News Logo
หน้าแรก
บทเรียนข้าราชการไทย (25) พ.ต.ท.ไม่ไปตรวจจุดเกิดเหตุ เกือบหมดอนาคต

บทเรียนข้าราชการไทย (25) พ.ต.ท.ไม่ไปตรวจจุดเกิดเหตุ เกือบหมดอนาคต

26 ก.ย. 2569 09:23
ผู้ชม 69 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"...นาย ศ.ร้องเรียนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า การดำเนินคดีกับตนไม่เป็นธรรม มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยในช่วงแรกเห็นว่าพฤติการณ์เป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรงพันตำรวจโท ส.เองได้ชี้แจงและยอมรับว่า บกพร่องในหน้าที่ที่ไม่ได้แจ้งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ..."

บทเรียนข้าราชการไทย ประจำสัปดาห์นี้ ขอนำเสนอกรณี ตำรวจไม่ไปตรวจที่เกิดเหตุ 2 นัด ศาลชี้ “บกพร่อง” แต่ไม่ถึงขั้น “ทุจริต”

เป็นอีกหนึ่งคำพิพากษาที่ให้บทเรียนสำคัญแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อ ศาลปกครองสูงสุดโดยที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด วางหลักเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของพนักงานสอบสวนว่า ต้องรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ทั้ง “ความผิด” และ “ความบริสุทธิ์” ของผู้ต้องหา

หากมีพยานหลักฐานที่อาจเป็นคุณแก่ผู้ต้องหาแล้วละเลยไม่ตรวจสอบ ย่อมถือเป็น “ความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่”

แต่ความบกพร่องไม่ได้หมายความว่าจะกลายเป็น “ทุจริตต่อหน้าที่” โดยอัตโนมัติ เพราะการจะลงโทษในฐานทุจริต ต้องมีข้อเท็จจริงถึงขั้นพิสูจน์ได้ว่ามีเจตนาพิเศษเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้

คดีนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น เพราะเริ่มจากการลงโทษเพียง “ว่ากล่าวตักเตือน” ก่อนยกระดับไปถึง “ปลดออก” และ “ไล่ออกจากราชการ” กระทั่งศาลมีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งเพิ่มโทษเป็นไล่ออก

จุดเริ่มต้นคดี “พยายามฆ่า”

เรื่องเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 26 กันยายน 2551 บริเวณแฟลตแห่งหนึ่งในเขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

นาย ก. ยืนสูบบุหรี่อยู่บริเวณบันไดระหว่างชั้น 4 กับชั้น 5 ก่อนมีปากเสียงกับนาย ศ. ซึ่งพักอยู่บริเวณชั้น 4 จากนั้นมีการยิงปืน 1 นัด แต่กระสุนไม่ถูกผู้ใด

วันที่ 2 ตุลาคม 2551 นาย ก.เข้าแจ้งความต่อ พันตำรวจโท ส. พนักงานสอบสวน ให้ดำเนินคดีกับนาย ศ.ฐานพยายามฆ่า พร้อมมอบหัวกระสุนที่พบเป็นของกลาง

พันตำรวจโท ส.ไม่ได้อยู่นิ่ง แต่ดำเนินการหลายอย่าง ทั้งตรวจสถานที่เกิดเหตุ ถ่ายภาพ ทำแผนที่สังเขป บันทึกการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ทำบัญชีของกลาง ส่งของกลางให้กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบ สอบปากคำผู้กล่าวหาและพยาน รวมทั้งออกหมายเรียกนาย ศ.มารับทราบข้อกล่าวหา

ต่อมา นาย ศ.เข้าพบพนักงานสอบสวนและให้การปฏิเสธข้อหาพยายามฆ่า พร้อมนำภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุมาประกอบคำให้การ

พันตำรวจโท ส. ไม่ไปตามนัด ไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง

นาย ศ.ต้องการให้พนักงานสอบสวนไปตรวจสถานที่เกิดเหตุอีกครั้ง เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามคำให้การของตนเอง และมีการนัดหมายกับ พันตำรวจโท ส. ถึง 2 ครั้ง

แต่ พันตำรวจโท ส. ไม่ไปตามนัด และไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง

หลังรวบรวมพยานหลักฐาน พันตำรวจโท ส.มีความเห็นว่า ผู้ต้องหายิงปืนมาทางผู้กล่าวหา แม้กระสุนไม่ถูกตัว แต่ปืนเป็นอาวุธร้ายแรง หากถูกอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต จึงเห็นควรสั่งฟ้องนาย ศ.ฐานพยายามฆ่า

ผู้บังคับบัญชาพิจารณาแล้วเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอ จึงเห็นควรสั่งฟ้องเช่นกัน

อัยการสั่งตรวจใหม่ เจอหลักฐานสำคัญ

หลังถูกนำตัวไปพบพนักงานอัยการ นาย ศ.ยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม โดยยกประเด็นสำคัญว่า พันตำรวจโท ส.ไม่ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุตามที่นัดหมาย

พนักงานอัยการจึงสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมหลายประเด็น รวมถึงให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสถานที่เกิดเหตุ เพื่อพิสูจน์ “วิถีกระสุน” ว่าแท้จริงแล้วผู้ต้องหายิงขึ้นด้านบน หรือยิงตรงไปยังจุดที่นาย ก.ยืนอยู่

ผลการตรวจของผู้เชี่ยวชาญพบรอยแฉลบของกระสุนบริเวณกันสาดด้านในและเพดาน แสดงถึงการยิงจากด้านล่างขึ้นด้านบน และจากด้านหน้าเข้าไปด้านใน

ที่สำคัญ วิถีกระสุนไปคนละทางกับจุดที่นาย ก.ยืนอยู่

พนักงานอัยการจึงพิจารณาว่า ไม่อาจถือได้ว่านาย ศ.มีเจตนาฆ่านาย ก. และมีคำสั่ง ไม่ฟ้อง

ข้อเท็จจริงส่วนนี้จึงกลายเป็นจุดสำคัญ เพราะเป็นสิ่งที่ผู้ต้องหาต้องการให้พนักงานสอบสวนตรวจสอบตั้งแต่ต้น

จาก “ตักเตือน” สู่ “ปลดออก”

ต่อมา นาย ศ.ร้องเรียนต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า การดำเนินคดีกับตนไม่เป็นธรรม

มีการตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง โดยในช่วงแรกเห็นว่าพฤติการณ์เป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง

พันตำรวจโท ส.เองได้ชี้แจงและยอมรับว่า บกพร่องในหน้าที่ที่ไม่ได้แจ้งเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานไปตรวจสถานที่เกิดเหตุ

ผู้บังคับบัญชาพิจารณาแล้วเห็นว่า เป็นความผิดวินัยอย่างไม่ร้ายแรง ฐานไม่ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนผู้มาติดต่อราชการ เป็นความผิดเล็กน้อยและมีเหตุอันควรงดโทษ จึงลงเอยด้วยการ ว่ากล่าวตักเตือนเป็นหนังสือ

แต่เรื่องไม่ได้จบเพียงเท่านั้น

อีกด้านหนึ่ง นาย ศ.ร้องทุกข์กล่าวโทษในทางอาญา ก่อนเรื่องเข้าสู่กระบวนการของคณะกรรมการ ป.ป.ท.

คณะอนุกรรมการไต่สวนเห็นว่า การกระทำของ พันตำรวจโท ส.มีมูลความผิดทางอาญาและมีมูลความผิดวินัยอย่างร้ายแรงหลายฐาน รวมถึงฐาน ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้

คณะกรรมการ ป.ป.ท.มีมติเห็นชอบและส่งเรื่องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติดำเนินการทางวินัย

ต่อมา คณะกรรมการกลั่นกรองมีมติควรลงโทษ ปลด พันตำรวจโท ส.ออกจากราชการ และมีคำสั่งปลดออกเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2559

อุทธรณ์ “ปลดออก” กลับถูกเพิ่มโทษเป็น “ไล่ออก”

พันตำรวจโท ส.อุทธรณ์คำสั่งปลดออกจากราชการ

แต่ผลการอุทธรณ์กลับทำให้ได้รับโทษหนักกว่าเดิม

คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. เห็นว่าโทษปลดออกยังไม่เหมาะสม จึงมีมติ เพิ่มโทษจาก “ปลดออก” เป็น “ไล่ออกจากราชการ”

พันตำรวจโท ส.ไม่เห็นด้วย จึงนำคดีไปฟ้องศาลปกครอง

ศาลปกครองชั้นต้นพิพากษาเพิกถอนคำสั่งเพิ่มโทษจากปลดออกเป็นไล่ออก รวมถึงมติ ก.ตร.ที่เพิ่มโทษดังกล่าว

คณะกรรมการ ป.ป.ท.ไม่เห็นด้วย จึงอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุด

ก่อนที่คดีจะได้รับการวินิจฉัยโดย ที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุด

ศาลชี้ชัด หน้าที่ตำรวจต้องหาทั้งหลักฐาน “ผิด-บริสุทธิ์”

ประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ที่การวินิจฉัยตามมาตรา 131 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ศาลวางหลักว่า พนักงานสอบสวนมีหน้าที่รวบรวมหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถทำได้ เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและพฤติการณ์เกี่ยวกับความผิด และเพื่อ พิสูจน์ให้เห็นความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหา

พูดง่าย ๆ คือ

หน้าที่ของพนักงานสอบสวนไม่ใช่หาหลักฐานเพื่อเอาผิดผู้ต้องหาเพียงอย่างเดียว

แต่ต้องตรวจสอบหลักฐานที่อาจพิสูจน์ว่า ผู้ต้องหาเป็นผู้บริสุทธิ์ ด้วย

คดีนี้ แม้ พันตำรวจโท ส.จะตรวจสถานที่เกิดเหตุ เก็บของกลาง สอบพยาน และดำเนินการสอบสวนมาแล้วหลายขั้นตอน แต่เมื่อผู้ต้องหาปฏิเสธข้อกล่าวหาและขอให้ไปตรวจสถานที่เกิดเหตุเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่เป็นคุณแก่ตนเอง พร้อมนัดหมายถึง 2 ครั้ง พนักงานสอบสวนกลับไม่ไปและไม่แจ้งเหตุขัดข้อง

ศาลจึงเห็นว่า เป็นการละเว้นไม่รวบรวมพยานหลักฐานทุกชนิดเท่าที่สามารถทำได้ เพื่อพิสูจน์ความผิดหรือความบริสุทธิ์ของผู้ต้องหาอย่างครบถ้วนเพียงพอ

จึงเป็น “ความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่”

แต่ “บกพร่อง” ไม่เท่ากับ “ทุจริต”

อย่างไรก็ตาม ศาลขีดเส้นแบ่งไว้อย่างสำคัญว่า

การทำหน้าที่บกพร่อง ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการทุจริตต่อหน้าที่เสมอไป

เพราะการจะเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐานปฏิบัติหรือละเว้นหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ ต้องมีข้อเท็จจริงแสดงถึง “เจตนาพิเศษ” ดังกล่าวด้วย

แต่คดีนี้ ศาลเห็นว่า ไม่มีข้อบ่งชี้ว่า พันตำรวจโท ส.มีเจตนาพิเศษที่จะให้ตนเองหรือบุคคลอื่นได้รับประโยชน์อันมิควรได้

จึงไม่เข้าข่ายความผิดวินัยอย่างร้ายแรง ฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามที่ ป.ป.ท.ชี้มูล

ป.ป.ท.ชี้มูลฐานอื่นไม่ได้-จะลงโทษต้องสอบใหม่ให้ถูกขั้นตอน

ศาลยังวางหลักสำคัญอีกประการเกี่ยวกับอำนาจของ ป.ป.ท.

ตามกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะเกิดเหตุ ป.ป.ท.มีอำนาจชี้มูลทางวินัยในส่วนที่เกี่ยวกับ การทุจริตต่อหน้าที่

แต่ไม่มีอำนาจชี้มูลทางวินัยฐานอื่น เช่น ฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง หรือฐานกระทำหรือละเว้นจนทำให้ราชการเสียหายอย่างร้ายแรง

หากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเห็นว่าพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดวินัยฐานอื่น ก็ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยขึ้นเอง ต้องแจ้งข้อกล่าวหา และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจงและนำพยานหลักฐานต่อสู้ตามขั้นตอน

แต่คดีนี้ไม่ปรากฏว่าได้ดำเนินกระบวนการดังกล่าว

การลงโทษในฐานเหล่านั้นจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน หรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ

ท้ายที่สุด ศาลปกครองสูงสุดจึงพิพากษา เพิกถอนคำสั่งเพิ่มโทษจากปลดออกเป็นไล่ออกจากราชการ รวมถึงมติ ก.ตร.ที่เพิ่มโทษ พร้อมมีข้อสังเกตให้ผู้มีอำนาจดำเนินการให้ พันตำรวจโท ส.กลับเข้ารับราชการ และคืนสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายและระเบียบ

4 บทเรียนถึงข้าราชการไทย

1. อย่าตรวจเฉพาะหลักฐานที่สนับสนุนความเชื่อของตัวเอง

เมื่อใช้อำนาจรัฐ ต้องตรวจข้อเท็จจริงทั้งสองด้าน โดยเฉพาะข้อมูลที่อาจเป็นคุณแก่ประชาชน ไม่ใช่รวบรวมเฉพาะข้อมูลที่จะนำไปสู่ผลที่เจ้าหน้าที่เชื่อไว้แล้ว

2. ทำงานไปมากแล้ว ไม่ได้แปลว่าหน้าที่ครบแล้ว

คดีนี้พนักงานสอบสวนทำงานมาแล้วหลายขั้นตอน แต่สิ่งที่ไม่ได้ตรวจกลับเป็นประเด็นสำคัญถึงขั้นทำให้อัยการสั่งสอบสวนเพิ่มเติมและนำไปสู่คำสั่งไม่ฟ้อง

3. “บกพร่อง” กับ “ทุจริต” ต้องแยกให้ออก

ข้าราชการทำงานผิดพลาดหรือละเลยอาจต้องรับผิดทางวินัย แต่การกล่าวหาว่า “ทุจริต” ต้องพิสูจน์องค์ประกอบให้ครบ โดยเฉพาะเจตนาที่มุ่งให้ตนเองหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ที่มิควรได้

4. ผู้บังคับบัญชาก็ต้องใช้อำนาจตามขั้นตอน

แม้เห็นว่าข้าราชการทำผิด ก็ไม่สามารถข้ามกระบวนการสอบสวนได้ การแจ้งข้อกล่าวหา การเปิดโอกาสให้ชี้แจง และการต่อสู้ด้วยพยานหลักฐาน เป็นหลักประกันความเป็นธรรมที่รัฐต้องเคารพ

บทสรุป

คดีนี้จึงเป็นบทเรียนสองด้านในเวลาเดียวกัน

ด้านแรก เจ้าหน้าที่รัฐต้องทำหน้าที่อย่างรอบด้านและเป็นธรรม โดยเฉพาะเมื่อข้อมูลที่อยู่ตรงหน้าอาจกระทบต่อสิทธิ เสรีภาพ หรืออนาคตของประชาชน

อีกด้านหนึ่ง รัฐเองก็ต้องเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ การจะลงโทษใครถึงขั้นปลดหรือไล่ออกจากราชการ ต้องมีทั้งข้อเท็จจริง องค์ประกอบความผิด อำนาจตามกฎหมาย และกระบวนการที่ถูกต้อง

เพราะ “ทำหน้าที่บกพร่อง” อาจเป็นความผิด แต่ไม่สามารถกระโดดข้ามไปเป็น “ทุจริต” ได้ทันที

และไม่ว่าจะเป็นการสอบสวนประชาชน หรือการสอบสวนข้าราชการด้วยกันเอง หลักเดียวที่รัฐต้องยึดไว้คือ

“ตรวจข้อเท็จจริงให้ครบ ฟังทั้งสองด้าน และใช้อำนาจตามกฎหมาย”

เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น

อ่านเรื่องก่อนหน้านี้

@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก

@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?

@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?

@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?

@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก

@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?

@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน

@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม

@ บทเรียน ขรก.ไทย (15) ขาดงาน 18 วัน อ้างป่วย-ทำภารกิจ สุดท้ายถูกปลดออก

@ บทเรียน ขรก.ไทย (16) ก่อสร้างไม่ตรงแบบ แต่ชาวบ้านต้องการ ไล่ออกได้ไหม?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (17) ย้ายหน่วยงานได้ แต่ความผิดในอดีตยังติดตามมา

@ บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้?

@ บทเรียนขรก.ไทย (19) เจ้าหน้าที่พัสดุมือใหม่ ทำเอกสารย้อนหลัง ระวังคุก

@บทเรียนข้าราชการไทย (20) มติ ครม. ไม่ใช่กม. แต่ใช้ลงโทษคนทุจริตได้

@บทเรียนขรก.ไทย (21) งานไม่เสร็จ สั่งจ่ายเงินก่อน ทำนายกอบต.ตกเก้าอี้

@บทเรียนข้าราชการไทย (22) 30 กันยายน 'วันมหาวิปโยค' กรรมการตรวจรับ

@บทเรียนข้าราชการไทย (23) ช่วยประชาชน งานเร่งด่วนไม่ใช่ข้ออ้างทำผิด

@บทเรียนข้าราชการไทย (24) : สิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติดสู่คำสั่งไล่ออก

@ฉบับเต็ม! บทเรียนสิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติด กลายเป็นชิงทรัพย์

แท็กที่เกี่ยวข้อง
บทเรียนข้าราชการไทย
ไม่ไปตรวจจุดเกิดเหตุ

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิด 90 ชื่อ บ.ย.ส.31! ผู้พิพากษา-บิ๊กตร.-นายพล-ซีอีโอบริษัทใหญ่เพียบ
เปิด 90 ชื่อ บ.ย.ส.31! ผู้พิพากษา-บิ๊กตร.-นายพล-ซีอีโอบริษัทใหญ่เพียบ