News Logo
หน้าแรก
ฉบับเต็ม! กฤษฎีกาตีความ ส่งคกก.สรรหาชุดเดิมวินิจฉัยคุณสมบัติ ปธ.กสทช.

ฉบับเต็ม! กฤษฎีกาตีความ ส่งคกก.สรรหาชุดเดิมวินิจฉัยคุณสมบัติ ปธ.กสทช.

21 ม.ค. 2569 11:16
ผู้ชม 195 คน

"...เมื่อเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กรณีจึงเป็นเรื่องที่ยังอยู่ในหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมนั้น และเป็นหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมนั้นที่จะต้องตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือการกระทําอันเป็นการฝ่าฝืนนั้นต่อไปตามนัยมาตรา 15/1 ..."

กรณีข้อร้องเรียนคุณสมบัติ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าส่อเข้าลักษณะเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) เนื่องจากยังมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้นภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด เป็นผลให้ต้องดำเนินการสรรหาใหม่นั้น

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา ได้ตอบข้อหารือผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีมีผู้ร้องเรียน (ปกปิดชื่อ) ขอให้พิจารณาและแสวงหาข้อเท็จจริง กรณีกล่าวอ้างว่านายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 พิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติการดำรงตำแหน่งของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ล่าช้าและไม่มีความคืบหน้า

โดยคณะกรรมการกฤษฏีกา (คณะที่ 1 ) ได้พิจารณาข้อหารือแล้วเห็นว่า กรณีข้อร้องเรียนคุณสมบัติ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. ว่าส่อเข้าลักษณะเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) เนื่องจากยังมิได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้นภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด เป็นผลให้ต้องดำเนินการสรรหาใหม่ ขณะที่กรณีดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เป็นเรื่องที่ยังอยู่ในหน้าที่อำนาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิม ที่จะต้องตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนต่อไปตามกฏหมาย

กฤษฎีกา ตีความ! ให้ส่ง คกก.สรรหาชุดเดิม ชี้ขาดปมคุณสมบัติ 'ปธ.กสทช.'

ต่อไปนี้เป็นความเห็นทางกฏหมายฉบับเต็ม ของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฏีกา ต่อกรณีนี้

เอกสารความเห็นกฤษฏีกา

เอกสารความเห็นกฤษฏีกา

บันทึกสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

เรื่อง การดํารงตําแหน่งประธานและกรรมการ กสทช.

สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน มีหนังสือ ลับ ด่วนที่สุด ที่ ผผ 1104/1547 ลงวันที่ 26 มิถุนายน 2568 ถึงสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา สรุปความได้ว่า ด้วยมีผู้ร้องเรียน (ปกปิดชื่อ) ได้ร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดินขอให้พิจารณาและแสวงหาข้อเท็จจริง กรณีกล่าวอ้างว่า นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2559 (พระราชบัญญัติองค์กรฯ) พิจารณาเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการขาดคุณสมบัติการดํารงตําแหน่งของประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ล่าช้า และไม่มีความคืบหน้า

โดยมีข้อเท็จจริงสรุปได้ว่า

1.เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 คณะกรรมการสรรหากรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ วุฒิสภา ได้ดําเนินการสรรหากรรมการกิจการ กระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ตามกระบวนการสรรหาเสร็จสิ้น ให้ดํารงตําแหน่งกรรมการ กสทช. ซึ่งมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรฯ กําหนดให้ผู้ซึ่งได้รับการคัดเลือกเป็นประธาน กสทช. และกรรมการ กสทช. แสดงเอกสารหลักฐาน ซึ่งต้องระบุ ให้ชัดเจนหรือมีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าเป็นบุคคลที่มีความเหมาะสมตามมาตรา 6 ต่อประธาน วุฒิสภาภายในสามสิบวันนับแต่วันที่คัดเลือกเสร็จตามมาตรา 15 เพื่อเสนอให้วุฒิสภาพิจารณา และมีมติเลือกต่อไป

ต่อมาได้มีประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการ และกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ลงวันที่ 13 เมษายน 2565 ประกาศว่าได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการ โทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.)

2. เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2566 มีบุคคลยื่นหนังสือถึงประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้วุฒิสภาตรวจสอบคุณสมบัติของศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ กรณีขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 7 และมาตรา 8 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรฯ ซึ่งกําหนดห้าม กสทช. เป็นพนักงาน ในนิติบุคคลอื่นใดบรรดาที่ประกอบธุรกิจด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์หรือกิจการโทรคมนาคมในระยะเวลาหนึ่งปีก่อนได้รับการคัดเลือก และต้องไม่เป็นข้าราชการ พนักงานหรือ ลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจหรือราชการส่วนท้องถิ่นและไม่เป็นกรรมการหรือที่ปรึกษา ของรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐ หรือไม่ประกอบอาชีพหรือวิชาชีพอิสระอื่นใดที่มีส่วนได้เสียหรือมีผลประโยชน์ขัดแย้งไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมกับการปฏิบัติหน้าที่ในตําแหน่งกรรมการ

แต่ภายหลังการได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. ของ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ปรากฏข้อเท็จจริงว่า มีสถานะเป็นพนักงานมหาวิทยาลัย ทําหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ของคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงในเดือนมกราคม 2565 จนถึงเดือนเมษายน 2565 และได้รับค่าตอบแทนในการทําหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยในของคณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีตามระยะเวลาการปฏิบัติงานตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2564 - 12 เมษายน 2565 จึงเป็นเหตุให้พ้นจากตําแหน่งโดยผลของกฎหมาย ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรฯ ซึ่งกําหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องนําความกราบบังคมทูล เพื่อมีพระบรมราชโองการให้ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตําแหน่งประธาน กสทช.

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2567 ได้มีบุคคลยื่นหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้นําความขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อทรงทราบตามมาตรา 18 และมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรฯ แล้ว แต่เรื่องดังกล่าว ไม่มีความคืบหน้า

3. สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินมีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ ผผ 1104/639 ลงวันที่ 12 มีนาคม 2568 ขอให้สํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารหลักฐานเพื่อประกอบการพิจารณา ซึ่งสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีมีหนังสือ ลับ ที่ นร 0105.5/4422 ลงวันที่ 24 มีนาคม 2568 ชี้แจงข้อเท็จจริงสรุปความได้ว่า พระราชบัญญัติองค์กรฯ ได้กําหนด หลักเกณฑ์และวิธีการในการเลือกตั้งและแต่งตั้งกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) รวมถึงการให้พ้นและการถอดถอนออกจากตําแหน่งของผู้ดํารงตําแหน่ง กสทช. ไว้เป็นการเฉพาะ โดยเป็นหน้าที่และอํานาจของวุฒิสภา

ซึ่งกรณีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ดํารงตําแหน่งประธาน กสทช. ดังกล่าว คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา (The Committee on Communications, Telecommunications, and Digital Economy and Society) (กมธ. ICT) ได้มีการประชุมพิจารณาเรื่องดังกล่าวแล้ว มีมติว่าอาจเป็นกรณีที่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายและนํามติของ กมธ. ICT ดังกล่าวกราบเรียนประธานวุฒิสภา เพื่อโปรดพิจารณาตามหน้าที่และอํานาจตามกฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ซึ่งสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือ ลับ ที่ นร 0105.5/203 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 นําเรียนเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เพื่อโปรดทราบ มีหนังสือ ลับ ที่ นร 0105.5/204 ลงวันที่ 19 กรกฎาคม 2567 ประสานส่งเรื่องให้สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา เพื่อทราบ และสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือ ลับ ที่ สว 0012/85 ลงวันที่ 7 สิงหาคม 2567 รายงานผลให้ทราบว่า ได้รับทราบเรื่องดังกล่าวไว้เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา ดำเนินการต่อไป

4. สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน โดยได้รับมอบหมายจากผู้ตรวจการแผ่นดิน (นาย ท.) พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อประโยชน์ในการพิจารณาและให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ที่เกี่ยวข้องจึงอาศัยอํานาจตามความในมาตรา 25 (1) แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ. 2560 ขอหารือข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติองค์กรฯ มาตรา 20 (4) และ (5) ที่กําหนดให้กรรมการ กสทช. พ้นจากตําแหน่งของกรรมการเนื่องจากการขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 7 และกระทําการอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 8 และมาตรา 20 วรรคสอง กําหนดว่า การพ้นจากตําแหน่งตาม (4) หรือ (5) ให้นําความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการ ให้พ้นจากตําแหน่ง พระบรมราชโองการดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือวันที่กระทําการอันเป็นการฝ่าฝืน แล้วแต่กรณี นั้น ตามบทบัญญัติมาตรา 20 (4) หรือ (5) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรฯ มิได้บัญญัติให้บุคคลใดเป็นผู้วินิจฉัยว่า กรรมการ กสทช. ผู้ซึ่งขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือได้กระทําการอันเป็นการฝ่าฝืนตามมาตรา 20 (4) หรือ (5) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรฯ ดังกล่าว

จึงขอหารือว่า

ประเด็นที่หนึ่ง กรณีปรากฏข้อเท็จจริงว่า ประธาน กสทช. หรือกรรมการ กสทช. เป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือได้กระทําการอันเป็นการฝ่าฝืนตามมาตรา 20 (4) หรือ (5) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรฯ ภายหลังประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ลงวันที่ 13 เมษายน 2565 แล้ว

บุคคลดังต่อไปนี้ ได้แก่ นายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา หรือ สํานักงาน กสทช. จะเป็นผู้ดําเนินกระบวนการขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้าม หรือการกระทําการอันเป็นการฝ่าฝืน

รวมทั้งวินิจฉัยว่า ประธาน กสทช. หรือกรรมการ กสทช. เป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือได้กระทําการอันเป็นการฝ่าฝืนและแจ้งผลให้นายกรัฐมนตรีทราบ เพื่อดําเนินการนําความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตําแหน่ง และกระบวนการขั้นตอนการดําเนินการตามกฎหมายเป็นประการใด

ประเด็นที่สอง หากวุฒิสภาเป็นผู้ดําเนินกระบวนการขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติ หรือลักษณะต้องห้ามหรือการกระทําการอันเป็นการฝ่าฝืน รวมทั้งวินิจฉัยว่า ประธาน กสทช. หรือ กรรมการ กสทช. เป็นผู้ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามหรือได้กระทําการอันเป็นการฝ่าฝืน นั้น

บุคคลดังต่อไปนี้ ได้แก่ กรรมการสรรหา หรือกรรมาธิการที่ประธานวุฒิสภามอบหมาย ผู้ใดจะเป็นผู้ดําเนินการตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือกระทําการอันเป็นการฝ่าฝืน

ประเด็นที่สาม กรณีตามมาตรา 20 วรรคท้าย แห่งพระราชบัญญัติองค์กรฯ กําหนดให้สํานักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งให้สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาเริ่มดําเนินการจัดให้มีการเลือกกรรมการแทนตําแหน่งที่ว่างภายในสิบห้าวันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้ง นั้น เป็นกระบวนการ ภายหลังจากนายกรัฐมนตรีนําความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตําแหน่ง ประธาน กสทช. หรือกรรมการ กสทช. หรือไม่

หรือเป็นขั้นตอนกระบวนการเริ่มต้นในการตรวจสอบ คุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือการกระทําการอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย โดยให้มีหนังสือแจ้งให้สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาทราบ เพื่อดําเนินการตามมาตรา 20 วรรคสอง และวรรคท้าย ควบคู่กันไปหรือไม่ ประการใด

ต่อมา สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือ ที่ นร 0404/7896 ลงวันที่ 22 กรกฎาคม 2558 ถึงสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาขอหารือเรื่องดังกล่าว สรุปความได้ว่า ด้วยประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ได้มีหนังสือกราบเรียนนายกรัฐมนตรีขอให้พิจารณาดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนกรณีปัญหาคุณสมบัติของบุคคลในตําแหน่งประธานกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ โดยในรายละเอียดของบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการฯ ได้ปรากฏความเห็นของผู้แทนสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาว่า กฎหมายได้กําหนด ให้กรรมการสรรหามีอํานาจวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัครเข้ารับการสรรหา หรือผู้ได้รับการคัดเลือก ซึ่งเป็นการนําหลักการของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับองค์กรอิสระทั้ง 5 องค์กรมาบรรจุไว้

แต่ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 5 ฉบับนั้น ในส่วนของมาตราที่เกี่ยวกับการพ้นจากตําแหน่งตามวาระได้มีบทบัญญัติระบุว่า เมื่อมีปัญหาว่า กรรมการผู้ใดพ้นจากตําแหน่งให้เป็นหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการสรรหาเป็นผู้วินิจฉัย และคําวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาให้เป็นที่สุด ซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวมิได้ปรากฏในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553

ดังนั้น เมื่อตีความตามตัวบท อํานาจในการวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้ซึ่งดํารงตําแหน่งเป็นกรรมการแล้ว จึงไม่ได้อยู่ในอํานาจของกรรมการสรรหา และกรรมการสรรหาใช้อํานาจตามมาตรา 15/1 ได้เฉพาะในส่วนของผู้สมัครเข้ารับการสรรหาหรือผู้ได้รับการคัดเลือกเท่านั้น

ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์

ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์

กรณีดังกล่าวจึงมีปัญหาในการตีความกฎหมายเรื่องผู้มีหน้าที่และอํานาจในการวินิจฉัยการขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามของประธาน กสทช. ตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 โดยสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีได้นําความกราบเรียนนายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว มีบัญชาให้ขอทราบความเห็นจากสํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เกี่ยวกับการดําเนินการตามกฎหมายในกรณีดังกล่าวให้ชัดเจน ดังนี้

ประเด็นที่หนึ่ง ตามที่พระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับ การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ได้บัญญัติ ให้กรรมการ กสทช. ที่พ้นจากตําแหน่งตามมาตรา 20 (4) หรือ (5) ให้นําความกราบบังคมทูล เพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตําแหน่งนั้น

เมื่อเกิดกรณีมีผู้ร้องว่าประธานหรือกรรมการ กสทช. ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้รักษาการตามกฎหมายดังกล่าวจะสามารถพิจารณา เพื่อนําความกราบบังคมทูลได้หรือไม่ โดยมีเหตุผล หลักกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องสนับสนุนความเห็นอย่างไร

ประเด็นที่สอง ในกรณีที่จะต้องมีการวินิจฉัยชี้ขาดว่าประธานหรือกรรมการ กสทช. พ้นจากตําแหน่งตามมาตรา 20 (4) หรือ (5) หรือไม่

ก่อนที่จะให้นายกรัฐมนตรีนําความ กราบบังคมทูลตามมาตรา 20 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับ การประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 นั้น องค์กรใดหรือผู้ใดมีหน้าที่และอํานาจพิจารณาวินิจฉัย โดยมีเหตุผล หลักกฎหมาย และระเบียบ ที่เกี่ยวข้องสนับสนุนการใช้อํานาจพิจารณาวินิจฉัยอย่างไร

ประเด็นที่สาม โดยที่สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาได้มีหนังสือแจ้งสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีว่า สํานักงานเลขาธิการวุฒิสภาไม่มีอํานาจหน้าที่ในการพิจารณาวินิจฉัยตามกรณีดังกล่าว และเนื่องจากมิได้มีบทบัญญัติใดที่ระบุว่าการพิจารณากรณีปัญหาการพ้นจากตําแหน่ง ของประธานหรือกรรมการ กสทช. ที่ดํารงตําแหน่งแล้วเป็นหน้าที่และอํานาจของผู้ใดหรือองค์กรใด เป็นการเฉพาะซึ่งต่างกับบทบัญญัติของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญฉบับอื่น ๆ ที่บัญญัติให้คณะกรรมการสรรหาเป็นผู้พิจารณาวินิจฉัยในกรณีดังกล่าว

ดังนั้น องค์กรใดจะเป็นผู้ชี้ขาดในเรื่องหน้าที่และอํานาจดังกล่าว

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ได้พิจารณาข้อหารือของสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และสํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้นแล้วเห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกัน จึงรวมการพิจารณาและได้รับฟังคําชี้แจงเพิ่มเติมของผู้แทนสํานักนายกรัฐมนตรี (สํานักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี) ผู้แทนสํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้แทนสํานักงานเลขาธิการวุฒิสภา และผู้แทนสํานักงาน กสทช. ประกอบการพิจารณาด้วยแล้ว ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2564 วุฒิสภาได้มีมติให้ความเห็นชอบบุคคลให้ดํารงตําแหน่ง กรรมการกสทช. และประธานวุฒิสภาได้อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่น ความถี่และกํากับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบ กิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2564 ออกประกาศกําหนดระยะเวลาให้ผู้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตาม มาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพ ดังกล่าว

โดยให้แสดงหลักฐานภายในยี่สิบวันนับแต่วันที่ออกประกาศ ซึ่งครบกําหนดในวันที่ 11 มกราคม 2565 โดยในช่วงเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นประธาน กสทช. เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2565

ปรากฏว่า ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ดำรงตําแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และได้ลาออกจากตําแหน่งเมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565

แต่ยังเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของมหาวิทยาลัยซึ่งทําหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมง ในเดือนมกราคม 2565 จนถึงเดือนเมษายน 2565 และได้รับค่าตอบแทนในการทําหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2564 ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 โดยไม่ได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าว

คณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) ได้พิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวแล้ว เห็นว่า กรณีนี้มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเพียงประเด็นเดียวว่า องค์กรใดมีอํานาจวินิจฉัยว่าผู้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการ กสทช. มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 และได้ปฏิบัติตามมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกํากับการประกอบกิจการ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553 หรือไม่

โดยคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะที่ 1) เห็นว่า มาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วนั้น ต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากําหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนําความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง

ในกรณีที่ไม่ได้แสดงหลักฐานภายในกําหนดเวลาดังกล่าวให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ และให้ดําเนินการสรรหาใหม่โดยผู้ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาในครั้งนี้จะเข้ารับการสรรหาในครั้งใหม่ไม่ได้ และให้นําความในมาตรา 16 วรรคห้า มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ดังนั้น แม้ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ จะได้ลาออกจากตําแหน่งรองคณบดีฝ่ายสวัสดิการและกิจการพิเศษ คณะแพทย์ศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2565 อันเป็น การแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพตามที่มาตรา 18 บัญญัติไว้แล้วส่วนหนึ่ง

แต่เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงตามที่สํานักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแจ้งให้ทราบว่าศาสตราจารย์คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยังทําหน้าที่ตรวจและรักษาคนไข้ผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน โดยได้รับค่าตอบแทนเป็นรายชั่วโมงเรื่อยมาจนถึงวันที่ 12 เมษายน 2565

ทั้งนี้ โดยอ้างถึงหนังสือมหาวิทยาลัยมหิดลถึงสํานักงานปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ลับ ด่วนที่สุด ที่ อว 78/ล ไม่ปรากฏวันที่ เดือนพฤษภาคม 2567 ซึ่งแม้จะเป็นวันก่อนวันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน กสทช. ก็อาจเข้าลักษณะเป็น การกระทําอันเป็นการต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) และอาจเป็นส่วนที่แสดงให้เห็นว่ายังมิได้ลาออกหรือ เลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพนั้นภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากําหนด จึงอาจเข้าข่ายข้อสันนิษฐาน ได้ว่าสละสิทธิในการรับแต่งตั้งเป็นกรรมการ กสทช. ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานเด็ดขาดของกฎหมาย ตามมาตรา 18 อันเป็นผลให้ต้องดําเนินการสรรหาใหม่

จึงเป็นหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ชุดเดิมซึ่งจะต้องเป็นผู้ดําเนินการตามมาตรา 16 วรรคห้า ประกอบกับ มาตรา 18 ต่อไป

และเมื่อเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่จะมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง กรณีจึงเป็นเรื่องที่ยังอยู่ในหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมนั้น และเป็นหน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมนั้นที่จะต้องตรวจสอบและวินิจฉัยคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามหรือการกระทําอันเป็นการฝ่าฝืนนั้นต่อไปตามนัยมาตรา 15/1

สําหรับประเด็นที่สองและประเด็นที่สามตามข้อหารือของทั้งสองหน่วยงานนั้น เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยในประเด็นข้างต้นแล้ว จึงไม่จําเป็นต้องวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวอีก

สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

สิงหาคม 2568

ลงนามโดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา

................

บทสรุปสุดท้ายกรณีปัญหาคุณสมบัติ ปธ.กสทช. จะออกมาเป็นอย่างไร

ติดตามดูกันต่อไป แบบห้ามกระพริบตาโดยเด็ดขาด!!

Author Avatar

ผู้เขียน

มนตรี จุ้ยม่วงศรี
ข่าวทั้งหมดของผู้เขียน
แท็กที่เกี่ยวข้อง
กฤษฏีกา
คุณสมบัติประธานกสทช.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เจาะคดี 'อนุสรณ์' เอื้อทีมบอลชัยนาท อธิบดี 'พ.' เห็นแย้งไม่ควรยกฟ้อง
เจาะคดี 'อนุสรณ์' เอื้อทีมบอลชัยนาท อธิบดี 'พ.' เห็นแย้งไม่ควรยกฟ้อง