ป.ป.ช. แจงปมปล่อยตัว 3 "ดร.วิน-จ่าพิชิต" ผู้ต้องหาคดีโกงสอบท้องถิ่น ยันทำตามกฎหมาย เร่งล่าตัวการใหญ่ ไม่หวั่นหลบหนี เพราะซีลชายแดนเรียบ ยันเดินหน้าคดีโกงสอบท้องถิ่น ไม่ตัดตอน ดำเนินคดีทั้งกระดาน พบหลักฐานมัด "ตัวการใหญ่" เตรียมแจ้งข้อหาบิ๊ก ขรก.ท้องถิ่นเร็วๆนี้ ยอมรับตอนนี้หลักฐานยังไปไม่ถึงนักการเมือง
จากกรณีที่มีการปล่อยตัว นายอัศวิน ธนพชรโภคิน หรือ ดร.วิน อดีตที่ปรึกษาผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมและฝึกอบรม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม อดีตผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ และ นางสาวศตพร ธนพชรโภคิน น้องสาวของดร.วิน ซึ่งทั้งหมดตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2569 ด้วยเหตุผลของการปล่อยตัวว่านื่องจากครบกำหนดระยะเวลาฝากขังสูงสุด 84 วัน

คดีโกงสอบฯอืด! ปล่อยตัว 'ศตพร' พ้นเรือนจำ 'พิชิต-วิน' จ่อคิวออกตาม
คดีโกงสอบฯอืด! ปล่อยตัว 'ศตพร' พ้นเรือนจำ 'พิชิต-วิน' จ่อคิวออกตาม
สำนักข่าว Next News รายงานว่าล่าสุดเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้มีการแถลงข่าวสำคัญเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดีทุจริตสอบท้องถิ่น โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าว ได้แก่ นายนิติพันธ์ ประจวบเหมาะ เลขาธิการ ป.ป.ช., นายเกียรติศักดิ์ พุฒพันธุ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช และ น.ส.วมิรินทร์รัช ชิตถุง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม
นายนิติพันธ์ ประจวบเหมาะ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ได้แถลงชี้แจงกรณีสื่อมวลชนรายงานข่าวการปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหา 3 รายในคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 โดยยืนยันหนักแน่นว่าสำนักงาน ป.ป.ช. มิได้นิ่งนอนใจและยังคงมุ่งมั่นดำเนินการคดีด้วยความรอบคอบ เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อนำผู้กระทำความผิดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาดำเนินคดีตามหน้าที่และอำนาจที่กฎหมายกำหนด อันเป็นไปตามวัตถุประสงค์หลักของการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของประเทศ ซึ่งถือเป็นคดีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เนื่องจากเป็นการทุจริตที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนผู้เข้าสอบจะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ทำให้บ่อนทำลายความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนต่อระบบราชการอย่างร้ายแรง
โฆษก ป.ป.ช. กล่าวว่า กรณีทุจริตนี้เริ่มต้นจากการที่พนักงานสอบสวนได้รับการร้องทุกข์กล่าวโทษ และได้มีการขออนุมัติศาลออกหมายจับและจับกุมผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามรายดังกล่าว รวมถึงการขออำนาจศาลฝากขังเพื่อดำเนินการสอบสวนเบื้องต้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน จนกระทั่งเมื่อพนักงานสอบสวนมีความแน่ใจและประจักษ์ว่ามีผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตในคดีนี้ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามที่กฎหมายกำหนด จึงได้มีการส่งเรื่องและสำนวนคดีทั้งหมดมาให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนและสืบสวนสอบสวนต่อ เพื่อให้การดำเนินคดีเป็นไปอย่างถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรมและครอบคลุมทุกมิติ
เหตุผลทางกฎหมายในการปล่อยตัวผู้ต้องหา
ในประเด็นสำคัญที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง คือเหตุผลของการปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 3 ราย โฆษก ป.ป.ช. ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่า การดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามกรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เนื่องจากผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามรายได้รับการปล่อยตัวภายหลังจากที่ครบกำหนดระยะเวลาฝากขังสูงสุด 84 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามมาตรา 87 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ซึ่งเป็นหลักการที่ใช้กับทุกคดีอาญา ไม่ได้จำเพาะเจาะจงกับคดีนี้เท่านั้น หากเกินกำหนดเวลาดังกล่าวแม้เพียงหนึ่งชั่วโมงก็ต้องดำเนินการปล่อยตัวผู้ถูกควบคุมขังทันที
การปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมายนี้ยังสอดคล้องกับหลักการพื้นฐานของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 29 วรรคสอง ซึ่งกำหนดไว้ว่า “ในคดีอาญา ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยไม่มีความผิด และก่อนมีคำพิพากษาอันถึงที่สุดว่าบุคคลใดกระทำความผิด จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดมิได้” หลักการนี้เป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน เพื่อคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ที่ถูกกล่าวหา จำเลย หรือผู้ที่ถูกไต่สวน ไม่ให้ได้รับความเดือดร้อนเกินสมควร ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าบุคคลนั้นกระทำความผิด ก็ต้องถือว่าบุคคลนั้นเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้น การปล่อยตัวผู้ถูกกล่าวหาเมื่อครบกำหนดระยะเวลาการฝากขัง จึงเป็นไปตามหลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพดังกล่าวอย่างเคร่งครัด
เลขาธิการ ป.ป.ช. ยืนยันว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว ไม่ได้หมายความว่าบุคคลเหล่านั้นพ้นจากความผิด หรือทำให้กระบวนการดำเนินคดีต้องยุติลงแต่อย่างใด คดีอาญายังคงดำเนินต่อไปจนกว่าจะพบว่าใครคือผู้กระทำความผิดที่แท้จริงและได้รับการลงโทษตามกฎหมาย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์สูงสุดของกฎหมายอาญาที่มุ่งนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้โดยเร็วที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและศรัทธาให้กับสังคม รวมถึงป้องกันไม่ให้มีการกระทำความผิดซ้ำอีก

ความซับซ้อนของคดีและการทำงานเชิงรุกของ ป.ป.ช.
นายนิติพันธ์ ประจวบเหมาะ ได้ระบุเพิ่มเติมถึงลักษณะเฉพาะของคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งแตกต่างจากคดีอาญาทั่วไปอย่างมาก คดีนี้มีการกระทำความผิดที่เป็นขบวนการและมีผู้เกี่ยวข้องหลายราย ทำให้ถือเป็นคดีที่มีความสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง การดำเนินคดีประเภทนี้จึงต้องอาศัยความรอบคอบรัดกุมเป็นพิเศษ การแสวงหาข้อเท็จจริง และการรวบรวมพยานหลักฐานแวดล้อมเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และให้ครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งทั้งหมดนี้ย่อมต้องใช้เวลาในการดำเนินการ
แม้ว่าผู้ถูกกล่าวหาจะครบระยะเวลาฝากขังและได้รับการปล่อยตัวไปแล้ว คณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ยังคงมีหน้าที่และอำนาจในการไต่สวนคดีดังกล่าวอยู่ต่อไปอย่างเต็มที่ ภายใต้อายุความที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 กำหนดไว้ ซึ่งแตกต่างจากหน่วยงานอื่น ตรงที่มาตรการบังคับกับตัวผู้ถูกไต่สวนหรือผู้ถูกกล่าวหาที่ร้องเรียนกับ ป.ป.ช. ไม่ได้เน้นเรื่องการควบคุมขังเป็นหลัก แต่เน้นที่ประสิทธิภาพของการดำเนินคดี คือการนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษให้ได้ โดยกฎหมาย ป.ป.ช. หรือกระบวนการไต่สวนได้ออกแบบเครื่องมือสำคัญไว้หลายประการ
ประการแรก หากในระหว่างการไต่สวนปรากฏหลักฐานว่าผู้ถูกกล่าวหามีพฤติการณ์น่าจะกระทำผิดและมีเหตุอันควรเชื่อว่าจะหลบหนี ป.ป.ช. สามารถดำเนินการขออำนาจศาลเพื่อออกหมายจับผู้ถูกกล่าวหาได้ทันที นอกจากนี้ หาก ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดแล้ว แต่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ไปรายงานตัวต่ออัยการสูงสุด หรือไม่มาศาลในวันฟ้องคดี ก็สามารถดำเนินการขอให้ศาลออกหมายจับเพื่อนำตัวมาดำเนินคดีได้เช่นกัน
ประการที่สอง ป.ป.ช. ได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจคนเข้าเมืองและหน่วยงานด้านความมั่นคง เพื่อวางมาตรการเฝ้าระวังและป้องกันการหลบหนีออกนอกประเทศของผู้ถูกกล่าวหา โดยมีการซีลชายแดนและด่านตรวจต่างๆ ไว้เรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นช่องทางธรรมชาติหรือช่องทางที่เป็นทางการ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดการหลบหนี โดยเฉพาะกับผู้ที่มีพฤติการณ์เคยหลบหนีมาก่อนก็จะมีการเพิ่มมาตรการเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
และประการที่สาม ซึ่งถือเป็นมาตรการสำคัญ คือ หากผู้ถูกกล่าวหาหลบหนีไประหว่างถูกไต่สวนหรือถูกดำเนินคดี อายุความของคดีจะสะดุดหยุดลง และจะไม่ถูกนับรวมในระยะเวลาอายุความปกติ ทำให้คดีไม่ขาดอายุความ ไม่ว่าผู้กระทำความผิดจะหลบหนีไปอยู่ที่ใด ป.ป.ช. ก็ยังคงสามารถติดตามตัวมาดำเนินคดีและลงโทษได้ตามกฎหมาย ซึ่งทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงกลไกและเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพของ ป.ป.ช. ในการจัดการกับคดีทุจริตที่มีความซับซ้อน โดยไม่กระทบกระเทือนต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ถูกกล่าวหาเกินสมควร
ในส่วนของกรอบระยะเวลาการทำงานของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้กล่าวถึง มาตรา 46 ของกฎหมาย ป.ป.ช. ที่กำหนดให้หาก ป.ป.ช. ตั้งไต่สวนคดีแล้วดำเนินการไม่แล้วเสร็จภายใน 2 ปี (หรือ 3 ปี หากเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับต่างประเทศ) จะต้องมีการดำเนินการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ผู้ทำคดีที่ล่าช้าว่าละเลยหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ ซึ่งเคยมีเจ้าหน้าที่ถูกดำเนินการลงโทษให้ออกหรือดำเนินคดีไปแล้วหลายคน ดังนั้น เจ้าหน้าที่ทุกคนจึงทำงานภายใต้กรอบความรับผิดชอบทางกฎหมาย และมีความมุ่งมั่นที่จะทำให้คดีเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุด โดยเน้นย้ำว่า ป.ป.ช. ไม่ใช่องค์กรที่เป็นแดนสนธยา แต่ทำงานอย่างเปิดเผย และทุกคนสามารถตรวจสอบได้เสมอ
ความคืบหน้าการไต่สวนและการเตรียมแจ้งข้อกล่าวหา
สำหรับความคืบหน้าของการดำเนินคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการส่วนท้องถิ่น ปี 2568 นั้น การไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้เปิดเผยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานสำคัญเพิ่มเติมจากข้อกล่าวหาเบื้องต้นของพนักงานสอบสวน โดยพบว่าผู้ถูกกล่าวหาทั้งสามรายมีพฤติการณ์ร่วมกันกระทำความผิดอาญาในการแก้ไขคะแนนของผู้เข้าสอบ และเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบแข่งขัน ซึ่งถือเป็นการทุจริตที่มีลักษณะเป็นกระบวนการ
จากการไต่สวนพยานบุคคลและผู้เกี่ยวข้องกับการจัดสอบกว่า 1,000 รายอย่างละเอียดถี่ถ้วน ทำให้ ป.ป.ช. สามารถขยายผลและค้นพบกลุ่มเครือข่ายนายหน้าที่เป็นผู้ประสานติดต่อและเรียกรับเงินจำนวนมากถึง 110 สาย ซึ่งส่งผลให้ทราบถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องและมีส่วนรู้เห็นกับการเรียกรับเงินจากผู้เข้าสอบกว่า 6,000 ราย ซึ่งเป็นจำนวนที่สูงมากและแสดงให้เห็นถึงความใหญ่โตของขบวนการทุจริตนี้
ปัจจุบัน คณะกรรมการ ป.ป.ช. อยู่ระหว่างขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อพิจารณาอย่างรอบคอบว่าจะแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ถูกกล่าวหารายใด อย่างไรบ้าง โดยคำว่า "อย่างไร" ในที่นี้หมายถึงรูปแบบของการแจ้งข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งข้อหาทั้งหมดพร้อมกัน หรือทยอยแจ้งข้อหาเป็นกลุ่มบุคคล ซึ่งขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ของคณะไต่สวน เพื่อให้เกิดผลดีที่สุดในการดำเนินคดีและสามารถเอาผิดกับตัวการที่แท้จริงได้ อย่างไรก็ตาม คาดการณ์ว่าการพิจารณาดังกล่าวจะแล้วเสร็จและจะสามารถเริ่มดำเนินการแจ้งข้อกล่าวหาได้ในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 อย่างแน่นอน
โฆษก ป.ป.ช. ได้กล่าวถึงประเด็นของ "ตัวการใหญ่" ว่า ณ ปัจจุบัน จากพยานหลักฐานที่รวบรวมได้ ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่มั่นคงเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับนักการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี แต่มีการระบุถึงผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับสูง เช่น อดีตอธิบดี ซึ่งมีมากกว่า 1 คน เข้ามาเกี่ยวข้องในคดีนี้ โดยมีสำนวนคดีแยกเป็นปี 2568 และ 2564 ซึ่งทาง ป.ป.ช. จะต้องวิเคราะห์อย่างละเอียดอีกครั้ง
ในส่วนของการตรวจสอบกระดาษคำตอบกว่า 800,000 แผ่น ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญอีกประการหนึ่ง ป.ป.ช. ชี้แจงว่า ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายของการเตรียมการ โดยเหลือเพียงการตกลงสถานที่และกำหนดกรรมวิธีในการตรวจสอบที่จะได้รับการยอมรับและสามารถใช้เป็นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้ คาดว่าจะใช้เวลาดำเนินการประมาณ 10 วัน หลังจากนี้ และจะมีผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานอื่นเข้าร่วมในการตรวจสอบด้วย เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใสและน่าเชื่อถือ และยืนยันว่ากระดาษคำตอบยังอยู่ในความดูแลของ ป.ป.ช. อย่างปลอดภัย
สำหรับหลักฐานเส้นทางการเงิน ซึ่งพบว่ามีความละเอียดอ่อนและกระจายตัวในหลายทิศทาง ป.ป.ช. กำลังดำเนินการจำแนกและไล่เส้นทางการเงินอย่างต่อเนื่อง โดยพอจะเห็นตัวละครสำคัญๆ บางส่วนแล้ว และได้มีการยึดอายัดทรัพย์สินบางส่วนไปแล้วตามกฎหมายของ ป.ป.ง. ซึ่งมีมูลค่าในหลักร้อยล้านบาท เพื่อป้องกันการโยกย้ายถ่ายเททรัพย์สินที่ได้มาจากการทุจริต
นางสาววมิรินทร์รัช ชิตถุง ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นของสำนักงาน ป.ป.ช. ว่า ตระหนักดีว่าคดีนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนและสังคมเป็นอย่างมาก และยืนยันว่าจะทำงานอย่างเต็มที่ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ โดยจะไม่มีมวยล้มต้มคนดูแน่นอน การทำงานจะยึดมั่นในเรื่องของความถูกต้อง ความชอบธรรม และสิ่งใดที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติและประชาชน ป.ป.ช. ยินดีที่จะทำให้เต็มกำลังความสามารถ พร้อมทั้งยืนยันว่าไม่มีฝ่ายการเมืองใดๆ เข้ามาแทรกแซงกระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. ได้ และคดีนี้จะไม่หายไปและจะไม่เงียบแน่นอน เพราะเป็นคดีสำคัญที่จะส่งผลต่อการป้องกันการทุจริตในอนาคต




