"...ศาลไม่ได้พิจารณาเพียงว่าข้าราชการครูได้รับผลประโยชน์จากเงินที่เรียกรับมาหรือไม่ แต่ให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการฝากงานโดยไม่ถูกต้อง และหน้าที่ของข้าราชการที่จะต้องรักษาความน่าเชื่อถือของตำแหน่ง เรื่องนี้จึงเป็นอุทาหรณ์สำหรับข้าราชการทุกระดับ ตั้งแต่ข้าราชการครู ข้าราชการท้องถิ่น ไปจนถึงข้าราชการในหน่วยงานต่าง ๆ ที่อาจถูกชักชวนให้เป็นผู้ติดต่อประสานงานหรือเป็นตัวกลางรับเงินเพื่อช่วยเหลือบุคคลเข้ารับราชการ..."
การสอบแข่งขันเพื่อเข้ารับราชการเป็นช่องทางสำคัญที่เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนมีสิทธิอย่างเท่าเทียมกัน
แต่ในความเป็นจริง ยังมีบุคคลบางกลุ่มอ้างว่าสามารถช่วยเหลือให้ผู้สมัครสอบได้รับการบรรจุเข้ารับราชการได้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านกระบวนการสอบแข่งขันตามปกติ เพียงแค่ยอมจ่ายเงินเป็นค่าดำเนินการ
คำถามสำคัญคือ หากคนที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการลักษณะนี้เป็นข้าราชการเสียเอง โดยทำหน้าที่เพียงติดต่อประสานงาน รับเงินจากผู้ต้องการเข้าทำงาน แล้วส่งต่อให้บุคคลอื่น จะถือว่ามีความผิดหรือไม่
ยิ่งหากเจ้าตัวอ้างว่าไม่ได้รับผลประโยชน์แม้แต่บาทเดียว และยังตกเป็นเหยื่อถูกหลอกเหมือนกับผู้เสียหายคนอื่น จะสามารถใช้เป็นเหตุผลให้พ้นจากความผิดทางวินัยได้หรือไม่
เรื่องนี้มีคำตอบจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ในคดีของข้าราชการครูรายหนึ่งในจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ หลังเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเรียกรับเงินเพื่อฝากบุคคลเข้าทำงานในหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ
จุดเริ่มต้นคดี ครูอ้างฝากงานได้ เรียกรับเงินหลักแสน
เรื่องราวเกิดขึ้นขณะที่ นาย ภ. ดำรงตำแหน่งข้าราชการครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนบ้านโนนศิลา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2
นาย ภ. ถูกร้องเรียนว่ามีพฤติการณ์เข้าไปเกี่ยวข้องกับการติดต่อฝากบุคคลเข้าทำงานในหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ โดยมีการกล่าวอ้างว่าสามารถช่วยให้บุคคลได้รับการบรรจุเข้าทำงานได้ แต่ต้องจ่ายเงินเป็นค่าตอบแทน
หนึ่งในผู้เสียหายกล่าวหาว่า นาย ภ. แจ้งว่าตนเองเป็นกรรมการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าทำงานในหน่วยงานราชการบางแห่ง และสามารถช่วยให้บุตรชายของผู้เสียหายได้รับการคัดเลือกเข้าทำงานได้ ทำให้ผู้เสียหายหลงเชื่อและจ่ายเงินจำนวน 250,000 บาท
นอกจากนี้ ยังมีผู้เสียหายอีกหลายรายร้องเรียนในลักษณะเดียวกัน โดยระบุว่ามีการเรียกรับเงินตั้งแต่ 250,000–550,000 บาทต่อราย เพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้เข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ
แต่สุดท้ายกลับไม่มีบุคคลใดได้รับการบรรจุเข้าทำงานตามที่กล่าวอ้าง
เมื่อผู้เสียหายติดตามทวงถามเงินคืน บางรายไม่ได้รับเงินคืน ขณะที่บางรายได้รับคืนเพียงบางส่วน จนนำไปสู่การร้องเรียนและฟ้องร้องดำเนินคดี
จากการตรวจสอบของหน่วยงานต้นสังกัดพบว่า นาย ภ. ถูกฟ้องเป็นจำเลยในคดีแพ่งและคดีอาญาเกี่ยวกับข้อหาฉ้อโกงและผิดสัญญากู้ยืมเงิน รวมจำนวน 8 คดี
ต้นสังกัดสอบวินัย ก่อนมีคำสั่งไล่ออกจากราชการ
หลังได้รับเรื่องร้องเรียน ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ได้มีคำสั่งลงวันที่ 18 ธันวาคม 2555 แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง
ผลการสืบสวนพบว่ากรณีดังกล่าวมีมูลเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง จึงมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยอย่างร้ายแรงเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2557
ต่อมาคณะกรรมการสอบสวนได้เสนอผลการสอบสวนต่อผู้บังคับบัญชา ก่อนนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ. เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ซึ่งเห็นชอบให้ลงโทษไล่นาย ภ. ออกจากราชการ
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 จึงออกคำสั่งลงวันที่ 26 สิงหาคม 2558 ลงโทษไล่นาย ภ. ออกจากราชการ
อย่างไรก็ตาม นาย ภ. ไม่ยอมรับคำสั่งดังกล่าว และได้ยื่นอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา แต่ผลการพิจารณามีมติยกอุทธรณ์
นาย ภ. จึงนำคดีไปฟ้องต่อศาลปกครองชั้นต้น เพื่อขอให้ตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคำสั่งลงโทษ
ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่นาย ภ. ยังไม่ยอมแพ้ และยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด
เปิดข้อสู้คดี อ้างเป็นเพียงคนกลาง ไม่ได้รับผลประโยชน์
ประเด็นสำคัญในการต่อสู้คดีของนาย ภ. คือการยืนยันว่าตนเองไม่ได้เป็นผู้หลอกลวงหรือเรียกรับเงินจากผู้เสียหายเพื่อแสวงหาผลประโยชน์
นาย ภ. อ้างว่า ตนเองทำหน้าที่เพียงเป็นคนกลางติดต่อให้ผู้เสียหายได้พูดคุยกับบุคคลอีก 3 ราย ซึ่งอ้างว่าสามารถช่วยฝากบุคคลเข้าทำงานในหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจได้
ส่วนเงินที่ได้รับจากผู้เสียหายก็ได้นำไปมอบให้บุคคลทั้งสามทั้งหมด ไม่ได้เก็บไว้เป็นผลประโยชน์ส่วนตัว
นอกจากนี้ นาย ภ. ยังอ้างว่าตนเองเป็นผู้เสียหายจากการถูกบุคคลกลุ่มดังกล่าวหลอกลวงเช่นเดียวกัน เพราะเคยเชื่อว่าบุคคลเหล่านั้นสามารถช่วยเหลือให้หลานของตนเข้าทำงานได้
สำหรับกรณีที่ตนเองยอมทำสัญญากู้ยืมเงินแทนบุคคลทั้งสามนั้น นาย ภ. อธิบายว่าเป็นการช่วยเหลือผู้เสียหาย เพื่อให้ได้รับเงินคืน และเชื่อโดยสุจริตว่าจะสามารถติดตามเงินจากบุคคลทั้งสามมาชดใช้ได้ในภายหลัง
นาย ภ. จึงเห็นว่าตนเองไม่ได้กระทำความผิดถึงขั้นเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง และไม่ควรถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ
ศาลชี้ ครูต้องรู้ว่าการฝากงานโดยไม่สอบเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่า จากข้อเท็จจริง นาย ภ. มีพฤติการณ์เข้าไปเกี่ยวข้องกับบุคคลกลุ่มดังกล่าว โดยช่วยติดต่อกับผู้เสียหาย อ้างว่าสามารถฝากบุคคลเข้าทำงานในหน่วยงานราชการหรือรัฐวิสาหกิจได้โดยไม่ต้องสอบแข่งขัน แต่ต้องเสียเงินเป็นค่าตอบแทน
รวมทั้งมีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากผู้เสียหายเพื่อนำไปส่งต่อให้บุคคลอื่น
แม้นาย ภ. จะอ้างว่าเป็นผู้เสียหายเช่นเดียวกัน และได้ติดตามทวงถามเงินคืนจากบุคคลเหล่านั้นก็ตาม แต่ศาลเห็นว่า ในฐานะที่เป็นข้าราชการครู นาย ภ. ควรจะรู้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
เนื่องจากการบรรจุบุคคลเข้ารับราชการโดยทั่วไป ต้องผ่านการสอบแข่งขัน การสอบคัดเลือก หรือการคัดเลือกตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กฎหมายกำหนด
การเข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการฝากบุคคลเข้าทำงานโดยไม่ผ่านขั้นตอนตามกฎหมาย จึงเป็นพฤติการณ์ที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งข้าราชการครู
ศาลยังให้ความสำคัญกับสถานะของผู้ประกอบวิชาชีพครู ซึ่งเป็นบุคคลที่สังคมให้ความเคารพนับถือ และมีหน้าที่อบรมสั่งสอนให้เยาวชนเป็นคนดี
ครูจึงต้องรักษาชื่อเสียง เกียรติศักดิ์ และศักดิ์ศรีของตำแหน่งหน้าที่ รวมทั้งต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น
พฤติการณ์ของนาย ภ. จึงส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของความเป็นครูอย่างร้ายแรง และทำให้ตำแหน่งหน้าที่ราชการเสื่อมเสีย
ศาลวินิจฉัยว่า การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 94 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547
อีกทั้งพฤติการณ์เรียกรับเงินจากประชาชนโดยอ้างว่าสามารถฝากเข้าทำงานในหน่วยงานที่ตนเองไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง ยังเข้าลักษณะการหลอกลวงตามแนวทางการลงโทษทางวินัยที่กำหนดไว้
ศาลจึงเห็นว่า คำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ผลของคำพิพากษาทำให้คำสั่งลงโทษไล่นาย ภ. ออกจากราชการยังคงมีผลตามกฎหมาย
คดีนี้จึงถือเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับข้าราชการทุกหน่วยงาน โดยเฉพาะผู้ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการติดต่อประสานงานหรือรับเงินเพื่อช่วยเหลือบุคคลให้เข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐอย่างไม่ถูกต้อง
เพราะแม้จะไม่ได้เป็นผู้มีอำนาจบรรจุแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการโดยตรง หรืออ้างว่าเพียงนำเงินไปส่งต่อให้บุคคลอื่น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดทางวินัยได้ หากข้อเท็จจริงพิสูจน์ได้ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
บทเรียนข้าราชการไทย อย่าคิดว่าเป็นแค่คนกลางแล้วจะไม่ผิด
สิ่งที่น่าสนใจจากคำพิพากษาคดีนี้ คือ ศาลไม่ได้พิจารณาเพียงว่าข้าราชการครูได้รับผลประโยชน์จากเงินที่เรียกรับมาหรือไม่ แต่ให้ความสำคัญกับพฤติการณ์ที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับกระบวนการฝากงานโดยไม่ถูกต้อง และหน้าที่ของข้าราชการที่จะต้องรักษาความน่าเชื่อถือของตำแหน่ง
เรื่องนี้จึงเป็นอุทาหรณ์สำหรับข้าราชการทุกระดับ ตั้งแต่ข้าราชการครู ข้าราชการท้องถิ่น ไปจนถึงข้าราชการในหน่วยงานต่าง ๆ ที่อาจถูกชักชวนให้เป็นผู้ติดต่อประสานงานหรือเป็นตัวกลางรับเงินเพื่อช่วยเหลือบุคคลเข้ารับราชการ
โดยเฉพาะในกรณีที่มีการกล่าวอ้างว่า สามารถช่วยให้สอบผ่าน มีชื่ออยู่ในบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ หรือได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการ โดยต้องจ่ายเงินเป็นค่าดำเนินการ
การเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ แม้จะอ้างว่าไม่ได้เป็นเจ้าของเรื่อง ไม่ได้รับเงินส่วนแบ่ง หรือเพียงช่วยเหลือคนรู้จัก ก็อาจนำไปสู่การสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงได้ ทั้งนี้ ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของแต่ละกรณี
ที่สำคัญ ความรับผิดทางวินัยเป็นคนละส่วนกับความรับผิดทางอาญา การพิจารณาว่าข้าราชการกระทำผิดวินัยหรือไม่ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีคำพิพากษาลงโทษทางอาญาเพียงอย่างเดียว
บทสรุปของคดีนี้จึงชัดเจนว่า การเป็นข้าราชการไม่ได้หมายถึงเพียงการมีตำแหน่ง เงินเดือน และความมั่นคงในอาชีพ แต่ยังมีหน้าที่ต้องรักษาความซื่อสัตย์สุจริตและความไว้วางใจที่ประชาชนมอบให้
หากข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการเรียกรับเงินเพื่อแลกกับตำแหน่งงานของรัฐ ต่อให้พยายามอธิบายว่าเป็นเพียงคนกลาง หรือไม่ได้รับผลประโยชน์ส่วนตัว ก็อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้พ้นความผิดทางวินัย
เพราะบางครั้ง การช่วยเป็นทางผ่านให้เงินวิ่งเต้นตำแหน่งราชการ อาจทำให้ชีวิตราชการของตัวเองต้องสิ้นสุดลงด้วย
นี่คืออีกหนึ่งบทเรียนราคาแพงของข้าราชการไทย ที่ไม่ควรมองข้าม
เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้
@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
เปิดคดีทุจริต อบต.วังศาล (ข้ออ้าง) แค่เซ็น'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
ชะตากรรม 'ข้าราชการ' บทเรียน 'เซ็นทราบ' โดนคุกไปแล้ว 3 ปี 4 เดือน
@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก
@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?
เปิดคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ บูรพา บทเรียน นายสั่ง/ลูกน้อง ท้วงติง รอดคุก
ไขคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ ม.บูรพา คณบดีเสียชีวิตก่อน ไม่ต้องรับโทษ
@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?
@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?
@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก
@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?
@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย
@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน
@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย
@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?
@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม
@ บทเรียน ขรก.ไทย (15) ขาดงาน 18 วัน อ้างป่วย-ทำภารกิจ สุดท้ายถูกปลดออก
@ บทเรียน ขรก.ไทย (16) ก่อสร้างไม่ตรงแบบ แต่ชาวบ้านต้องการ ไล่ออกได้ไหม?
@ บทเรียนข้าราชการไทย (17) ย้ายหน่วยงานได้ แต่ความผิดในอดีตยังติดตามมา
@ บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้?
@ บทเรียนขรก.ไทย (19) เจ้าหน้าที่พัสดุมือใหม่ ทำเอกสารย้อนหลัง ระวังคุก
@บทเรียนข้าราชการไทย (20) มติ ครม. ไม่ใช่กม. แต่ใช้ลงโทษคนทุจริตได้
@บทเรียนขรก.ไทย (21) งานไม่เสร็จ สั่งจ่ายเงินก่อน ทำนายกอบต.ตกเก้าอี้
@บทเรียนข้าราชการไทย (22) 30 กันยายน 'วันมหาวิปโยค' กรรมการตรวจรับ
@บทเรียนข้าราชการไทย (23) ช่วยประชาชน งานเร่งด่วนไม่ใช่ข้ออ้างทำผิด
@บทเรียนข้าราชการไทย (24) : สิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติดสู่คำสั่งไล่ออก
@ฉบับเต็ม! บทเรียนสิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติด กลายเป็นชิงทรัพย์
@ บทเรียนข้าราชการไทย (25) พ.ต.ท.ไม่ไปตรวจจุดเกิดเหตุ เกือบหมดอนาคต
@ บทเรียนขรก.ไทย (26) 'ยุทธการตะนาวศรี' สั่งลูกน้องทำ หน.ต้องรับผิดชอบ
@บทเรียนข้าราชการไทย (27) หักโบนัส 10% จัดงานปีใหม่ ระวังถูกไล่ออก
@บทเรียนข้าราชการไทย(28) เซ็นเช็คตามนาย เชื่อใจลูกน้อง สุดท้ายถูกไล่ออก




