม่ต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศที่มีอัตราการใช้งานต่ำ ซึ่งอาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านตลาดแรงงานและอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วย AI ในอนาคต
รายงานของ Microsoft ระบุว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการใช้งาน AI ในแต่ละประเทศ ได้แก่ รายได้เฉลี่ยต่อหัว การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ระดับทักษะดิจิทัลของประชากร และการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐ ประเทศที่ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง มักมีอัตราการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในทางกลับกัน ประเทศที่เศรษฐกิจยังพึ่งพาภาคเกษตรกรรมและธุรกิจขนาดเล็กจำนวนมาก ซึ่งยังไม่พร้อมนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ มักมีอัตราการใช้งานต่ำ แม้ประชาชนจะมีความสนใจต่อเทคโนโลยีดังกล่าวในระดับสูงก็ตาม
นอกจากนี้ หลายประเทศที่มีอัตราการใช้งานเติบโตอย่างรวดเร็ว ยังมีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน ทั้งการลงทุนในระบบคลาวด์และโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI การพัฒนาโมเดลภาษาท้องถิ่น และโครงการอบรมทักษะดิจิทัลให้ประชาชนจำนวนมาก
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือข้อจำกัดด้านภาษา เนื่องจากเครื่องมือ AI จำนวนมากยังพัฒนาบนพื้นฐานภาษาอังกฤษ ทำให้ผู้ที่ไม่ถนัดภาษาอังกฤษเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงและใช้งานจริง
นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และผลกระทบต่อการจ้างงานจากระบบอัตโนมัติ ซึ่งเป็นปัจจัยที่อาจทำให้การใช้งาน AI ในหลายประเทศเติบโตช้ากว่าที่คาด
ทั้ง Microsoft AI Economy Institute และ Stanford HAI ประเมินว่า การใช้งาน AI จะยังขยายตัวต่อเนื่องในปี 2569 จากการพัฒนาโมเดลที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและต้นทุนต่ำลง ซึ่งอาจช่วยลดข้อจำกัดด้านการเข้าถึงในบางประเทศได้มากขึ้น
อย่างไรก็ตาม หากประเทศกำลังพัฒนาไม่มีการลงทุนเชิงรุกทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ช่องว่างระหว่างประเทศที่เข้าถึง AI ได้รวดเร็วกับประเทศที่ยังตามหลัง อาจยิ่งขยายตัวมากขึ้นในระยะยาว
Stanford HAI ยังระบุว่า หลายประเทศเริ่มนำ AI เข้าไปใช้ในภาคการศึกษาและธุรกิจขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น แต่การใช้งานในระดับประชาชนยังขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศเป็นสำคัญ
อ้างอิง:




