"...หลายโครงการยังมีเงินทอนอีกส่วนหนึ่งให้กับหน่วยงานที่ประมูลงาน หรือนักการเมืองที่กำกับดูแล 30-50% เอกชนที่เป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยนั้นต้องรับรู้ก่อนผ่านล็อบบี้ยิสต์ เพื่อที่จะประเมินว่ามูลค่าโครงการทั้งหมด เมื่อหักค่าหัวคิวให้กับมหาวิทยาลัย และเงินทอนแล้ว เมื่อมาหักกับต้นทุนจริงๆ จะเหลือกำไรมากน้อยแค่ไหน หากไม่คุ้มทุนก็คงไม่รับงาน แต่อาจเจรจาต่อรองกันเพื่อจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัวกับทุกฝ่าย..."
กรณีการคัดเลือกผู้ร่วมโครงการส่งเสริม SME เข้าสู่ตลาด e-Commerce และ Live-Commerce วงเงิน 495 ล้านบาท และโครงการ Marketplace & Open Commerce Network วงเงิน 499 ล้านบาท รวม 994 ล้านบาท ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งปรากฎว่ามหาวิทยาลัยมหิดลเป็นผู้ชนะทั้ง 2 โครงการ ขณะที่มหาวิทยายศิลปากร ที่ร่วมเสนอทั้ง 2 โครงการ แต่ถูกตัดสิทธิการเสนอ 1 โครงการ เนื่องจาก สสว.เห็นว่าขาดคุณสมบัติและไม่ได้รับการคัดเลือกอีก 1 โครงการ โดยมหาวิทยาลัยศิลปากรยื่นอุทธรณ์ทั้ง 2 โครงการว่าถูกตัดสิทธิไม่ชอบธรรม และเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกโครงการมีความไม่เป็นโปร่งใสนั้น

ภาพประกอบรายงาน
ม.ศิลปากรอุทธรณ์ สสว.ปมโครงการช่วยเอสเอ็มอี 495 ล.-อ.แจ้งความถูกข่มขู่
‘ม.มหิดล’ กวาด 2 โครงการ สสว.ร่วม 1 พันล้าน สะพัดบารมี ‘อาจารย์เชน'
'ม.ศิลปากร'จ่อยื่นอัยการฟ้อง 'สสว.' ปมตีตก-ตัดสิทธิ 2 โครงการ 994 ล้าน
เป็นตัวอย่างอีกบทบาทหนึ่งของมหาวิทยาลัยทั่วไปของไทยในการเสนอโครงการกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน โดยใช้ความเป็นวิชาการ และความน่าเชื่อถือของมหาวิทยาลัย เพื่อหารายได้เข้ามหาวิทยาลัย หลังจากที่มหาวิทยาลัยต่างๆ ขอออกนอกระบบ จาก 'มหาวิทยาลัยในสังกัดของรัฐ' เปลี่ยนเป็น 'มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ' เพื่อความคล่องตัวและความอิสระ ในการบริหารจัดการ ไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดและกฎระเบียบของระบบราชการ เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น รวมถึงความเป็นอิสระในการจัดการเรื่องงบประมาณด้วย
การหารายได้เข้ามหาวิทยาลัย จึงเป็นอีกภารกิจสำคัญ เนื่องจากการออกนอกระบบทำให้ภาครัฐลดการอุดหนุนด้านงบประมาณ ขณะเดียวกันด้วยสภาพสังคมปัจจุบันที่เด็กเกิดน้อยลง ทำให้มหาวิทยาลัยหลายแห่งมีนิสิต/นักศึกษาลดลง บางแห่งถึงกับต้องยุบบางคณะลงเนื่องจากมีนิสิต/นักศึกษาเข้าเรียนน้อยมาก สวนทางกับจำนวนมหาวิทยาลัยที่มีการจัดตั้งใหม่จำนวนมากทั้งของเอกชนและที่ยึดโยงกับภาครัฐ ทำให้เกิดการแข่งขันกันสูงมากในการดึงนิสิต/นักศึกษา
มหาวิทยาลัยต่างๆ จึงจะมีหน่วยงานหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ในการเสนอโครงการต่างๆ เพื่อหารายได้ โดยตั้งชื่อว่าสำนักงานบริการทางวิชาการบ้าง หรือสำนักทดสอบทางวิชาการ อย่างเรื่องการจัดสอบไม่ว่าจะสอบบรรจุข้าราชท้องถิ่น หรือสอบบรรจุครูผู้ช่วย และสอบแข่งขันอื่นๆ ก็เป็นหนึ่งในโครงการที่หลายมหาวิทยาลัยต่างแย่งชิงเพื่อที่จะได้งานนี้ ซึ่งหมายถึงมีรายได้เข้ามหาวิทยาลัย
ยังมีอีกหลายโครงการที่หน่วยงานรัฐหรือเอกชน ต้องการให้มหาวิทยาลัยเข้าไปช่วยศึกษา หรือดำเนินการ ซึ่งในบางโครงการที่ไม่ใหญ่มาก มหาวิทยาลัยอาจดำเนินการได้เอง แต่มีอีกหลายโครงการที่มหาวิทยาลัยไม่สามารถดำเนินการด้วยตัวเองเพียงลำพัง ต้องหาพันธมิตร(เอกชน)ที่เชี่ยวชาญด้านนั้นๆ มาช่วย โดยเอาชื่อมหาวิทยาลัยเป็นผู้ยื่นเสนอโครงการ
สิ่งที่เกิดขึ้นคือมหาวิทยาลัยหลายแห่งเรียกเก็บค่าหัวคิวจากพันธมิตร 10-15% เมื่อประมูลได้งานมาแล้วก็ให้เอกชนดำเนินการแทน ยกตัวอย่างหากโครงการหนึ่งมีมูลค่า 1 พันล้านบาท มหาวิทยาลัยก็ได้ค่าหัวคิว 100-150 ล้านบาท
นอกจากนี้หลายโครงการยังมีเงินทอนอีกส่วนหนึ่งให้กับหน่วยงานที่ประมูลงาน หรือนักการเมืองที่กำกับดูแล 30-50% เอกชนที่เป็นพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยนั้นต้องรับรู้ก่อนผ่านล็อบบี้ยิสต์ เพื่อที่จะประเมินว่ามูลค่าโครงการทั้งหมด เมื่อหักค่าหัวคิวให้กับมหาวิทยาลัย และเงินทอนแล้ว เมื่อมาหักกับต้นทุนจริงๆ จะเหลือกำไรมากน้อยแค่ไหน หากไม่คุ้มทุนก็คงไม่รับงาน แต่อาจเจรจาต่อรองกันเพื่อจัดสรรผลประโยชน์ให้ลงตัวกับทุกฝ่าย
ทั้งนี้ บางโครงการต้นทุนดำเนินการจริงๆ ไม่สูงมาก แต่มีการตั้งงบประมาณให้มากกว่าต้นทุนหลายเท่าตัว เพื่อที่จะแบ่งงบประมาณส่วนเกินให้กับฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งมหาวิทยาลัย พันธมิตร หน่วยงานที่จัดโครงการ และนักการเมือง
ยกตัวอย่างหากโครงการหนึ่งมีมูลค่า 1 พันล้านบาท ถูกแบ่งเป็นค่าหัวคิวของมหาวิทยาลัย 10-15% หรือ 100-150 ล้านบาท เงินทอน 30-50% หรือ 300-500 ล้านบาท กำไรของเอกชนที่ดำเนินการ 20-25% หรือประมาณ 200-250 ล้านบาท รวมค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับเนื้องานจะตกอยู่ที่ 60-90% หรือ 600-900 ล้านบาท ดังนั้นต้นทุนเนื้องานจริงๆ จะอยู่แค่ 10-40% หรือ 100-400 ล้านบาทเท่านั้น
การเรียกค่าหัวคิวสำหรับหน่วยงานรัฐ และเงินทอนให้กับนักการเมือง เรามักได้ยินได้ฟังกันมาตลอด แต่การที่มหาวิทยาลัยเก็บค่าหัวคิวจากพันธมิตร ในการยื่นเสนอโครงการต่างๆ นั้น อาจไม่คุ้นชินกันนัก
เมื่อมหาวิทยาลัยที่ต้องเล่น 2 หน้า ทั้งบทบาทการเป็นสถานบันผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้กับนิสิต/นักศึกษา และบทบาทการเก็บค่าหัวคิวนั้น
จึงมีคำถามตัวโตๆ ว่า "คุณธรรม จริยธรรม" ที่หลายแห่งนำมาเป็นส่วนหนึ่งของคำขวัญมหาวิทยาลัยนั้น มีการยึดถือและศักดิ์สิทธิ์แค่ไหน




