JFM แฉเส้นทางเครือข่ายฟอกทองคำเมียนมาพันล้าน โยงลูกสาว "มิน อ่อง หล่าย" ผ่านนักธุรกิจไทย-บริษัทไทย ใช้ช่องทางธนาคาร BIC ให้รัฐวิสาหกิจลาวเตรียมชำระเงินนับพันล้าน แต่ดีลล่มก่อน เตือนไทย-อาเซียนเสี่ยงกิจกรรมอาญาข้ามชาติ
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เครือข่ายความยุติธรรมเพื่อเมียนมา หรือ Justice For Myanmar (JFM) ได้มีการเปิดเผยความเชื่อมโยงในขบวนการฟอกทองคำของลูกสาว พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหารเมียนมา ซึ่งพยายามใช้ช่องทางนิติบุคคลและบุคคลในประเทศไทย รวมไปถึงใช้ธนาคาร BIC ของนายยิม เลียก ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงซึ่งถูกสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ยึดทรัพย์ ในการชำระเงินสำหรับการซื้อขายทองคำจำนวนมหาศาลหลังการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 แต่แผนการดังกล่าวแม้จะล้มเหลว แต่ก็ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงสูงของการลักลอบค้าและฟอกเงินทองคำข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับกลุ่มอำนาจในเมียนมา
JFM ระบุว่านาง ขิ่น ธิริ เตท โมน บุตรสาวของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย มีบทบาทสำคัญในการหาผู้ซื้อทองคำ 800 กิโลกรัม ในขณะที่นายตุน มิน ลัต นายหน้าค้าอาวุธและคนใกล้ชิดของครอบครัว พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ทำหน้าที่เป็นคนกลางร่วมกับนักธุรกิจชาวไทยคนหนึ่ง (ขอสงวนชื่อเต็ม) ส่วนผู้ที่คาดว่าจะเป็นผู้ซื้อคือบริษัท AIF Precious Metal Import-Export Service Sole Co. Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ AIF Group กลุ่มบริษัทใหญ่จากลาว
ขณะที่บริษัท บีเอฟ (ขอสงวนชื่อเต็ม) ซึ่งเป็นบริษัทไทย ทำหน้าที่เป็นผู้ขายปลายทาง โดยการขายนั้น มีแผนจะทำธุรกรรมผ่านธนาคาร BIC Bank ซึ่งเป็นธนาคารร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนในลาว และเป็นส่วนหนึ่งของ AIF Group อย่างไรก็ตาม ข้อตกลงนี้ล้มเหลวในช่วงกลางปี 2564 เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถตกลงเรื่องการวางหลักประกันทางการเงินได้
ตามข้อมูลการติดต่อส่วนตัวนายตุน มิน ลัต ได้ติดต่อนักธุรกิจไทย เมื่อเดือนพฤษภาคม 2564 เพื่อเสนอขายทองคำในราคา "ลด 5-10%" จากราคาตลาด ซึ่งในขณะนั้นอยู่ที่ประมาณ 60,115 ดอลลาร์สหรัฐฯ (2,019,864 บาท) ต่อกิโลกรัม ทั้งสองหารือเกี่ยวกับการชำระเงินสดสำหรับทองคำล็อตแรกครึ่งตัน (500 กิโลกรัม) ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (1,009,500,000 บาท)
นายตุน มิน ลัต อ้างว่าทองคำบางส่วนมีพร้อมขายในกรุงเทพฯ และจะมีการจัดหาสม่ำเสมอ พร้อมเตือนถึงความจำเป็นในการเก็บเรื่องนี้เป็นความลับสูงสุด
JFM ชี้ว่า "ผู้ประสานงาน" การขายทองคำคือ นางขิ่น ธิริ เตท โมน ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อเล่น "มี เหง่" ในหมู่ครอบครัวและเพื่อนฝูง นอกจากนี้ ในการติดต่อระหว่างนายตุน มิน ลัต และนักธุรกิจไทย ยังมีการกล่าวถึง นางขิ่น ธิริ เตท โมน ในฐานะ "ลูกสาว" และ นายตุน มิน ลัต ยังอ้างถึง "ประธานสภาบริหารแห่งรัฐ" ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย แต่งตั้งตัวเองขึ้นมาในขณะนั้น บ่งชี้ว่าข้อเสนอขายทองคำนี้ได้รับการสนับสนุนจากสถาบันในเมียนมา
นางขิ่น ธิริ เตท โมน และ นายตุน มิน ลัต มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจและส่วนตัวที่ใกล้ชิด รวมถึงเคยมีบริษัทร่วมทุนในเมียนมาชื่อ Star Thiri Investment Co. Ltd. (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Royal Mawtaung Mining Co. Ltd.) ซึ่งจดทะเบียนเพื่อทำธุรกิจเหมืองแร่โลหะ นายตุน มิน ลัต ได้ช่วยเหลือ นางขิ่น ธิริ เตท โมน และสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ในเรื่องการธนาคารระหว่างประเทศ การจัดซื้อ จัดการเดินทาง และเคยร่วมเดินทางไปเที่ยวกับครอบครัวด้วย
การมีส่วนร่วมของ นางขิ่น ธิริ เตท โมน ในแผนการค้าทองคำนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่สัปดาห์หลังจากที่เธอถูกสหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรในเดือนมีนาคม 2564
สำหรับการขายทองคำ นักธุรกิจไทย ได้แนะนำบริษัท AIF Precious Metal Import-Export Service Sole Co. Ltd. ซึ่งดูเหมือนจะตกลงซื้อทองคำขั้นต่ำ 400 กิโลกรัมต่อการส่งมอบ โดยจะชำระผ่านธนาคาร BIC Bank ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่ AIF เป็นเจ้าของร่วมกับบริษัท Electricite du Laos ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจลาว
โดยข้อตกลงระบุว่าทองคำต้องบริสุทธิ์อย่างน้อย 99.95% มีตราสัญลักษณ์ที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และจะใช้บริษัทโลจิสติกส์อย่าง Brink’s หรือบริษัท G4S ในการจัดส่ง
บริษัท บีเอฟ (ขอสงวนชื่อเต็ม) ซึ่งเป็นผู้ขายปลายทางในไทย ทำหน้าที่เป็นช่องทางอำพรางผู้ขายที่แท้จริงและสร้างเอกสารประกอบการขายสำหรับผู้ซื้อสัญชาติลาว
บริษัท บีเอฟ (ขอสงวนชื่อเต็ม) มีประวัติการเป็นคนกลางในการขายทองคำ และได้มีการเปลี่ยนชื่อมาแล้วสามครั้งนับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 2558 โดยมีวัตถุประสงค์รวมถึงการค้าโลหะมีค่าและ "ผลิตภัณฑ์รีไซเคิลผ่านบริการขนส่ง นำเข้า และส่งออกของบุคคลที่สาม" และได้จัดตั้งสาขาในฮ่องกง
ในการเจรจา บริษัท บีเอฟ (ขอสงวนชื่อเต็ม) ได้เรียกค่าคอมมิชชั่น 6% ซึ่งจะทำให้นายตุน มิน ลัต และนักธุรกิจไทย ได้รับค่าคอมมิชชั่นรวมกัน 3-4%
เอกสารที่ JFM ตรวจสอบพบว่า บริษัท บีเอฟ (ขอสงวนชื่อเต็ม) ได้ทำงานให้ผู้ขายทองคำอยู่แล้วก่อนที่นายตุน มิน ลัต จะติดต่อนักธุรกิจไทย
ข้อตกลงเบื้องต้นก่อนหน้านี้เคยเสนอการจัดส่งทองคำไปยังตู้เซฟของธนาคาร Bank of China (Hong Kong) หรือ HSBC ซึ่งผู้ขายได้เสนอเป็นพื้นฐานเริ่มต้นในการขาย แม้ว่า JFM ไม่สามารถยืนยันได้ว่าสัญญาฉบับร่างช่วงต้นเหล่านี้บ่งชี้ว่ามีการซื้อขายทองคำผ่านฮ่องกงโดยเครือข่ายของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย หรือไม่ แต่ก็เป็นข้อบ่งชี้ถึงความพยายามขยายเครือข่ายในการขายทองคำที่เชื่อมโยงกับผู้นำเผด็จการเมียนมา
ตลอดความพยายามในการขายทองคำให้ AIF ปริมาณทองคำที่เสนอมีการเปลี่ยนแปลง จาก 800 กิโลกรัมต่อปี เหลือ 400 กิโลกรัมในสัญญาฉบับร่าง และสุดท้ายเหลือ 200 กิโลกรัมภายในสิ้นเดือนมิถุนายน ทองคำ 800 กิโลกรัมเป็นปริมาณที่สูงมาก เกินกว่าปริมาณการผลิตทองคำประจำปีของเมียนมาในปีนั้น (2564)
มูลค่าของข้อตกลงมีตั้งแต่กว่า 48 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (1,615,200,000 บาท) สำหรับทองปริมาณ 800 กิโลกรัม ไปจนถึงกว่า 12 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (403,800,000 บาท) สำหรับทองประมาณ 200 กิโลกรัม
JFM ระบุว่าการเจรจาแสดงให้เห็นว่าผู้ซื้อต้องการเห็นใบรับรองสำหรับทองคำและประเมินว่าทองคำแท่งมาจากโรงกลั่นทองคำที่ไม่เป็นที่รู้จัก แต่ผู้ขายปฏิเสธที่จะให้ใบรับรองหากไม่มีการทำสัญญา
JFM ระบุทิ้งท้ายว่า แม้ว่าแผนการทำข้อตกลงนี้จะล้มเหลว แต่ความจริงที่ว่ามันไปไกลถึงขนาดนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่รัฐบาลทหารเมียนมาก่อให้เกิดต่อความมั่นคงของประเทศในภูมิภาค กองทัพเมียนมาภายใต้การนำของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย อยู่เบื้องหลังเครือข่ายกิจกรรมอาชญากรรมที่ขยายตัวอย่างมากนับตั้งแต่ความพยายามรัฐประหาร รวมถึงการฉ้อโกงทางไซเบอร์ การค้ามนุษย์ การพนันออนไลน์ และการฟอกเงิน รัฐบาลทหารเมียนมายังคงพึ่งพาการค้าทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเป็นทุนในการทำสงครามต่อต้านประชาชน ดังนั้น JFM จึงเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อตอบโต้กลุ่มอาชญากรนี้
หมายเหตุสำนักข่าว Next News: สืบเนื่องจากบทความต้นทางที่สำนักข่าว Next News ได้นำมาใช้อ้างอิงเพื่อนำเสนอข่าวนั้นมีการกล่าวถึงบุคคลและนิติบุคคลในประเทศไทย ซึ่งสำนักข่าวยังไม่ได้มีโอกาสติดต่อเพื่อให้ชี้แจงข้อเท็จจริงอีกด้านหนึ่ง ดังนั้นสำนักข่าว Next News จึงขอสงวนการเปิดเผยชื่อบุคคลและนิติบุคคลเหล่านี้จนกว่าจะได้รับคำชี้แจงอีกด้านหนึ่ง




