ป.ป.ช.เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา 'อนุกูล พานิชทุนทับ' อดีตผอ.กองช่าง อบต.หนองอ้อ อ.บ้านโป่ง ราชบุรี นำดินขุดลอกคลองสาธารณะ ไปจำหน่ายโดยทุจริต ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 7 พิพากษาลงโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือน ปรับ 5 หมื่น หลังรับสารภาพ ไม่เคยรับโทษจำคุกมาก่อน-ถูกไล่ออกจากราชการ โทษจำคุก ให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายอนุกูล พานิชทุนทับ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการกองช่าง (อำนวยการท้องถิ่นระดับต้น) องค์การบริหารส่วนตำบลหนองอ้อ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี นำดินที่ได้จากการขุดลอกคลองสาธารณะ ต.หนองอ้อ อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี ไปจำหน่ายโดยทุจริต ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147, 151 , 157 และ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 172 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568
ล่าสุด เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 7 มีคำพิพากษาว่า นายอนุกูล พานิชทุนทับ จำเลย มีความผิดตามกฏหมาย ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90
จำคุก 5 ปี ปรับ 100,000 บาท
จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78
คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 50,000 บาท
พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยแล้ว ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน จำเลยวางเงินชดใช้คืนให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองอ้อ แสดงว่าสำนึกในการกระทำความผิด และจำเลยได้รับผลร้ายจากการกระทำความผิด ถูกไล่ออกจากราชการแล้ว
เห็นควรให้โอกาสจำเลยกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
จำเลยวางเงินจำนวน 132,500 บาท เพื่อชดใช้คืนให้แก่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองอ้อครบถ้วนตามคำขอในฟ้องแล้ว จึงไม่ต้องมีคำสั่งอีก ยกคำขอส่วนนี้
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช.มีการประชุมเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ได้พิจารณาแล้ว มีมติเห็นชอบในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษา
สำหรับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท





