News Logo
หน้าแรก
บทเรียนขรก.ไทย (26) 'ยุทธการตะนาวศรี' สั่งลูกน้องทำ หน.ต้องรับผิดชอบ

บทเรียนขรก.ไทย (26) 'ยุทธการตะนาวศรี' สั่งลูกน้องทำ หน.ต้องรับผิดชอบ

3 ต.ค. 2569 10:01
ผู้ชม 189 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"...การที่คำสั่งปลดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่า การปฏิบัติหน้าที่ครั้งนั้นถูกต้อง และไม่ได้หมายความว่า ไม่มีความผิดทางวินัยใด ๆ ข้อเท็จจริงยังคงมีเรื่องการไม่ปฏิบัติตามคู่มือ การไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย การไม่ปฏิบัติตามมติ ครม. และการปฏิบัติที่ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหาย..."

การเป็นผู้บังคับบัญชา ไม่ได้มีหน้าที่เพียงสั่งให้ลูกน้องทำงานให้สำเร็จเท่านั้น

แต่ทุกคำสั่งที่ออกไป โดยเฉพาะคำสั่งที่กระทบสิทธิ ชีวิต หรือทรัพย์สินของประชาชน คนเป็นหัวหน้าต้องรับผิดชอบด้วยว่า คำสั่งนั้นมีกฎหมายรองรับหรือไม่ ทำถูกขั้นตอนหรือไม่ และผลจากคำสั่งสร้างความเสียหายให้ใครหรือไม่

ขณะเดียวกัน หากวันหนึ่งข้าราชการถูกกล่าวหาว่าทำผิด หน่วยงานของรัฐเองก็ต้องดำเนินการสอบสวนและลงโทษให้ถูกขั้นตอนเช่นเดียวกัน

เรื่องราวของ “ยุทธการตะนาวศรี” ที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี จึงเป็นอุทาหรณ์ที่เห็นภาพทั้งสองด้านอย่างชัดเจน

ด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจไม่ถูกขั้นตอนจนประชาชนเสียหายและรัฐต้องชดใช้เงิน

แต่อีกด้านหนึ่ง เมื่อรัฐจะลงโทษผู้บังคับบัญชาถึงขั้น “ปลดออกจากราชการ” กลับดำเนินกระบวนการไม่ถูกต้อง จนศาลวินิจฉัยว่าคำสั่งปลดไม่ชอบด้วยกฎหมาย

นี่คือเรื่องของ “ความผิด” กับ “วิธีลงโทษ” ซึ่งไม่ใช่เรื่องเดียวกัน

จุดเริ่มต้น “ยุทธการตะนาวศรี”

เหตุเกิดระหว่างวันที่ 5-9 พฤษภาคม 2554 ขณะนั้น นาย ช. ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน และเป็นผู้รับผิดชอบโครงการอพยพชุมชนกลุ่มน้อยตามแนวชายแดนไทย-พม่า อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี หรือที่เรียกว่า “ยุทธการตะนาวศรี”

นาย ช. อยู่ในฐานะผู้บังคับบัญชาสูงสุดของปฏิบัติการ มีหน้าที่วางแผนและประสานกำลังจากหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ภารกิจบรรลุเป้าหมาย ก่อนเข้าพื้นที่ มีการประชุมเจ้าหน้าที่และแบ่งชุดปฏิบัติการไปตามจุดต่าง ๆ

จากพยานหลักฐานที่ปรากฏในการไต่สวน มีพยานยืนยันว่า นาย ช. สั่งการในลักษณะว่า หากพบบุคคล ให้จับกุมและผลักดันลงมายังพื้นที่ตั้งของสำนักงาน หากพบเพิงพักหรือสิ่งปลูกสร้าง ให้รื้อถอนหรือทำลาย

ผลจากการปฏิบัติการ มีการจับกุมและผลักดันชาวไทยพื้นเมืองดั้งเดิมเชื้อสายกะเหรี่ยง หรือปกาเกอะญอ ออกจากพื้นที่บ้านบางกลอยบน รวมถึงมีการเผาบ้าน ยุ้งฉาง และทรัพย์สินจนเกิดความเสียหาย

และนี่คือจุดเริ่มต้นของคดีที่ยืดเยื้อมานานหลายปี

คดีแรก : ชาวบ้านฟ้องรัฐ ศาลชี้ “ทำไม่ถูกขั้นตอน”

นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ กับพวก นำเรื่องฟ้องต่อศาลปกครอง เรียกร้องให้หน่วยงานของรัฐรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

ต่อมา วันที่ 31 พฤษภาคม 2561 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อส.77/2559 คดีหมายเลขแดงที่ อส.4/2561

สาระสำคัญคือ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะเข้ารื้อถอนหรือทำลายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สิน ไม่ปรากฏว่ามีการออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้ได้รับผลกระทบรื้อถอนหรือขนย้ายทรัพย์สินออกไป และไม่ปรากฏว่ามีการแจ้งเตือนเป็นหนังสือก่อนเข้าดำเนินการ

จึงเป็นการไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนสำคัญเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504

นอกจากนี้ ยังไม่เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 3 สิงหาคม 2553 เรื่องแนวนโยบายในการฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวกะเหรี่ยง

หลักสำคัญในการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่คือ ต้องเลือกมาตรการ “เพียงเท่าที่จำเป็น” และต้องกระทบสิทธิของประชาชนให้น้อยที่สุด

แต่การรื้อถอนหรือทำลายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินครั้งนั้น ศาลเห็นว่าเป็นการใช้อำนาจเกินความจำเป็น ไม่สมควรแก่เหตุ และไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนสำคัญที่กฎหมายกำหนด

ผลคือ การกระทำของเจ้าหน้าที่ ไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นการละเมิด

หน่วยงานของรัฐจึงต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่นายโคอิ หรือคออี้ มีมิ กับพวก

เรื่องดูเหมือนจะจบ

แต่จริง ๆ แล้วเพิ่งเริ่มต้น

จากรัฐต้องจ่ายค่าเสียหาย สู่การหาคนรับผิด

วันที่ 19 ตุลาคม 2558 มีผู้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.แก่งกระจาน ให้ดำเนินคดีกับนาย ช. โดยมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและการเผาทรัพย์

เรื่องถูกส่งไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ ป.ป.ท. เพื่อดำเนินการไต่สวน

ป.ป.ท.ตรวจสอบแล้วเห็นว่า นาย ช. เป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุด เป็นผู้รับผิดชอบโครงการ เป็นผู้วางแผน และมีการสั่งการในการปฏิบัติภารกิจ

แต่การดำเนินการไม่ได้เป็นไปตามคู่มือปฏิบัติงานป้องกันและปราบปรามการบุกรุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์การใช้อำนาจตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 และไม่เป็นไปตามมติ ครม. วันที่ 3 สิงหาคม 2553

ป.ป.ท.จึงมีมติชี้มูลนาย ช. ทั้งในส่วนความผิดทางอาญาและความผิดทางวินัย

สำหรับความผิดทางวินัย ป.ป.ท.ชี้มูลว่าเป็น ความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐาน

“ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด”

ตามมาตรา 85 (1) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551

จากมติ ป.ป.ท. ถึงคำสั่ง “ปลดออกจากราชการ”

หลัง ป.ป.ท.ส่งเรื่องให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวงฯ ได้นำเรื่องเสนอ อ.ก.พ.กระทรวงฯ

วันที่ 25 มีนาคม 2564 อ.ก.พ.กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีมติเห็นชอบให้ลงโทษนาย ช. ตามมติชี้มูลของ ป.ป.ท.

โทษคือ “ปลดออกจากราชการ”

วันที่ 2 เมษายน 2564 ปลัดกระทรวงฯ จึงออกคำสั่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ลับ ที่ 132/2564 ปลดนาย ช.ออกจากราชการ

แต่มีจุดสำคัญเกิดขึ้น

กระทรวงไม่ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยขึ้นมาสอบนาย ช.ใหม่

เหตุเพราะนำผลการไต่สวนและมติชี้มูลของ ป.ป.ท.มาใช้เป็นสำนวนสำหรับพิจารณาลงโทษ

นาย ช.จึงนำคดีไปฟ้องศาลปกครอง

และตรงนี้เองที่เกิดคำถามทางกฎหมายสำคัญว่า

“ป.ป.ท.ชี้มูลมาแล้ว กระทรวงสามารถหยิบสำนวนมาปลดข้าราชการได้ทันทีจริงหรือ?”

จุดพลิกคดี : “ทำผิดหน้าที่” ไม่ได้เท่ากับ “ทุจริตต่อหน้าที่” ทุกกรณี

นี่คือหัวใจของเรื่องทั้งหมด

ศาลพิจารณาแล้วพบว่า ต้องแยกความผิด 2 ลักษณะออกจากกัน

อย่างแรกคือ

“ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด”

กับอีกอย่างคือ

“ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต”

แม้จะอยู่ในมาตรา 85 (1) แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 เช่นเดียวกัน

แต่ เป็นความผิดคนละฐาน

จุดสำคัญที่ทำให้แตกต่างกัน คือ เจตนาและผลประโยชน์

ศาลตรวจสำนวนแล้ว “ไม่พบเจตนาหาประโยชน์”

ศาลวางหลักว่า การกระทำที่จะเป็น “ทุจริตต่อหน้าที่” ในประเด็นที่พิจารณานี้ ต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ

หนึ่ง ผู้กระทำมีหน้าที่ราชการที่จะต้องปฏิบัติ

สอง มีการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบ

สาม มีเจตนาทำหรือละเว้นการทำหน้าที่ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้

เมื่อย้อนกลับไปดูสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ท. ศาลพบว่า

ไม่ปรากฏว่า นาย ช.มีเจตนากระทำหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้

นี่คือจุดชี้ขาดที่สำคัญ

เพราะ ป.ป.ท.เองก็ไม่ได้ชี้มูลทางวินัยว่า นาย ช.มีความผิดฐาน “ปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต”

แต่ชี้มูลฐาน “ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด”

จึงไม่อาจนำสองฐานนี้มาปะปนกันได้

ผลคือ สำนวน ป.ป.ท.ไม่ใช่ “ทางลัด” สำหรับปลดในกรณีนี้

เมื่อเป็นเช่นนั้น ผลทางกฎหมายจึงตามมา มติ ป.ป.ท.ที่ชี้มูลความผิดทางวินัยฐานดังกล่าว ไม่ผูกพันปลัดกระทรวงฯ ในลักษณะที่จะสามารถนำรายงานการไต่สวนของ ป.ป.ท.มาใช้แทนสำนวนสอบสวนทางวินัย แล้วลงโทษได้ทันทีโดยไม่ดำเนินกระบวนการตามที่กฎหมายกำหนด

สิ่งที่กระทรวงควรทำเมื่อได้รับเรื่องคือ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย

แจ้งให้นาย ช.ทราบว่า ถูกกล่าวหาว่าทำอะไร

เปิดโอกาสให้ชี้แจง

เปิดโอกาสให้นำพยานหลักฐานเข้าต่อสู้

แล้วจึงพิจารณาว่า การกระทำนั้นเป็นความผิดทางวินัยหรือไม่ และควรได้รับโทษสถานใด

เพราะการแจ้งข้อกล่าวหาและเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาต่อสู้ เป็น “ขั้นตอนและวิธีการอันเป็นสาระสำคัญตามที่กฎหมายกำหนด”

แต่กระทรวงไม่ได้ทำ

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า เมื่อได้รับสำนวนจาก ป.ป.ท. ปลัดกระทรวงฯ นำเรื่องเข้าสู่ อ.ก.พ.กระทรวงฯ

อ.ก.พ.มีมติให้ปลด

จากนั้นจึงออกคำสั่งปลดนาย ช.ออกจากราชการ

โดย ไม่ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยตามกระบวนการที่ควรดำเนินการในกรณีนี้

และไม่ได้ดำเนินขั้นตอนแจ้งข้อกล่าวหา เปิดโอกาสให้นาย ช.ชี้แจงและนำพยานหลักฐานแก้ข้อกล่าวหาตามที่กฎหมายกำหนด

ศาลจึงเห็นว่า คำสั่งปลดดังกล่าว

“ไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

ตรงนี้ต้องเข้าใจให้ถูก : ศาลไม่ได้บอกว่า “หัวหน้าอุทยานฯ ไม่ผิดอะไรเลย”

นี่คือจุดที่สำคัญที่สุดของคดี

การที่คำสั่งปลดไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่า การปฏิบัติหน้าที่ครั้งนั้นถูกต้อง

และไม่ได้หมายความว่า ไม่มีความผิดทางวินัยใด ๆ

ข้อเท็จจริงยังคงมีเรื่องการไม่ปฏิบัติตามคู่มือ การไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย การไม่ปฏิบัติตามมติ ครม. และการปฏิบัติที่ทำให้ประชาชนได้รับความเสียหาย

สิ่งที่ศาลชี้คือ

เมื่อไม่พบเจตนาแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้ จะถือเอาความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบจนผู้อื่นเสียหาย ไปเท่ากับความผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตไม่ได้

และเมื่อฐานความผิดกับอำนาจในการชี้มูลมีผลทางกฎหมายแตกต่างกัน กระบวนการที่จะนำไปสู่การลงโทษก็ต้องทำให้ถูกต้อง

ดังนั้น เมื่อหน่วยงานทราบข้อเท็จจริงแล้ว หากเห็นว่ามีมูลความผิดทางวินัย ก็ยังต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป

แต่ต้อง “สอบให้ถูก แจ้งข้อกล่าวหาให้ถูก เปิดโอกาสให้ต่อสู้ และลงโทษให้ถูกฐาน”

สรุปชัดๆ เรื่องนี้ให้บทเรียนกับคนทำงานราชการ โดยเฉพาะผู้บังคับบัญชาอย่างน้อย 6 ข้อสำคัญ

  1. เป็นหัวหน้า ต้องรับผิดชอบต่อคำสั่ง แม้ไม่ได้ลงมือเอง แต่หากเป็นคนวางแผน อนุมัติ หรือสั่งการ เมื่อเกิดความเสียหายย่อมต้องถูกตรวจสอบว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจ

  2. ทำเพื่อราชการ ก็ข้ามกฎหมายไม่ได้ ต่อให้ไม่ได้โกงหรือไม่ได้ผลประโยชน์ส่วนตัว หากกฎหมายกำหนดขั้นตอนไว้ เจ้าหน้าที่ก็ต้องปฏิบัติให้ครบ โดยเฉพาะเมื่อการใช้อำนาจกระทบสิทธิและทรัพย์สินของประชาชน

  3. คู่มือ ระเบียบ และมติ ครม. ไม่ใช่แค่เอกสารในแฟ้ม เมื่อเกิดคดี สิ่งเหล่านี้จะกลายเป็นหลักสำคัญในการตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่รู้หน้าที่หรือไม่ ปฏิบัติตามหรือไม่ และเหตุใดจึงไม่ปฏิบัติ

  4. “ทำผิด” ไม่เท่ากับ “ทุจริต” เสมอไป การบกพร่อง ใช้อำนาจไม่ชอบ หรือไม่ปฏิบัติตามขั้นตอน อาจนำไปสู่ความรับผิดได้ แต่การกล่าวหาว่า “ทุจริตต่อหน้าที่” ต้องพิจารณาองค์ประกอบความผิดตามกฎหมายให้ครบ ไม่ควรเหมารวมทุกความผิดเป็นการทุจริต

  5. องค์กรตรวจสอบชี้มูลแล้ว ผู้มีอำนาจลงโทษก็ยังต้องตรวจขั้นตอน ต้องดูว่าชี้มูลความผิดฐานใด มีผลผูกพันเพียงใด และกฎหมายกำหนดให้ต้องสอบสวนทางวินัยเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะหากกระบวนการไม่ถูกต้อง คำสั่งปลดหรือไล่ออกอาจถูกศาลเพิกถอนได้

  6. ศาลเพิกถอนคำสั่งลงโทษ ไม่ได้หมายความว่าเจ้าหน้าที่ไม่มีความผิดเสมอไป ต้องดูเหตุผลของศาลว่าเพิกถอนเพราะข้อเท็จจริงหรือเพราะกระบวนการ หากเป็นปัญหาเรื่องขั้นตอน หน่วยงานอาจยังต้องกลับไปดำเนินการใหม่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย

“สุจริต” คุ้มครองแค่ไหน?

กรณีนี้ทำให้เห็นคุณค่าของหลักความสุจริตอย่างชัดเจน

จากสำนวนไม่ปรากฏว่า นาย ช.มีเจตนากระทำหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ตัวเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้

จึงเป็นข้อเท็จจริงสำคัญในการแยก “การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” ออกจาก “การปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต”

แต่ต้องไม่ตีความต่อไปไกลเกินกว่านั้นว่า

“ถ้าสุจริตแล้ว จะทำผิดขั้นตอนอย่างไรก็ได้”

ไม่ใช่เช่นนั้น

ความสุจริตอาจมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิจารณาว่าเป็น “ทุจริต” หรือไม่

แต่หากใช้อำนาจไม่ถูกต้อง ไม่ทำตามกฎหมาย ไม่ทำตามขั้นตอน จนประชาชนได้รับความเสียหาย ก็ยังอาจมีความรับผิดในฐานอื่นได้

บทเรียนสุดท้าย : กฎหมายต้องคุ้มครองทั้ง “ประชาชน” และ “ข้าราชการ”

คดี “ยุทธการตะนาวศรี” จึงมีบทเรียนอยู่สองด้านอย่างน่าสนใจ

ด้านแรก เมื่อข้าราชการจะใช้อำนาจกับประชาชน

ต้องทำตามกฎหมาย

จะรื้อ จะย้าย จะจับ จะผลักดัน หรือจะทำลายทรัพย์สินของใคร เพียงเพราะคิดว่ามีอำนาจไม่ได้

ต้องถามก่อนว่า

กฎหมายให้อำนาจหรือไม่?

ต้องแจ้งก่อนหรือไม่?

มีวิธีที่เบากว่านี้หรือไม่?

กระทบสิทธิประชาชนเกินความจำเป็นหรือไม่?

แต่อีกด้านหนึ่ง เมื่อรัฐจะใช้อำนาจลงโทษข้าราชการ

รัฐเองก็ต้องทำตามกฎหมายเช่นเดียวกัน

จะปลดหรือไล่ใครออก เพียงเพราะเห็นว่ามีมูลความผิดไม่ได้ หากกฎหมายกำหนดให้ต้องตั้งกรรมการสอบ ต้องแจ้งข้อกล่าวหา และต้องเปิดโอกาสให้ต่อสู้ ก็ต้องดำเนินการให้ครบ

เพราะหลักนิติรัฐไม่ได้คุ้มครองเฉพาะประชาชนจากเจ้าหน้าที่

แต่ยังคุ้มครองเจ้าหน้าที่จากการใช้อำนาจของรัฐที่ไม่ถูกต้องด้วย

นี่จึงเป็นอุทาหรณ์จาก “ยุทธการตะนาวศรี” ที่ไม่ได้สอนเฉพาะคนเป็นหัวหน้าอุทยานฯ

แต่สอนข้าราชการทุกระดับว่า

“มีอำนาจ ต้องใช้อำนาจตามกฎหมาย - ทำผิด ต้องรับผิดตามฐานความผิด - และรัฐจะลงโทษใคร ก็ต้องทำให้ถูกกฎหมายเช่นกัน”

เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น

อ่านเรื่องก่อนหน้านี้

@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก

@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?

@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?

@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?

@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก

@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?

@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน

@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม

@ บทเรียน ขรก.ไทย (15) ขาดงาน 18 วัน อ้างป่วย-ทำภารกิจ สุดท้ายถูกปลดออก

@ บทเรียน ขรก.ไทย (16) ก่อสร้างไม่ตรงแบบ แต่ชาวบ้านต้องการ ไล่ออกได้ไหม?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (17) ย้ายหน่วยงานได้ แต่ความผิดในอดีตยังติดตามมา

@ บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้?

@ บทเรียนขรก.ไทย (19) เจ้าหน้าที่พัสดุมือใหม่ ทำเอกสารย้อนหลัง ระวังคุก

@บทเรียนข้าราชการไทย (20) มติ ครม. ไม่ใช่กม. แต่ใช้ลงโทษคนทุจริตได้

@บทเรียนขรก.ไทย (21) งานไม่เสร็จ สั่งจ่ายเงินก่อน ทำนายกอบต.ตกเก้าอี้

@บทเรียนข้าราชการไทย (22) 30 กันยายน 'วันมหาวิปโยค' กรรมการตรวจรับ

@บทเรียนข้าราชการไทย (23) ช่วยประชาชน งานเร่งด่วนไม่ใช่ข้ออ้างทำผิด

@บทเรียนข้าราชการไทย (24) : สิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติดสู่คำสั่งไล่ออก

@ฉบับเต็ม! บทเรียนสิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติด กลายเป็นชิงทรัพย์

@ บทเรียนข้าราชการไทย (25) พ.ต.ท.ไม่ไปตรวจจุดเกิดเหตุ เกือบหมดอนาคต

แท็กที่เกี่ยวข้อง
บทเรียนข้าราชการไทย
ยุทธการตะนาวศรี

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดยิบ! ทรัพย์สิน 'สุชาดา แทนทรัพย์'-สามีแจ้งค่าเดินทางตปท. 5 ล./ปี
เปิดยิบ! ทรัพย์สิน 'สุชาดา แทนทรัพย์'-สามีแจ้งค่าเดินทางตปท. 5 ล./ปี