News Logo
หน้าแรก
บทเรียนข้าราชการไทย (24) : สิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติดสู่คำสั่งไล่ออก

บทเรียนข้าราชการไทย (24) : สิบตำรวจเอก ล่อซื้อยาเสพติดสู่คำสั่งไล่ออก

19 ก.ย. 2569 08:13
ผู้ชม 260 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

"..ศาลอาญายกฟ้อง ไม่ได้แปลว่าความผิดวินัยหายไปด้วย ท้ายที่สุด คดีนี้ให้บทเรียนง่าย ๆ แต่สำคัญกับคนทำงานราชการว่า “ทำเพื่อราชการ” อย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้ถูกกฎหมาย ถูกอำนาจ ถูกหน้าที่ ถูกขั้นตอน และมีหลักฐานตรวจสอบได้..."

คดีนี้ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำคัญสำหรับข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐว่า การทำงานโดยอ้างว่าเป็น “หน้าที่ราชการ” หรือเป็น “เรื่องเร่งด่วน” ไม่ได้หมายความว่าจะข้ามกฎหมาย ระเบียบ หรือคำสั่งของผู้บังคับบัญชาได้

ยิ่งเป็นเจ้าหน้าที่ซึ่งมีอำนาจจับกุม ตรวจค้น หรือใช้อาวุธ การปฏิบัติหน้าที่ยิ่งต้องมีที่มาที่ไป มีหลักฐาน และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ว่า ไปทำอะไร เพราะเหตุใด ได้รับคำสั่งจากใคร และใช้อำนาจตามกฎหมายข้อใด

กรณีนี้เกิดขึ้นกับ สิบตำรวจเอก ว. เจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งอ้างว่าออกปฏิบัติการ “ล่อซื้อยาเสพติด” แต่ไม่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชา ไม่ได้รายงานก่อนปฏิบัติหน้าที่ และไม่ได้ลงบันทึกประจำวันหรือบันทึกหมายเลขธนบัตรที่ใช้ล่อซื้อไว้เป็นหลักฐาน

ท้ายที่สุด จากภารกิจที่เจ้าตัวอ้างว่าเป็นการปราบปรามยาเสพติด กลับนำไปสู่การถูกสอบสวนทางวินัย และมีคำสั่ง ไล่ออกจากราชการ

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ แม้ต่อมาศาลในคดีอาญาจะ พิพากษายกฟ้อง และคดีถึงที่สุด แต่คำสั่งไล่ออกจากราชการยังคงอยู่ และท้ายที่สุด ศาลปกครองสูงสุดพิพากษายืน เห็นว่าคำสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการชอบด้วยกฎหมาย

จาก “ล่อซื้อยาเสพติด” กลายเป็นเรื่องใหญ่

เหตุเกิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2549 เวลาประมาณ 00.30 น. เมื่อนายอิสมาแอ หะยีดอเลาะ เดินทางไปสถานบริการแห่งหนึ่งในจังหวัดยะลา

ตามข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองสูงสุดรับฟังจากการสอบสวนทางวินัย ขณะที่นายอิสมาแอลงจากรถ สิบตำรวจเอก ว. วิ่งออกมาและใช้อาวุธปืนจี้ที่ศีรษะ นายอิสมาแอจึงวิ่งหนี สิบตำรวจเอก ว. ยิงปืนขึ้นฟ้าหลายนัด ก่อนวิ่งไล่ตามไป เมื่อทันกันได้สั่งให้นอนคว่ำ ใช้เท้าเหยียบบริเวณแผ่นหลัง และให้ตำรวจอีกนายตรวจค้นตัว

แต่การตรวจค้นครั้งนั้น ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย

จากนั้นมีการเอากระเป๋าเงินของนายอิสมาแอไป ก่อนที่ตำรวจสายตรวจ สภ.เมืองยะลา จะเดินทางมาถึง นายอิสมาแอจึงแจ้งความร้องทุกข์ จนนำไปสู่การดำเนินคดีอาญา

เจ้าตัวอ้าง “ล่อซื้อยาเสพติด”

สิบตำรวจเอก ว. ต่อสู้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการปฏิบัติหน้าที่ล่อซื้อยาเสพติด หลังได้รับข้อมูลจากสายข่าว และเป็นเหตุการณ์เร่งด่วนจึงไม่สามารถดำเนินการตามขั้นตอนปกติได้

แต่เมื่อตรวจสอบลึกลงไป กลับพบปัญหาสำคัญหลายจุด

ผู้บังคับบัญชาให้ข้อมูลว่า หน้าที่ที่มอบหมายให้สิบตำรวจเอก ว. คือรับผิดชอบหมวดจักรยานยนต์ ทำหน้าที่พนักงานวิทยุ และเข้าเวรรักษาความปลอดภัยของหน่วย ไม่ได้รับมอบหมายให้ทำงานชุดการข่าวหรือชุดป้องกันและปราบปรามยาเสพติด

ที่สำคัญ สิบตำรวจเอก ว. เองก็ยอมรับว่าไม่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้ไปจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อีกทั้งก่อนออกปฏิบัติการก็ไม่ได้จัดทำสำเนาภาพถ่ายเอกสาร ไม่ได้ลงบันทึกหมายเลขธนบัตรที่จะใช้ล่อซื้อ และไม่ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

นี่จึงกลายเป็นจุดสำคัญของคดี

เพราะหากเป็นปฏิบัติการล่อซื้อยาเสพติดจริง ตามปกติย่อมต้องมีการเตรียมการและวางแผนอย่างรอบคอบ ทั้งเพื่อความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่และเพื่อเก็บพยานหลักฐานสำหรับดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด

อ้าง “งานด่วน” ศาลชี้ ไม่ใช่เหตุให้ทำโดยพลการ

ประเด็นนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ข้าราชการทุกคนควรอ่าน

สิบตำรวจเอก ว. อ้างว่า แม้ไม่ได้รับมอบหมายโดยตรง แต่ตำรวจมีอำนาจหน้าที่ทั่วไปในการรักษาความสงบเรียบร้อยและจับกุมผู้กระทำผิดอยู่แล้ว เมื่อได้รับแจ้งจากสายลับว่าจะมีการซื้อขายยาเสพติด จึงถือเป็น “กรณีเร่งด่วน” ทำให้ไม่ได้ลงบันทึกประจำวันและไม่ได้รายงานผู้บังคับบัญชาก่อน

แต่ศาลปกครองสูงสุดไม่รับฟังข้อต่อสู้นี้

ศาลเห็นว่า แม้จะได้รับรายงานจากสายลับว่าจะมีการล่อซื้อยาเสพติดก็ตาม แต่สถานการณ์ดังกล่าว ไม่ใช่การกระทำผิดซึ่งหน้าที่ในลักษณะที่เร่งด่วนจนสามารถยกเว้นขั้นตอน และปล่อยให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการโดยพลการโดยไม่ได้รับมอบหมายหรือไม่แจ้งผู้บังคับบัญชาได้

พูดเป็นภาษาชาวบ้านง่าย ๆ คือ

“งานด่วน ไม่ได้แปลว่าอยากทำอะไรก็ทำได้”

ยิ่งเป็นงานที่ต้องใช้อำนาจกับประชาชน ต้องตรวจค้น จับกุม หรือใช้อาวุธ เจ้าหน้าที่ยิ่งต้องสามารถชี้แจงได้ว่าใช้อำนาจจากไหน ได้รับคำสั่งอย่างไร และมีหลักฐานอะไรยืนยันว่ากำลังปฏิบัติราชการจริง

ไม่ลงบันทึกเรื่องเล็กหรือ? คดีนี้ตอบชัดว่าไม่เล็ก

อีกจุดหนึ่งที่ดูเหมือนเป็นเรื่องเอกสารธรรมดา แต่กลับกลายเป็นประเด็นสำคัญ คือ “บันทึกประจำวัน”

การล่อซื้อยาเสพติดต้องมีการเตรียมหลักฐาน เช่น สำเนาหรือภาพถ่ายเอกสาร บันทึกหมายเลขธนบัตรที่จะนำไปใช้ล่อซื้อ รวมถึงการลงบันทึกประจำวันเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน

แต่คดีนี้ไม่มีหลักฐานดังกล่าว

ศาลเห็นว่าพฤติการณ์เช่นนี้ “ผิดวิสัย” ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่จะทำการล่อซื้อยาเสพติด เพราะงานลักษณะนี้ต้องเตรียมการและวางแผนให้รอบคอบ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้เพียงพอสำหรับดำเนินคดีผู้กระทำผิด

ดังนั้น บันทึกประจำวันจึงไม่ใช่แค่ “งานกระดาษ”

แต่มันคือหลักฐานว่า วันนั้นเจ้าหน้าที่ไปทำอะไร ทำในฐานะอะไร และทำตามหน้าที่ราชการจริงหรือไม่

ตรวจไม่พบยา แต่มีการยิงปืน-เหยียบหลัง

ศาลยังพิจารณาพฤติการณ์ขณะตรวจค้นประกอบด้วย

สิบตำรวจเอก ว. ใช้อาวุธปืนข่มขู่ ยิงปืนขึ้นฟ้า บังคับให้นายอิสมาแอนอนคว่ำ ใช้เท้าเหยียบบริเวณแผ่นหลังแล้วตรวจค้นตัว แต่กลับ ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย และไม่ปรากฏพฤติการณ์ที่แสดงว่ามีการซื้อขายยาเสพติด

ศาลจึงเห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีใจความสำคัญว่า เมื่อผู้กระทำเป็น เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีหน้าที่รักษากฎหมาย แต่กลับกระทำการโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายเสียเอง พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง อันเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง

ผลทางวินัยจึงรุนแรงถึงขั้น ปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ

จุดหักมุม : คดีอาญาศาล “ยกฟ้อง”

เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านั้น

ระหว่างกระบวนการต่อสู้เรื่องคำสั่งทางวินัย ศาลจังหวัดยะลามีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2556 ยกฟ้องคดีอาญา

ศาลอาญาเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าสิบตำรวจเอก ว. พยายามฆ่าผู้เสียหาย ไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าร่วมกับผู้อื่นชิงทรัพย์ และพยานหลักฐานไม่พอในความผิดเกี่ยวกับการพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะตามที่ฟ้อง

เมื่อคดีอาญายกฟ้อง สิบตำรวจเอก ว. จึงนำเรื่องนี้ขึ้นต่อสู้ว่า ในเมื่อศาลอาญาพิพากษายกฟ้องแล้ว ก็น่าจะหมายความว่าตนไม่ได้กระทำผิด และไม่ควรถูกลงโทษทางวินัยด้วย

แต่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ไม่ใช่เช่นนั้น

คดีอาญายกฟ้อง ไม่ได้ล้างความผิดวินัยโดยอัตโนมัติ

นี่คืออีกหนึ่งบทเรียนสำคัญมากสำหรับข้าราชการ

ศาลปกครองสูงสุดวางหลักว่า การดำเนินการทางวินัยเป็นคนละส่วนกับการดำเนินคดีอาญา

การพิจารณาทางวินัยต้องดูพยานหลักฐานจากการสอบสวนทางวินัย และพิจารณาว่าพฤติการณ์ของข้าราชการเป็นความผิดตามกฎหมายและระเบียบราชการหรือไม่ โดยไม่จำเป็นต้องรับฟังตามผลคำพิพากษาคดีอาญา

เหตุผลง่าย ๆ คือ ทั้งสองกระบวนการมีเป้าหมายต่างกัน

คดีอาญา มีเป้าหมายเพื่อนำผู้กระทำผิดอาญามาลงโทษ ซึ่งโทษอาจกระทบต่อเสรีภาพ เช่น จำคุก จึงต้องพิสูจน์ความผิดอย่างเข้มงวดจนปราศจากข้อสงสัย หากยังมีข้อสงสัย ศาลต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ส่วน คดีวินัย เป็นมาตรการควบคุมข้าราชการให้อยู่ในกฎ ระเบียบ และมาตรฐานของราชการ เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม

จึงเป็นกระบวนการที่ แยกออกจากกันอย่างชัดเจน

พูดง่าย ๆ คือ

“ศาลอาญายกฟ้อง ไม่ได้แปลว่าความผิดวินัยหายไปด้วย”

ท้ายที่สุด คดีนี้ให้บทเรียนง่าย ๆ แต่สำคัญกับคนทำงานราชการว่า

“ทำเพื่อราชการ” อย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้ถูกกฎหมาย ถูกอำนาจ ถูกหน้าที่ ถูกขั้นตอน และมีหลักฐานตรวจสอบได้

เพราะบางครั้งสิ่งที่ข้าราชการมองว่าเป็นเพียงการ “ข้ามขั้นตอนเล็กน้อยเพราะงานด่วน” อาจกลายเป็นประเด็นใหญ่เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นมา

และคดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนที่สุดว่า แม้ท้ายที่สุดคดีอาญาจะยกฟ้อง แต่หากข้อเท็จจริงในทางวินัยรับฟังได้ว่าการปฏิบัติราชการฝ่าฝืนกฎหมายและระเบียบ ผลทางวินัยก็ยังเดินต่อได้

สำหรับสิบตำรวจเอก ว. ปลายทางของเรื่องนี้จึงจบลงที่ คำสั่งไล่ออกจากราชการที่ศาลปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่าชอบด้วยกฎหมาย และพิพากษายืน

เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น

อ่านเรื่องก่อนหน้านี้

@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก

@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?

@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?

@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?

@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก

@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?

@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน

@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม

@ บทเรียน ขรก.ไทย (15) ขาดงาน 18 วัน อ้างป่วย-ทำภารกิจ สุดท้ายถูกปลดออก

@ บทเรียน ขรก.ไทย (16) ก่อสร้างไม่ตรงแบบ แต่ชาวบ้านต้องการ ไล่ออกได้ไหม?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (17) ย้ายหน่วยงานได้ แต่ความผิดในอดีตยังติดตามมา

@ บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้?

@ บทเรียนขรก.ไทย (19) เจ้าหน้าที่พัสดุมือใหม่ ทำเอกสารย้อนหลัง ระวังคุก

@บทเรียนข้าราชการไทย (20) มติ ครม. ไม่ใช่กม. แต่ใช้ลงโทษคนทุจริตได้

@บทเรียนขรก.ไทย (21) งานไม่เสร็จ สั่งจ่ายเงินก่อน ทำนายกอบต.ตกเก้าอี้

@บทเรียนข้าราชการไทย (22) 30 กันยายน 'วันมหาวิปโยค' กรรมการตรวจรับ

@บทเรียนข้าราชการไทย (23) ช่วยประชาชน งานเร่งด่วนไม่ใช่ข้ออ้างทำผิด

แท็กที่เกี่ยวข้อง
บทเรียนข้าราชการไทย
ล่อซื้อยาเสพติดสู่คำสั่งไล่ออก



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

คดีทุจริตเงินเทศฯ กุดดู่! ถึงคิว 'อธิปัตย์'อดีตปลัดฯ โดนคุก14 ปี 42 ด.
คดีทุจริตเงินเทศฯ กุดดู่! ถึงคิว 'อธิปัตย์'อดีตปลัดฯ โดนคุก14 ปี 42 ด.