News Logo
หน้าแรก
ยื่นร้องธุรกิจยักษ์ตั้ง 3 บริษัทลูกเป็น ‘SME เทียม’ กวาดประมูลเช่ารถ

ยื่นร้องธุรกิจยักษ์ตั้ง 3 บริษัทลูกเป็น ‘SME เทียม’ กวาดประมูลเช่ารถ

25 พ.ค. 2569 12:45
ผู้ชม 110 คน

อ้างอิงข้อมูล Next News ร้องสภาเอสเอ็มอี จัดการกับธุรกิจยักษ์ใหญ่ตั้ง 3 บริษัทลูก เป็น ‘SME เทียม’ ใช้สิทธิแต้มต่อ 10% กวาดงานประมูลเช่ารถจากหน่วยงานราชการ-รัฐวิสาหกิจ-อบจ.หลายแห่ง แนะแจ้ง สสว.ถอนพ้นบัญชีเอสเอ็มอี ให้คลังแก้ปม ‘SME เทียม’ด่วน

สำนักข่าว Next News รายงานเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ว่า มีผู้ใช้นามแฝงว่า “ผู้ได้รับความไม่เป็นธรรม” ทำหนังสือถึงนายสุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย(สภาเอสเอ็มอี) ดำเนินการกับบริษัทลูกของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สวมสิทธิเอสเอ็มอี เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยอ้างอิงรายการ “จุดประสงค์” โดยนายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสำนักข่าว Next News เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 เรื่อง “ธุรกิจยักษ์ใหญ่ตั้ง SME เทียม? เอาเปรียบการประมูล-รัฐเสียงบประมาณเพิ่ม” และข่าวออนไลน์จากสำนักข่าว Next News เมื่อวันที่ 31 มีนาคม

หนังสือดังกล่าวระบุว่า จากข่าวออนไลน์ของสำนักข่าว Next News วันที่ 31 มีนาคม 2569 ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจรายใหญ่ ได้ตั้งบริษัทลูกเพื่อให้มีสถานะเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเป็น “SME เทียม” เพื่อจะได้แต้มต่อ 10% จากการประมูลงานของหน่วยงานของรัฐ ด้วยวิธี E-Bidding หากผู้ประกอบการ SME เสนอราคาสูงกว่าราคาต่ำสุดของผู้เสนอรายอื่นไม่เกิน 10% โดยให้หน่วยงานรัฐจัดซื้อจัดจ้างจากผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) รายนั้น ตามกฎกระทรวงกำหนดพัสดุและวิธีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่รัฐต้องการส่งเสริมหรือสนับสนุน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 (“กฎกระทรวง ฉบับที่ 2”)

นอกจากนี้ สำนักข่าว Next News ได้มีการเสนอข่าวโดยช่องทาง YouTube เพื่ออธิบายถึงการดำเนินการของบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ตั้งบริษัทลูก เพื่อให้มีสถานะเป็น SME ในการแสวงหาผลประโยชน์จากการประมูล E-Bidding ในกรณีการประกวดราคาเช่ารถใช้ในราชการ โดยสามารถ search และใช้ข้อความดังนี้ “ธุรกิจยักษ์ใหญ่ตั้ง SME เทียม? เอาเปรียบการประมูล-รัฐเสียงบประมาณเพิ่ม”

หนังสือดังกล่าวระบุว่า ถึงแม้ว่าข่าวที่ปรากฏต่อสาธารณะ ไม่ได้ให้ข้อมูลว่าบริษัทยักษ์ใหญ่นั้น คือบริษัทใด จึงใคร่ขอให้ข้อมูลแก่ท่านประธานฯ เพื่อให้เห็นถึงความเห็นแก่ตัวของกลุ่มธุรกิจนี้ ที่ผู้บริหารเป็นผู้มีชื่อเสียงทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ขาดจริยธรรม เอารัดเอาเปรียบ ทำลายเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมในการแข่งขัน และอาจบั่นทอนวัตถุประสงค์เชิงนโยบายของประเทศในระยะยาว โดยพบว่ามีกลุ่มทุนขนาดใหญ่ ใช้วิธีการจัดตั้งบริษัทลูก (ที่มีการถือหุ้น 100%) เป็นตัวแทน ปรับแต่งสถานะบริษัทลูกให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของผู้ประกอบการ SME เพื่อเข้ามาใช้สิทธิแต้มต่อ 10% ส่งผลให้เม็ดเงินงบประมาณที่ควรใช้ในการสนับสนุนผู้ประกอบการ SME อย่างแท้จริง ไหลกลับไปสู่กลุ่มทุนขนาดใหญ่แทน ก่อให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน ซึ่งก็คือภาษีที่รัฐจัดเก็บจากประชาชน ขณะเดียวกันก็ส่งผลให้ผู้ประกอบการทั่วไปที่ดำเนินการประกวดราคาอย่างสุจริต ต้องถูกลดทอนความสามารถในการแข่งขันไป ซึ่งถือว่าเป็นการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม

หนังสือระบุว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นแล้วและต่อเนื่องมานานหลายปี โดยส่อไปในทางทุจริตและหลีกเลี่ยงกฎหมาย โดยเกิดขึ้นกับการประกวดราคารถเช่ารถยนต์ที่ใช้ในราชการ โดยมี บริษัท D บริษัท E และบริษัท F (ในหนังสือระบุชื่อบริษัทชัดเจน) ซึ่งทั้ง 3 บริษัทเป็นผู้เข้าร่วมประกวดราคาเช่ารถยนต์ที่ใช้ในราชการ และเป็นผู้ชนะการประกวดราคาการเช่ารถยนต์ของหน่วยงานภาครัฐหลายแห่ง ซึ่งได้รับสิทธิประโยชน์แต้มต่อด้านราคา 10% สำหรับผู้ประกอบการ SME ตามกฎกระทรวงฉบับที่ 2 อย่างไรก็ดี จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า กลุ่มบริษัททั้ง 3 เป็นบริษัทลูกของบริษัท A ซึ่งถือหุ้นผ่านบริษัทอื่น 100% (ในหนังสือระบุชื่อบริษัทชัดเจน) ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยบริษัท A ถือหุ้นผ่านบริษัท B (ในหนังสือระบุชื่อบริษัทชัดเจน) ในสัดส่วน 100% และบริษัท B ถือหุ้นผ่านบริษัท C (ในหนังสือระบุชื่อบริษัทชัดเจน) ในสัดส่วน 100% และบริษัท C เป็นผู้ถือหุ้น 100% ในกลุ่มบริษัททั้ง 3 คือ บริษัท D บริษัท E และบริษัท F นอกจากนี้ การบริหารงานของบริษัททั้งหมดที่กล่าวข้างต้น บริหารงานโดยลูกเขยและลูกสาวของผู้ก่อตั้งและผู้บริหารระดับสูง (ในหนังสือระบุชื่อและนามสกุลจริงทั้ง 3 คน) ของบริษัท A ข้อมูลปรากฏในรายงานประจำปี 2568 ของบริษัท A ที่ระบุถึงโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท A และประวัติกรรมการ (ที่ได้มีการยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย)

หนังสือระบุว่า 1. ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงสร้างทุนและความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนใหญ่

จากการตรวจสอบ พบว่าบริษัท D บริษัท E และบริษัท F แม้จะได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) แต่ในข้อเท็จจริงกลับมิใช่ผู้ประกอบการ SME ตามเจตนารมณ์ของกฎหมายส่งเสริมผู้ประกอบการ SME หากแต่มีลักษณะเป็น “บริษัทตัวแทน” ที่จัดตั้งโดยบริษัท A มีวัตถุประสงค์ให้กลุ่มบริษัททั้ง 3 เข้าร่วมประกวดราคาเช่ารถยนต์ที่ใช้ในราชการ (เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์ในเรื่องแต้มต่อราคา 10%) โดยข้อมูลปรากฏในรายงานประจำปี 2568 ของบริษัท A อย่างไรก็ดี หากเป็นการประกวดราคาเช่ารถที่ใช้ในหน่วยงานเอกชน บริษัท A จะใช้บริษัท C เป็นผู้ยื่นประกวดราคา เนื่องจากในการประมูลงานของเอกชน ไม่มีสิทธิประโยชน์ในเรื่องแต้มต่อราคา 10% ให้แก่ผู้ประกอบการ SME แต่อย่างใด

หนังสือระบุว่า 2. ประเด็นความไม่ชอบด้วยกฎหมายและผลกระทบต่อรัฐ

พฤติการณ์ดังกล่าวเป็นการใช้โครงสร้างทางธุรกิจเพื่อหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ โดยมีเจตนาสวมสิทธิผู้ประกอบการ SME เพื่อสร้างความได้เปรียบแต้มต่อด้านราคา 10% อย่างไม่เป็นธรรม ส่งผลเสียหายต่อรัฐดังนี้

-ทุจริตเชิงนโยบาย: บิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐที่ต้องการกระจายโอกาสสู่ผู้ประกอบการ SME แต่เม็ดเงินงบประมาณกลับไหลกลับไปสู่กลุ่มทุนใหญ่แทน ก่อให้เกิดปัญหาการแข่งขันการประกวดราคาที่ไม่เท่าเทียมภายใต้กติกาเดียวกัน อีกทั้ง เงินจำนวนที่ภาครัฐไม่ควรจ่ายเพิ่มนั้น (แต้มต่อด้านราคา 10%) เป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่ควรเกิดขึ้น ก่อให้เกิดความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน ซึ่งก็คือภาษีที่จัดเก็บจากประชาชนชาวไทย

-ความผิดตาม พ.ร.บ. ฮั้ว: การกระทำนี้อาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 7 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 เนื่องจากเป็นการใช้กลอุบายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิทธิในการทำสัญญากับหน่วยงานของรัฐโดยมิชอบ

-ความเสี่ยงของเจ้าหน้าที่: ถ้าหน่วยงานภาครัฐเข้าทำสัญญาซึ่งไม่ถูกต้องตามระเบียบและขั้นตอน ทำให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ดำเนินกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจนเกิดความผิดสำเร็จ อาจส่งผลให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา

กลุ่มบริษัททั้ง 3 (บริษัท D บริษัท E และบริษัท F) ได้รับสิทธิประโยชน์ในฐานะผู้ประกอบการ SME เป็นผู้ชนะการเสนอราคาตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 2 (แต้มต่อด้านราคา 10%) ในการประกวดราคาเช่ารถยนต์ในราชการจำนวนมาก ซึ่งรายละเอียดเบื้องต้นที่สามารถจัดเก็บได้ พบว่ามีมูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท

“จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น จึงขอแจ้งข้อมูลมายังท่านประธานฯ เพื่อขอความกรุณาให้สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย พิจารณาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่เห็นสมควร เช่น เสนอเรื่องไปยังสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เพื่อถอดถอนการขึ้นบัญชีรายชื่อผู้ประกอบการที่เป็น SME เทียม ตามรายชื่อของกลุ่มบริษัททั้ง 3 ตามที่ได้กล่าวมาข้างต้น และเสนอเรื่องไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อให้พิจารณาแก้ไขเรื่อง SME เทียมอย่างเร่งด่วน เพราะเป็นการให้สิทธิประโยชน์ในเรื่องแต้มต่อด้านราคา 10% ผิดไปจากวัตถุประสงค์ที่แท้จริง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการหยุดยั้งการหลอกลวงโดยใช้สถานะผู้ประกอบการ SME ในการแสวงหาผลประโยชน์อย่างเห็นแก่ตัว ไร้จริยธรรม และสร้างความเสียหายแก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ” หนังสือระบุ

รายงานข่าวแจ้งว่า นอกจากผู้ร้องจะทำหนังสือดังกล่าวแล้ว ยังส่งข้อมูลต่างๆ ให้กับประธานสภาเอสเอ็มอีด้วย อาทิ ข่าวออนไลน์ Next News วันที่ 31 มีนาคม 2569, รายงานประจำปี 2568 ของบริษัท A รวมทั้งประกาศของหน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ รวมถึงองค์การบริหารส่วนจังหวัดหลายแห่ง (โดยมีการระบุชื่อหน่วยงานต่างๆ) ที่ให้บริษัท D บริษัท E และบริษัท F เป็นผู้ชนะประกวดราคาเช่ารถ รวมมูลค่ากว่า 300 ล้านบาท

อินโฟ : ธุรกิจยักษ์ตั้ง 3 บริษัทลูกเป็น ‘SME เทียม’

อินโฟ : ธุรกิจยักษ์ตั้ง 3 บริษัทลูกเป็น ‘SME เทียม’

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต
ธุรกิจยักษ์
ตั้ง 3 บริษัทลูกเป็น ‘SME เทียม’
กวาดประมูลเช่ารถ



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดขุมข่าย 12 บ.‘นภินทร’รมต.ประจำสำนัก ก่อนร่วมหุ้นลูก‘พิพัฒน์’
เปิดขุมข่าย 12 บ.‘นภินทร’รมต.ประจำสำนัก ก่อนร่วมหุ้นลูก‘พิพัฒน์’