"...สตง. ระบุว่า การใช้จ่ายงบประมาณของโครงการยังไม่เหมาะสม โดย มุ่งเน้นการใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคารและจัดซื้ออุปกรณ์กีฬา ขณะที่การใช้เงินในส่วนที่ส่งผลต่อการพัฒนานักกีฬาโดยตรง กลับไม่ได้รับความสำคัญในระดับที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทักษะทางกีฬา การสนับสนุนให้นักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน และการจัดหาผู้เชี่ยวชาญกีฬา ทั้งที่ องค์ประกอบเหล่านี้ถือเป็นส่วนสำคัญโดยตรงต่อการยกระดับนักกีฬาไปสู่ความเป็นเลิศ..."
สืบเนื่องจาก สำนักข่าว Next News รายงานผลตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกการจัดซื้อครุภัณฑ์การศึกษาของโรงเรียนกีฬา 6 แห่ง และมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ 6 วิทยาเขต ใน 7 จังหวัด ของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบพบปัญหาครุภัณฑ์การศึกษาไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นระยะเวลานานนับตั้งแต่ได้รับการส่งมอบ คิดเป็นงบประมาณไม่น้อยกว่า 20 ล้านบาท โดยเป็นการใช้จ่ายเงินงบประมาณที่ไม่เกิดประโยชน์ ส่งผลให้เกิดความไม่คุ้มค่าและเสียโอกาสในการนำเงินงบประมาณไปใช้จ่ายในกิจกรรมอื่น ๆ ของโครงการ
สตง. ไล่ตรวจงบ ร.ร.-ม.กีฬาฯ พบส่วนกลางจัดสรรของให้ทั้งที่ไม่ได้ร้องขอ
ฉบับเต็ม! สตง.สอบงบครุภัณฑ์ ร.ร.-ม.กีฬาฯ ซื้อมาไม่ได้ใช้สูญ 20 ล.
เผยโฉม! ครุภัณฑ์ ร.ร.-ม.กีฬาฯ 10ล. ซื้อมาไม่ได้ใช้ เก็บนานกว่า 2 ปี
แฉไส้ในครุภัณฑ์ ร.ร.กีฬา ส่วนกลางจับยัด 'ไม่ได้ทำคำขอ แต่กลับได้งบ'
มกช.แจงปมครุภัณฑ์ 190 ล. ย้ำเป็นงบปี 63-67 ก่อนยุคผู้บริหารชุดปัจจุบัน
ล่าสุด สำนักข่าว Next News ได้รับการเปิดเผยข้อมูลรายงานฉบับเต็มผลการตรวจสอบ ของ สตง. เกี่ยวกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณ ของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ และ โรงเรียนกีฬา พบว่านอกจากปัญหาครุภัณฑ์การศึกษาไม่ได้ใช้ประโยชน์เป็นระยะเวลานานนับตั้งแต่ได้รับการส่งมอบ ตามที่เสนอไปแล้ว
การพัฒนานักเรียนและนักศึกษาให้มีศักยภาพทางกีฬาสูงสุด และต่อยอดไปสู่การเป็นนักกีฬาระดับนานาชาติ ในช่วงปี 2563–2567 มีการใช้จ่ายงบประมาณรวมถึง 2,434.35 ล้านบาท ก็ไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามที่โครงการมุ่งหวังเช่นกัน
ในรายงาน สคง.ระบุว่า การพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศและกีฬาอาชีพ ถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี พ.ศ. 2561–2580 โดยประเทศไทยวางเป้าหมายพัฒนาศักยภาพด้านกีฬา ตั้งแต่ระดับเยาวชนไปจนถึงการสร้างนักกีฬาที่สามารถก้าวขึ้นไปแข่งขันในระดับนานาชาติ
หนึ่งในหน่วยงานสำคัญที่ได้รับภารกิจนี้ คือ มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ ซึ่งนอกจากจัดการศึกษาด้านกีฬาแล้ว ยังดูแลโรงเรียนกีฬา 13 แห่ง และวิทยาเขตระดับอุดมศึกษาอีก 17 แห่ง มีภารกิจสำคัญในการพัฒนานักเรียนและนักศึกษาให้มีศักยภาพทางกีฬาสูงสุด และต่อยอดไปสู่การเป็นนักกีฬาระดับนานาชาติ
แต่ผลการตรวจสอบล่าสุดของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ต่อ โครงการพัฒนาศักยภาพนักกีฬาสู่ความเป็นเลิศ กลับพบประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
เพราะตลอดช่วงปีงบประมาณ 2563–2567 มีการใช้จ่ายงบประมาณในโครงการนี้รวมถึง 2,434.35 ล้านบาท แต่ สตง. ระบุว่า การดำเนินงานยัง “ไม่บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามที่โครงการมุ่งหวัง”
เป้าหมายคือ “เวทีโลก” แต่หลายปียังส่งนักกีฬาไปไม่ถึงเป้า
มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติกำหนดตัวชี้วัดโครงการออกเป็น 2 ระดับ คือ “ผลผลิต” และ “ผลลัพธ์”
ระดับผลผลิต ในปีงบประมาณ 2563–2564 กำหนดเป้าหมายให้นักเรียนและนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาระดับนานาชาติ ร้อยละ 10 และเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 20 ในช่วงปีงบประมาณ 2565–2567
ส่วนระดับผลลัพธ์ กำหนดเป้าหมายให้นักเรียนและนักศึกษาที่เข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติได้รับรางวัล ร้อยละ 20 ในช่วงปี 2563–2564 และเพิ่มเป็นร้อยละ 40 ในช่วงปี 2565–2567
ผลตรวจสอบพบว่า ปีงบประมาณ 2563–2566 ผลการดำเนินงานส่วนใหญ่ยังไม่บรรลุเป้าหมายระดับผลผลิต หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ยังไม่สามารถส่งนักเรียนและนักศึกษาที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเข้าสู่การแข่งขันระดับนานาชาติได้ตามจำนวนที่กำหนด
จับตาวิธีคำนวณ “ผลงานถึงเป้า”
จุดที่น่าสนใจมากกว่านั้น คือ วิธีการคำนวณตัวชี้วัดระดับผลลัพธ์
รายงานผลของมหาวิทยาลัยระบุว่า แม้ช่วงปี 2563–2566 ผลงานระดับผลผลิตส่วนใหญ่ยังไม่ถึงเป้า แต่กลับสามารถบรรลุเป้าหมายระดับผลลัพธ์ได้
สาเหตุสำคัญอยู่ที่ ฐานที่นำมาใช้คำนวณ
เนื่องจากการคำนวณผลลัพธ์ว่า มีนักเรียนและนักศึกษาได้รับรางวัลจากการแข่งขันระดับนานาชาติมากน้อยเพียงใด ใช้ฐานเฉพาะ นักเรียนและนักศึกษาที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันระดับนานาชาติในแต่ละปีเท่านั้น
ทีมตรวจสอบของ สตง. เห็นว่า วิธีดังกล่าว ยังไม่สามารถสะท้อนการบรรลุผลลัพธ์ของโครงการได้อย่างแท้จริง เพราะการวัดผลควรพิจารณาความสำเร็จของผลผลิตที่เชื่อมโยงไปสู่ผลลัพธ์ด้วย
เมื่อพิจารณาจากจำนวนนักเรียนและนักศึกษาที่ถูกกำหนดเป็นกลุ่มเป้าหมายตามตัวชี้วัดระดับผลผลิต กลับพบว่า ผลการดำเนินงานไม่สามารถบรรลุค่าเป้าหมายระดับผลลัพธ์ได้ในบางปีงบประมาณ เนื่องจากจำนวนผู้ได้รับรางวัลจากการแข่งขันระดับนานาชาติต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด
2,434 ล้าน แต่ สตง.ชี้ “งบยังลงไม่ตรงจุด”
อีกประเด็นสำคัญที่ สตง. ตรวจพบ คือ รูปแบบการใช้จ่ายงบประมาณ
ตลอด 5 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2563–2567 โครงการนี้ใช้จ่ายเงินรวม 2,434.35 ล้านบาท
แต่ สตง. ระบุว่า การใช้จ่ายงบประมาณของโครงการยังไม่เหมาะสม โดย มุ่งเน้นการใช้จ่ายในการก่อสร้างอาคารและจัดซื้ออุปกรณ์กีฬา
ขณะที่การใช้เงินในส่วนที่ส่งผลต่อการพัฒนานักกีฬาโดยตรง กลับไม่ได้รับความสำคัญในระดับที่เหมาะสม ไม่ว่าจะเป็น
การเพิ่มทักษะทางกีฬา การสนับสนุนให้นักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน และการจัดหาผู้เชี่ยวชาญกีฬา
ทั้งที่ องค์ประกอบเหล่านี้ถือเป็นส่วนสำคัญโดยตรงต่อการยกระดับนักกีฬาไปสู่ความเป็นเลิศ
สตง.จึงเสนอให้มหาวิทยาลัยวิเคราะห์ความต้องการของโรงเรียนกีฬาและแต่ละวิทยาเขตใหม่ พร้อมจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณ โดยอาจ ปรับลดงบลงทุนประเภทค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง รวมถึงบูรณาการการใช้สนามฝึกซ้อมเดิมในพื้นที่ใกล้เคียงกัน แล้วนำเงินไปสนับสนุนส่วนที่จำเป็นต่อการพัฒนานักกีฬาโดยตรงมากขึ้น
ฝึกกับสมาคมกีฬา แต่หลุดทีมชาติ เพราะอะไร?
รายงานตรวจสอบของ สตง. ยังชี้ให้เห็น “ช่องว่าง” สำคัญในกระบวนการปั้นนักกีฬา
มีนักเรียนและนักศึกษาบางส่วนได้รับคัดเลือกให้เข้าเก็บตัวและฝึกซ้อมร่วมกับสมาคมกีฬาแล้ว แต่ท้ายที่สุด ไม่ได้รับคัดเลือกเป็นนักกีฬาทีมชาติ เพื่อไปแข่งขันระดับนานาชาติ
ปัญหาคือ โครงการยังไม่มีการวิเคราะห์อย่างเป็นระบบว่า เหตุใดนักกีฬาเหล่านี้จึงไม่ผ่านการคัดเลือก
เมื่อไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง การนำข้อมูลกลับมาปรับแผนฝึกซ้อม พัฒนาจุดอ่อนรายบุคคล หรือกำหนดกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์คัดเลือกนักกีฬาของแต่ละสมาคม จึงทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ
สตง.จึงเสนอให้โรงเรียนกีฬาและวิทยาเขตเก็บข้อมูลนักกีฬากลุ่มนี้โดยเฉพาะ เพื่อวิเคราะห์ว่าแต่ละรายขาดอะไร และนำข้อมูลกลับไปปรับปรุงระบบพัฒนานักกีฬา
ผู้เชี่ยวชาญกีฬาไม่พอ-ชนิดกีฬาซ้ำซ้อน
อีกหนึ่งปัญหาคือ การกำหนดกรอบอัตรากำลังผู้เชี่ยวชาญกีฬา
สตง.พบว่า การจ้างผู้เชี่ยวชาญยังไม่เหมาะสมกับจำนวนชนิดกีฬาและจำนวนนักกีฬา ขณะที่บางโรงเรียนกีฬาหรือวิทยาเขตที่อยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงกัน ยังมีการกำหนดชนิดกีฬาที่ซ้ำซ้อนกัน
ข้อเสนอของ สตง. คือ ควรพัฒนาแต่ละโรงเรียนหรือวิทยาเขตให้มีความเป็นเลิศด้านกีฬาอย่างเฉพาะเจาะจง ลดความซ้ำซ้อน และหารือร่วมกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สมาคมกีฬา และการกีฬาแห่งประเทศไทย เพื่อกำหนดค่าจ้างผู้เชี่ยวชาญกีฬาให้อยู่ในระดับที่สามารถดึงดูดบุคลากรที่มีศักยภาพสูงได้
“อาหารนักกีฬา” ก็ถูกตรวจพบปัญหา
นอกจากปัญหาข้างต้นแล้ว ในรายงาน สตง. ยังระบุว่า อาหารของนักกีฬา ก็กลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญในการตรวจสอบครั้งนี้
สตง.พบว่า การจัดการด้านโภชนาการอาหารยังไม่ได้คำนึงถึงคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วนและเหมาะสมกับนักกีฬาแต่ละชนิด ทั้งที่นักกีฬาแต่ละประเภทมีความต้องการพลังงานและสารอาหารแตกต่างกัน
จึงเสนอให้มหาวิทยาลัยกำหนดแนวทางจัดทำ TOR การจ้างเหมาประกอบอาหารของโรงเรียนกีฬา โดยระบุปริมาณสารอาหารที่จำเป็นสำหรับนักกีฬาแต่ละชนิดอย่างชัดเจน ก่อนนำไปประกวดราคาแบบ e-bidding
หลังได้ผู้รับจ้างแล้ว ผู้ตรวจรับยังต้องตรวจสอบคุณภาพและปริมาณสารอาหารอย่างเข้มงวด เพื่อให้อาหารที่นักกีฬาได้รับเป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาอย่างแท้จริง
จาก “สร้างของ” สู่ “สร้างคน”
ทั้งนี้ จากรายงานผลตรวจสอบของ สตง. ทั้งหมด สะท้อนว่า แม้โครงการสามารถพัฒนาศักยภาพและเพิ่มจำนวนนักกีฬาสู่ความเป็นเลิศได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ ผลการดำเนินงานในช่วงที่ตรวจสอบยังไม่สามารถบรรลุผลสัมฤทธิ์ตามที่มุ่งหวังทั้งหมด
โดยเฉพาะเมื่อเงินส่วนหนึ่งถูกมุ่งไปยัง อาคาร สิ่งก่อสร้าง และอุปกรณ์กีฬา ขณะที่องค์ประกอบที่สัมพันธ์กับ “ตัวนักกีฬา” โดยตรง ตั้งแต่ผู้เชี่ยวชาญ การฝึกซ้อม ประสบการณ์แข่งขัน ไปจนถึงอาหารและโภชนาการ ยังมีข้อจำกัดที่ต้องแก้ไข
โจทย์สำคัญหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยจะจัดสรรเงินให้กับการพัฒนากีฬามากเพียงใด
แต่คือ เงินทุกบาทที่ใส่ลงไป จะเปลี่ยนจาก “งบสร้างสนามและอาคาร” ไปสู่ “งบสร้างนักกีฬา” และพานักกีฬาไทยไปถึงเวทีนานาชาติได้จริงเพียงใดมากกว่า
************
อนึ่งก่อนหน้านี้ ทางมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ (มกช.) ออกคำชี้แจงผ่านเพจเฟซบุ๊ก มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ TNSU ระบุว่า การเข้าตรวจสอบข้อมูลของสตง. ในช่วงปี พ.ศ. 2563–2567 มิใช่การตรวจสอบการบริหารงานของคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยฯ ชุดปัจจุบัน ทั้งนี้ คณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติชุดปัจจุบันเข้ารับตำแหน่งในช่วงเดือนกันยายน พ.ศ. 2568 และเมื่อได้รับทราบข้อสังเกตจาก สตง. คณะผู้บริหารชุดปัจจุบันได้เร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาตามแนวทางของ สตง. โดยทันที มหาวิทยาลัยฯ ได้ดำเนินการแก้ไขอย่างเป็นระบบ แล้ว
หากมีข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม สำนักข่าว Next News จะนำมาเสนอต่อไป




