"...กรณีนี้มีการตรวจสอบพบพิรุธการเปิดช่องให้รายงานอัตราว่างเพิ่มเติมภายหลังได้ ทำให้จำนวนตำแหน่งที่ใช้รองรับการบรรจุเปลี่ยนแปลงไป กสถ. ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าใช้อำนาจเกินหน้าที่ รวมไปถึง ระบบตรวจสอบตำแหน่งว่างของ อปท. ยังมีช่องโหว่ ซึ่งช่องว่างดังกล่าวอาจเอื้อต่อการเรียกรับผลประโยชน์ เพราะเมื่อมีการขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้เป็นเวลา 2 ปี แต่การกำหนดตำแหน่งและการเรียกบรรจุไม่ได้ถูกควบคุมอย่างรัดกุม จึงเกิดช่องว่างในการนำ “การเรียกบรรจุ” มาเป็นเงื่อนไขในการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้สอบแข่งขันได้ ..."
หมายเหตุ สำนักข่าว Next News : ในการเปิดเผยรายงานผลสอบข้อเท็จจริง กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ของ คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายที่มีนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานฯ นั้น ก่อนหน้านี้ มีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญไปแล้ว 3 ส่วน คือ
1.สถานะของ นายวิน ธนพชรโภคิน หรือ นายอัศวิน โชติพนัง ผู้ต้องหาคนสำคัญในคดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568
เปิดรายงานโกงสอบปี 68 เรืองเดช แฉอธิบดีโทรหา 2 ทุ่มให้วินประสานบัญชีฯ
2.ที่มาเหตุผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง รวมไปถึงผลการตรวจสอบประเด็นแรก เกี่ยวกับความผิดปกติ ในการเพิ่มหรือแทรกรายชื่อผู้สอบผ่านข้อเขียนและรายชื่อผู้มีสิทธิเข้าสอบภาค ค (ความเหมาะสมกับตำแหน่ง/สอบสัมภาษณ์) เข้าไปในประกาศ จำนวนทั้งสิ้น 6,096 คน
เปิดรายงานโกงสอบปี 68 (1) : แก้คะแนน Excel ผู้สมัครทุจริตโผล่ 5,924 คน
3.Timeline เหตุการณ์สำคัญของปมทุจริตสอบท้องถิ่น ปี 2568 รวมระยะเวลาเกือบ 4 ปี
เปิดรายงานโกงสอบปี 68 (2) :Timelineเกือบ 4 ปี ถึงวันบุกค้น บ.จ่าพิชิต

สำหรับข้อมูลใหม่ ในตอนนี้ จะขอนำเสนอการวิเคราะห์ บทสรุปและข้อเสนอแนะที่คณะทำงานฯ กำหนดกรอบแนวคิดในการตรวจสอบออกเป็น 2 กรอบใหญ่ ในเรื่องการสำรวจตำแหน่งหรืออัตราว่างเพื่อขอรับการจัดหาและการเรียกบรรจุ และการจัดสอบแข่งขัน
โดยในส่วนการสำรวจตำแหน่งและอัตราว่างเพื่อขอรับการจัดหาและการเรียกบรรจุ ซึ่งพบข้อมูลสำคัญหลายประการ อาทิ การกำหนดอัตราว่างเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา เพราะการสอบแข่งขันควรมีตำแหน่งและอัตราว่างที่ชัดเจนเป็นฐานในการเปิดรับสมัคร แต่กรณีนี้มีการตรวจสอบพบพิรุธการเปิดช่องให้รายงานอัตราว่างเพิ่มเติมภายหลังได้ ทำให้จำนวนตำแหน่งที่ใช้รองรับการบรรจุเปลี่ยนแปลงไป กสถ. ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่าใช้อำนาจเกินหน้าที่ รวมไปถึง ระบบตรวจสอบตำแหน่งว่างของ อปท. ยังมีช่องโหว่ ซึ่งช่องว่างดังกล่าวอาจเอื้อต่อการเรียกรับผลประโยชน์ เพราะเมื่อมีการขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้เป็นเวลา 2 ปี แต่การกำหนดตำแหน่งและการเรียกบรรจุไม่ได้ถูกควบคุมอย่างรัดกุม จึงเกิดช่องว่างในการนำ “การเรียกบรรจุ” มาเป็นเงื่อนไขในการเรียกรับผลประโยชน์จากผู้สอบแข่งขันได้
แต่ประเด็นสำคัญที่สุด คือ การตรวจสอบพบว่า อปท. ที่ไม่ได้รายงานตำแหน่งและอัตราว่างมาตั้งแต่ต้น สามารถเข้ามาเรียกผู้สอบแข่งขันได้จากบัญชีภายหลังได้ถึง 3,155 อัตรา ขณะที่ อปท. ที่รายงานตำแหน่งและอัตราว่างไว้ตั้งแต่แรกยังเรียกบรรจุไม่ครบ จึงกลายเป็น จุดพิรุธสำคัญของกระบวนการ ว่าเหตุใดตำแหน่งที่ไม่ได้อยู่ในฐานเดิมจึงสามารถเข้ามาใช้บัญชีเดียวกันเพื่อเรียกบรรจุได้
ปรากฏรายละเอียดสำคัญผลการตรวจสอบสำคัญเกี่ยวกับการสำรวจตำแหน่งหรืออัตราว่างเพื่อขอรับการจัดหาและการเรียกบรรจุ
ข้อเท็จจริง
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยการรวบรวมข้อมูลหลักฐานด้วยวิธีการเรียกหรือเชิญบุคคลมาให้ถ้อยคำ รวมถึงให้จัดส่งเอกสารและพยานวัตถุ (พยานหลักฐานทางดิจิทัล) มาประกอบการพิจารณา พบว่า ในกระบวนการสำรวจตำแหน่งและอัตราว่างเพื่อขอรับการจัดหาและการเรียกบรรจุ มีขั้นตอน คือ
สถ. ในฐานะสำนักงานของ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. สำรวจตำแหน่งและอัตราว่างของ อปท.
สถ. รายงานผลการสำรวจให้ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. พิจารณาเห็นชอบ
เมื่อ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เห็นชอบแล้ว ให้ กสถ. ดำเนินการสอบแข่งขันในตำแหน่งและอัตราว่างนั้น
กสถ. ประกาศรายชื่อผู้สอบแข่งขันได้และขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้
อปท. ที่รายงานตำแหน่งและอัตราว่างให้ กสถ. ดำเนินการจัดสอบแข่งขัน เรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้จนครบ
อปท. ที่ไม่ได้รายงานตำแหน่งและอัตราว่างตั้งแต่แรก สามารถเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้ภายหลังจาก อปท. ตามข้อ 5) ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว
บัญชีผู้สอบแข่งขันได้มีอายุ 2 ปี
การกำหนดอัตราว่างเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหา
สำหรับการจัดสอบแข่งขันข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 ครั้งนี้ มีข้อเท็จจริงสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2565 สถ. เริ่มการสำรวจตำแหน่งและอัตราว่างของ อปท. และในการประชุมของ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ครั้งที่ 6/2565 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 มีมติเห็นชอบในหลักการและมอบหมายให้ กสถ. ดำเนินการจัดสอบแข่งขันบุคคลเพื่อเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่นตามที่ อปท. ทั่วประเทศร้องขอ ซึ่งในขณะนั้นยังไม่ปรากฏตัวเลขการร้องขอตำแหน่งและอัตราว่างแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม พบข้อเท็จจริงเพิ่มเติมอีกว่า ที่ประชุม ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ในครั้งนี้ยังได้อนุมัติหลักการให้กับ กสถ. ไว้ว่า หากมีรายงานขอให้ กสถ. ดำเนินการสอบแข่งขันในตำแหน่งอื่นหรือรายงานอัตราว่างเพิ่มเติมก่อนมีการประกาศรับสมัคร ให้ กสถ. สามารถดำเนินการสอบแข่งขันในตำแหน่งดังกล่าวได้ ซึ่งต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงในการประชุมของ กสถ. ครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2566 (ปรากฏตามเอกสารประกอบผนวก ค เล่ม 2 รายงานการประชุม หน้า 64) สถ. ได้รายงานตำแหน่งและอัตราว่างที่ได้รับการร้องขอจาก อปท. จำนวน 65 ตำแหน่ง 4,010 อัตรา (เป็นการสำรวจถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2566)
ต่อมาปรากฏข้อเท็จจริงเป็นลำดับถึงการสำรวจตำแหน่งและอัตราว่างที่ได้รับการร้องขอจาก อปท. ให้ กสถ. จัดสอบแข่งขัน โดยปรากฏอยู่ในการประชุมของ กสถ. ครั้งที่ 2/2566 เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2566 ตัวเลขตำแหน่งและอัตราว่างเพิ่มขึ้นเป็น 81 ตำแหน่ง 4,046 อัตรา
การประชุม กสถ. ครั้งที่ 3/2566 เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2566 ขยับเพิ่มเป็น 88 ตำแหน่ง 5,247 อัตรา
จนกระทั่งการประชุม กสถ. ครั้งที่ 5/2567 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 ยอดที่ได้รับการร้องขอขยับสูงสุดเป็น 104 ตำแหน่ง 9,492 อัตรา และท้ายที่สุดก่อนการประกาศรับสมัคร ปรากฏในการประชุม กสถ. ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 (ปรากฏตามเอกสารประกอบผนวก ค เล่ม 2 รายงานการประชุม หน้า 1) มีการปรับลดจำนวนตำแหน่งและอัตราว่างที่ อปท. ทั่วประเทศร้องขอให้รับสมัครสอบแข่งขัน มีลดลงเหลือ 104 ตำแหน่ง จำนวน 8,548 อัตรา
มีการเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้ไปแล้ว จำนวน 3 รอบ
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจัดสอบแข่งขันเสร็จสิ้น ได้มีการประกาศผลสอบ เรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้และขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ไว้ จำนวน 55,193 ราย และพบว่ามีการเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้ไปแล้ว จำนวน 3 รอบ รวมจำนวนทั้งสิ้น 15,520 ราย เกินกว่าตำแหน่งและอัตราว่างที่ อปท. ทั่วประเทศแจ้งขอให้ กสถ. จัดสอบแข่งขันและปรากฏอยู่ในประกาศรับสมัครถึง 6,972 อัตรา ซึ่งเป็นกรณีที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่ง
แม้ว่าในทางปฏิบัติจะมีตำแหน่งและอัตราว่างเกิดขึ้นได้เสมอ เนื่องจากมีการเกษียณอายุราชการหรือการโอนย้ายของข้าราชการส่วนท้องถิ่น แต่เมื่อเปรียบเทียบตำแหน่งและอัตราว่างที่สำรวจมาก่อนหน้านี้ ในช่วงแรก ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน 2565 ถึงวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นเวลา 2 ปี 8 เดือน มีตำแหน่งและอัตราว่างที่ร้องขอให้ กสถ. จัดสอบแข่งขัน 8,548 อัตรา
แต่ช่วงที่ 2 คือ นับจากวันประกาศรับสมัคร คือวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2568 ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2569 เป็นเวลา 1 ปี 1 เดือน โดยในห้วงเวลาเพียง 1 ปีเศษ มีตำแหน่งและอัตราว่างของ อปท. ทั่วประเทศ และต้องการกำลังพลเพิ่มขึ้นถึง 6,972 อัตรา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่ง
การวิเคราะห์ในกระบวนงานการสำรวจตำแหน่งและอัตราว่างเพื่อขอรับการจัดหาและการเรียกบรรจุ
จากการศึกษาและตรวจสอบหลักกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการจัดหาบุคลากรใน อปท. นั้น พบว่ามีสาระสำคัญที่ปรากฏอยู่ใน พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 ม. 17 (5), 24, 26 และ ม. 35 วางหลักเกณฑ์ไว้ทำนองเดียวกัน คือ ให้ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. กำหนดมาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการคัดเลือก การบรรจุและแต่งตั้ง การย้าย การโอน การรับโอน การเลื่อนระดับ และการเลื่อนขั้นเงินเดือน แต่ในการจ่ายเงินเดือน ประโยชน์ตอบแทนอื่น และเงินค่าจ้างของข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่นและลูกจ้างที่นำมาจากเงินรายได้ อปท. แต่ละแห่งจะกำหนดสูงกว่าร้อยละ 40 ของเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีไม่ได้
สำหรับวิธีการในการจัดหาบุคคลของ อปท. ปรากฏอยู่ในคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 8/2560 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารงานส่วนบุคคลท้องถิ่น ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2560 ข้อ 1 ที่กำหนดให้ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. มีอำนาจหน้าที่ในการจัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการส่วนท้องถิ่นหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น แทน อปท. และให้มีคณะกรรมการกลางการสอบแข่งขันพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือที่เรียกว่า กสถ. ซึ่ง ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เป็นผู้แต่งตั้งขึ้นตามมาตรฐานทั่วไป
ซึ่งต่อมา ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. มีประกาศ เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560 โดยในข้อ 5, 8-11, 20-22 และ 24 กำหนดให้ กสถ. เป็นผู้ดำเนินการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยจัดสอบเองหรืออาจให้มหาวิทยาลัยที่ได้รับคัดเลือกเป็นผู้จัดสอบภายใต้การกำกับดูแลของ กสถ. ก็ได้
โดยขั้นตอนของการจัดสอบต้องเริ่มจาก สถ. ในฐานะสำนักงาน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. สำรวจตำแหน่งและอัตราว่างของ อปท. พร้อมทั้งรายงานให้ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. พิจารณาเห็นชอบให้ กสถ. ดำเนินการสอบแข่งขันในตำแหน่งว่างและอัตราว่างนั้นต่อไป ภายหลังเมื่อจัดสอบเสร็จสิ้น ให้ประกาศขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ของ กสถ. ไว้ไม่เกิน 2 ปี และให้ อปท. นำไปใช้ในการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการหรือพนักงานท้องถิ่นในตำแหน่งที่สอบแข่งขันได้
อปท. มิได้รายงานตำแหน่งว่างมาตั้งแต่แรก
สำหรับ อปท. ที่มิได้รายงานตำแหน่งว่างมาตั้งแต่แรกนั้น ให้ อปท. เหล่านั้นใช้บัญชีดังกล่าวสำหรับการบรรจุแต่งตั้งได้ภายหลังจาก อปท. ที่รายงานตำแหน่งว่างให้ กสถ. จัดสอบแข่งขันได้ใช้บัญชีดังกล่าวเพื่อบรรจุแต่งตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว
จากหลักกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้อง พบว่าแท้จริงแล้วอำนาจการจัดสอบแข่งขันข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นนั้นเป็นอำนาจของ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ตามคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 8/2560 แต่ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ได้แต่งตั้ง กสถ. ขึ้นตามมาตรฐานทั่วไป และกำหนดให้ กสถ. มีหน้าที่และอำนาจในการจัดสอบแข่งขัน โดยมีขั้นตอนการปฏิบัติกำหนดไว้เป็นลำดับ ตั้งแต่การสำรวจตำแหน่งจนถึงการขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้และการใช้บัญชีเพื่อเรียกบรรจุ
เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่ได้จากการตรวจสอบ พบว่า ในขั้นตอนการสำรวจตำแหน่งและอัตราว่าง อปท. ทั่วประเทศของ สถ. เพื่อรายงานให้ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. พิจารณาเห็นชอบให้ กสถ. ดำเนินการสอบแข่งขันในตำแหน่งและอัตราว่างต่อไปนั้น มีความหมายของขั้นตอนตามเจตนารมณ์ของกฎหมายที่กำหนดให้อำนาจการจัดสอบแข่งขันเป็นของ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. แต่ให้ กสถ. ซึ่ง ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. แต่งตั้งขึ้นมาทำหน้าที่แทน โดยต้องรายงานผลการสำรวจตำแหน่งและอัตราว่าง ทั้งกรณี สถ. สำรวจเองหรือได้รับการร้องขอจาก อปท. เพื่อให้ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. พิจารณาเห็นชอบก่อนให้ กสถ. ดำเนินการจัดสอบ
แต่ในข้อเท็จจริงกรณีนี้ พบว่า ในการประชุมของ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ครั้งที่ 6/2565 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 โดยในการประชุมครั้งนั้น ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. มีมติเห็นชอบเป็นหลักการว่า หากมีการรายงานขอให้ กสถ. ดำเนินการสอบแข่งขันในตำแหน่งอื่น หรือรายงานอัตราว่างเพิ่มเติมก่อนมีการประกาศรับสมัคร ให้ กสถ. สามารถดำเนินการสอบแข่งขันในตำแหน่งดังกล่าวได้
การที่ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ได้มีมติเห็นชอบในเรื่องสำคัญที่มีขั้นตอนการปฏิบัติไว้อย่างชัดเจนไว้เป็นการล่วงหน้า ทำให้ กสถ. สามารถปรับเพิ่มหรือรวมอัตราและตำแหน่งว่าง อปท. เพิ่มเติมเข้าสู่บัญชีอัตราและตำแหน่งที่จะดำเนินการสอบแข่งขันได้จนถึงก่อนวันประกาศรับสมัคร โดยมิได้กำหนดให้ต้องเสนอเรื่องกลับเข้าสู่การพิจารณาอนุมัติของ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. อีกครั้ง
ซึ่งการดำเนินการในลักษณะดังกล่าวส่งผลให้กระบวนการกำกับดูแลและการพิจารณาของ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ในขั้นตอนการอนุมัติอัตราและตำแหน่ง ไม่สอดคล้องกับประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ข้อ 9 ที่กำหนดให้มีขั้นตอนของการรายงานผลการสำรวจและการพิจารณาให้ความเห็นชอบตำแหน่งและอัตราว่างก่อนการดำเนินการสอบแข่งขัน ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความชอบด้วยกฎหมายและธรรมาภิบาล เนื่องจากเปิดโอกาสให้มีการปรับเปลี่ยนกรอบอัตราและตำแหน่งได้ภายหลังการมีมติในหลักการได้โดยไม่ผ่านการพิจารณาซ้ำจาก ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต.
นอกจากนี้ยังพบว่า การกำหนดอัตรากำลังดังกล่าวมิได้มีการตรวจสอบความสอดคล้องระหว่างจำนวนอัตราตำแหน่งที่เปิดสอบกับภาระค่าใช้จ่ายด้านการบริหารงานบุคคลตามหลักเกณฑ์ร้อยละ 40 ตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 อย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาได้จากการประชุมของ กสถ. ครั้งที่ 5/2567 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2567 เปรียบเทียบกับการประชุมครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งมีการปรับลดจำนวนตำแหน่งและอัตราว่างที่ร้องขอลง จาก 9,492 อัตรา เหลือ 8,548 อัตรา เนื่องจาก อปท. บางแห่งเสนออัตราและตำแหน่งว่างเพื่อขอรับการจัดหาเกินเกณฑ์ร้อยละ 40 ตามมาตรา 35 แห่ง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542
อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาว่า อปท. ใดร้องขอการจัดหาบุคลากรโดยอ้างว่ามีตำแหน่งและอัตราว่าง และจะได้รับการพิจารณาเห็นชอบหรือไม่ เป็นหน้าที่และอำนาจของ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. หาใช่หน้าที่และอำนาจของ กสถ. แต่อย่างใด ในกรณีนี้ นอกจาก ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. จะละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในประกาศแล้ว กสถ. ยังปฏิบัติหน้าที่เกินขอบเขตหน้าที่และอำนาจของตน
ข้อเท็จจริงประการต่อมาพบว่า ภายหลังจากมีการประกาศผลสอบรอบสุดท้ายของ 8 ศูนย์สอบ เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 แล้ว พบว่า ในวันที่ 16-18 มีนาคม 2569 มีการเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้ครั้งแรก จำนวน 5,023 อัตรา และเมื่อศูนย์สอบภาคใต้ประกาศผลสอบรอบสุดท้ายในวันที่ 8 เมษายน 2569 แล้ว ได้มีการเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้ครั้งที่ 2 ในวันที่ 5-8 พฤษภาคม 2569 อีกจำนวน 6,680 อัตรา และครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 11-12 มิถุนายน 2569 อีกจำนวน 3,817 อัตรา รวม 3 ครั้ง มีการเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้ไปแล้ว 15,520 อัตรา และมีผู้มารายงานตัวเพื่อเข้ารับการบรรจุแต่งตั้ง จำนวน 14,988 ราย
จากข้อมูลดังกล่าวเห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเรียกบรรจุครั้งแรกในวันที่ 16-18 มีนาคม 2569 มีจำนวนเพียง 5,023 อัตรา ซึ่งยังไม่ครบถ้วนตามจำนวนที่ระบุไว้ในประกาศรับสมัคร โดยในประกาศรับสมัครระบุไว้จำนวน 8,548 อัตรา
ข้อเท็จจริงจึงยืนยันให้เห็นว่า อปท. ที่รายงานตำแหน่งว่างให้ กสถ. ดำเนินการสอบแข่งขันมาก่อนใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ยังไม่ครบถ้วน ดังนั้นแล้ว อปท. ที่ไม่ได้รายงานตำแหน่งและอัตราว่างมาตั้งแต่แรกจึงยังไม่สามารถเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้จากบัญชีดังกล่าวตามหลักเกณฑ์ในข้อ 24 แห่งประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560
แต่ในทางกลับกัน พบว่าในวันที่ 5-8 พฤษภาคม 2569 มีการเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้อีกจำนวน 6,680 อัตรา ซึ่งในครั้งนี้ เมื่อรวมกับครั้งแรกที่เรียกไป 5,023 อัตรา จึงรวมเป็น 11,703 อัตรา
แสดงว่ามี อปท. ที่ไม่ได้รายงานตำแหน่งและอัตราว่างมาตั้งแต่แรกเข้ามาเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้จากบัญชีดังกล่าว จำนวน 3,155 อัตรา ซึ่งตามหลักการไม่สามารถกระทำได้ เพราะการเรียกบรรจุของ อปท. ที่แจ้งตำแหน่งและอัตราว่างมาตั้งแต่แรกยังดำเนินการเรียกบรรจุไม่ครบถ้วน
การออกหนังสือของรองอธิบดี สถ. ถูกตั้งคำถามเรื่องอำนาจ
จากการตรวจสอบพบว่า นาย ธ. รองอธิบดี สถ. ในฐานะเลขานุการ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ทำหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท 0809.6/ว 71 ลงวันที่ 10 เมษายน 2569 ถึงประธาน ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต. จังหวัดทุกจังหวัด เรื่อง แนวทางการบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 เฉพาะศูนย์สอบภาคใต้ เขต 1 และเขต 2 และการขอใช้บัญชีกรณีต่าง ๆ
จึงมีประเด็นให้วิเคราะห์ว่า นาย ธ. สามารถกระทำการเช่นนั้นได้หรือไม่ และมีอำนาจตามกฎหมายใด ซึ่งจากการตรวจสอบข้อความในหนังสือฉบับดังกล่าวไม่พบข้อมูลว่านาย ธ.ได้กระทำการโดยอาศัยอำนาจจากมติที่ประชุม ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. หรือ กสถ. แต่อย่างใด แต่อ้างว่า
“...สถ. พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อให้การบรรจุแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้และการขอใช้บัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในกรณีต่าง ๆ เป็นไปตามประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560...”
เห็นได้ว่า มีการอ้างถึงหน่วยงาน สถ. และประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต.ฯ โดยเมื่อพิเคราะห์เนื้อหาของประกาศฉบับดังกล่าวโดยถี่ถ้วนแล้ว ไม่มีกล่าวหรืออ้างถึงอำนาจหน้าที่ของ สถ. ในการปฏิบัติตามประกาศดังกล่าวแต่อย่างใด โดยในประกาศดังกล่าวมีเพียงการกล่าวถึงอำนาจหน้าที่ของ ก.จ. ก.ท. ก.อบต. กสถ. และ สถ. ในฐานะสำนักงานของ ก.ท. ก.จ. และ ก.อบต. เท่านั้น
ดังนั้น การกล่าวอ้างของนาย ธ. ตามหนังสือดังกล่าวเป็นการกระทำที่ปราศจากอำนาจและไม่มีหน้าที่ เนื่องจากไม่ปรากฏว่าเป็นการกระทำตามมติของ ก.จ. ก.ท. หรือ ก.อบต. แต่อย่างใด
การกระทำของนาย ธ. ดังกล่าวเป็นเหตุให้ อปท. ที่ไม่ได้รายงานตำแหน่งและอัตราว่างมาตั้งแต่แรกเข้ามาเรียกบรรจุผู้สอบแข่งขันได้จากบัญชีดังกล่าวไปจำนวน 3,155 อัตรา ขัดต่อข้อ 24 แห่งประกาศ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เรื่อง มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการสอบแข่งขัน พ.ศ. 2560
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นการกำหนดตำแหน่งหรืออัตราว่างเพื่อขอรับการจัดหาจากสำนักงาน ก.พ. ได้ข้อเท็จจริงว่า หลักการให้การสอบเพื่อวัดความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.) เป็นการทดสอบเพื่อวัดคุณสมบัติและความรู้ความสามารถทั่วไปของผู้สมัคร โดยผู้ที่สอบผ่านจะได้รับหนังสือรับรองผลการสอบเพื่อนำไปใช้เป็นคุณสมบัติในการสมัครสอบแข่งขันในภาคความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง (ภาค ข.) และภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค.) ของส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐที่เปิดรับสมัคร
ดังนั้น ในขั้นตอนการสอบภาค ก. สำนักงาน ก.พ. จึงไม่มีการสำรวจหรือกำหนดอัตราตำแหน่งว่างเพื่อการบรรจุแต่งตั้ง แต่สำหรับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กำหนดให้หน่วยงานในสังกัดสำรวจและรายงานข้อมูลอัตราตำแหน่งว่างมายังกองอัตรากำลัง สำนักงานกำลังพล เพื่อรวบรวม วิเคราะห์ และเสนอขออนุมัติกรอบอัตรากำลัง รวมทั้งขออนุมัติหลักการดำเนินการสรรหาจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนเริ่มกระบวนการรับสมัครและสอบแข่งขันอย่างเป็นทางการ
โดยเมื่อได้รับอัตราและตำแหน่งว่างแล้ว จะนำไปใช้เป็นฐานในการจัดทำประกาศรับสมัครและจัดสอบแข่งขัน โดยในขั้นตอนสุดท้ายจะประกาศผลสอบผู้สอบแข่งขันได้ตามจำนวนที่ปรากฏอยู่ในประกาศรับสมัครสอบแข่งขันและลำดับสำรองอีกจำนวนหนึ่ง จากนั้นหน่วยที่ร้องขอการจัดหากำลังพลที่แจ้งตำแหน่งและอัตราว่างไว้ตั้งแต่แรกจะเรียกผู้สอบแข่งขันได้เข้ารับการบรรจุแต่งตั้งตามลำดับที่สอบได้ หากผู้สอบแข่งขันได้ไม่มารายงานตัวเพื่อเข้ารับการบรรจุแต่งตั้ง ก็จะเรียกลำดับสำรองเข้ารายงานตัวเพื่อบรรจุแต่งตั้งแทน โดยไม่มีการขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ไว้เพื่อรอการเรียกบรรจุแต่งตั้งแต่อย่างใด
ระบบตรวจสอบตำแหน่งว่างของ อปท. ยังมีช่องโหว่
ดังนั้น จากข้อเท็จจริงในกรณีของ อปท. เห็นได้อย่างชัดเจนว่า ระบบควบคุมตรวจสอบตำแหน่งว่างและอัตราว่างของ อปท. ทั่วประเทศนั้นยังไม่มีแนวทางการตรวจสอบที่ชัดเจน เป็นช่องว่างที่เอื้อประโยชน์ให้เกิดการทุจริตเรียกรับผลประโยชน์แลกกับการเรียกบรรจุแต่งตั้งจากบุคคลที่สอบแข่งขันได้และอยู่ระหว่างขึ้นบัญชี
ทั้งนี้ การกำหนดจำนวนตำแหน่งและอัตราว่างที่ใช้เป็นฐานและปรากฏในประกาศรับสมัครนั้น ในทางวิชาการจะส่งผลโดยตรงต่อการดึงดูดยอดผู้สมัครสอบให้สูงขึ้น กล่าวคือ ถ้าประกาศรับมากก็จะมีผู้สมัครมาก ทำให้ กสถ. มีโอกาสให้เลือกสรรผู้สมัครสอบในสัดส่วนที่สูงขึ้น ส่งผลให้ได้คนที่ดีที่สุดมาใช้งานตามหลักการของการจัดหาทรัพยากรมนุษย์
ความเห็นคณะทำงานฯ ในกรณีกระบวนงานการสำรวจตำแหน่งและอัตราว่างเพื่อขอรับการจัดหาและการบรรจุ
การประชุมของ ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. ครั้งที่ 6/2565 เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2565 ในวาระพิจารณาเกี่ยวกับการเปิดจัดสอบแข่งขันและมอบหมายให้ กสถ. ดำเนินการจัดสอบแข่งขัน โดยการอนุมัติเป็นหลักการล่วงหน้าให้ กสถ. ดำเนินการสอบแข่งขันในตำแหน่งอื่นหรือรายงานอัตราว่างเพิ่มเติมก่อนการประกาศรับสมัครได้ ถือได้ว่าเป็นการนำเสนอวาระการประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายเลขานุการ และเป็นการพิจารณาให้ความเห็นชอบเปิดจัดสอบและการอนุมัติหลักการล่วงหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ การที่ กสถ. ซึ่งไม่มีหน้าที่และอำนาจในการให้ความเห็นชอบตำแหน่งหรืออัตราว่างเพื่อใช้เป็นฐานในการประกาศรับสมัครสอบ แต่กลับมาใช้อำนาจดังกล่าวแทน ก.จ. ก.ท. และ ก.อบต. เหตุเกิดตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2566 - 13 กุมภาพันธ์ 2568 ล้วนเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ส่วนนาย ธ. รองอธิบดี สถ. ทำและลงนามในหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท 0809.6/ว 71 ลงวันที่ 10 เมษายน 2569 ถึงประธาน ก.จ.จ. ก.ท.จ. และ ก.อบต. จังหวัดทุกจังหวัด เรื่อง แนวทางการบรรจุและแต่งตั้งผู้สอบแข่งขันได้ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2568 เฉพาะศูนย์สอบภาคใต้ เขต 1 และเขต 2 และการขอใช้บัญชีกรณีต่าง ๆ เป็นการกระทำที่ปราศจากอำนาจและไม่ชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ แนวทางการสำรวจตำแหน่งและอัตราว่างของ สถ. ไม่มีความชัดเจนในการปฏิบัติ ไม่มีผู้บริหารของ สถ. คนใดลงมากำกับดูแลและกำชับการปฏิบัติ ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญ
ช่องว่างดังกล่าวอาจเอื้อต่อการเรียกรับผลประโยชน์
โดยในทางกลับกันพบว่า สถ. ได้จัดทำระบบสารสนเทศการบริหารงานบุคคลของ อปท. (Local Human Resource System: LHR) ไว้แล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบการบันทึกและปรับปรุงตำแหน่งและอัตราว่าง แต่ไม่ถูกนำมาใช้งานเป็นฐานในขั้นตอนการสำรวจตำแหน่งและอัตราว่าง เป็นการเพิกเฉย ละเลย หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ในเรื่องสำคัญของผู้บริหาร สถ. ซึ่งรับผิดชอบงานดังกล่าวและดำรงตำแหน่งในขณะนั้น ซึ่งการไม่กำกับดูแลขั้นตอนการสำรวจตำแหน่งและอัตราว่างของ อปท. ที่รัดกุมเคร่งครัดของ สถ. ตลอดจนการขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ไว้มีกำหนด 2 ปี ของ กสถ. ล้วนทำให้เกิดช่องว่างหรือเอื้อประโยชน์ต่อการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการเรียกบรรจุแต่งตั้งของผู้สอบแข่งขันได้ที่ถูกขึ้นบัญชีไว้ของ อปท.
**** ข้อมูลส่วนนี้ ยังไม่จบ ยังมีผลการตรวจสอบเรื่อง การจัดสอบแข่งขัน ด้วย รายละเอียดเป็นอย่างไร ติดตามตอนต่อไป
ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น




