News Logo
หน้าแรก
'โรม' เผยโกงสอบท้องถิ่นโยงนักการเมืองบิ๊กเนม ทำงานคล้ายองค์กรอาชญากรรม

'โรม' เผยโกงสอบท้องถิ่นโยงนักการเมืองบิ๊กเนม ทำงานคล้ายองค์กรอาชญากรรม

2 ก.ย. 2569 10:49
ผู้ชม 32 คน

"โรม" ชี้ขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นทำงานคล้ายองค์กรอาชญากรรม พฤติการณ์ "ปล้นชาติอย่างเป็นระบบ" ลามถึงนักการเมืองบิ๊กเนม จี้ "อนุทิน" เร่งเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง เตือนรัฐบาล "ปราบคนแฉ" เท่ากับทำลายความจริง ย้ำพร้อมลุยหา "ตัวใหญ่" เชื่ออธิการฯ มศว กุมความลับสำคัญ

สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 นายรังสิมันต์ โรม ประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน (กมธ.) สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบความไม่โปร่งใสในกรณีการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการส่วนท้องถิ่น ประจำปี 2567-2569 ก่อนที่จะเข้าประชุมว่ การทุจริตครั้งนี้เป็นการดำเนินการอย่างเป็นระบบ มีลักษณะที่คล้ายคลึงกับองค์กรอาชญากรรม ไม่ใช่เพียงแค่การกระทำผิดของข้าราชการบางคนเท่านั้น แต่กลับพบข้อมูลและหลักฐานที่ชี้ชัดว่ามีผู้เกี่ยวข้องในฝ่ายการเมือง รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง และบุคคลที่มีบทบาทสำคัญในพรรคการเมืองบางพรรคเข้ามามีส่วนร่วมในขบวนการนี้ด้วย

นายรังสิมันต์กล่าวว่า ที่ผ่านมาฝ่ายรัฐบาลพยายามให้ข้อมูลว่าไม่มีฝ่ายการเมืองใดเข้าไปเกี่ยวข้องกับการทุจริตดังกล่าว แต่ในความเป็นจริง หลักฐานและคำบอกเล่าจากพยานที่น่าเชื่อถือกลับยืนยันในทิศทางตรงกันข้ามอย่างชัดเจน ดังนั้น การที่จะพยายามจำกัดความรับผิดชอบให้จบลงที่ข้าราชการเพียงไม่กี่คนนั้น เป็นเรื่องที่ กมธ.กฎหมายฯ มองว่าไม่สามารถยอมรับได้ เพราะเท่ากับเป็นการปล่อยให้ฝ่ายการเมืองลอยนวลพ้นผิดจากความเสียหายที่เกิดขึ้น ซึ่งกมธ.กฎหมายฯ ยืนยันที่จะเดินหน้าตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ต่อไป เพื่อค้นหาความจริงว่าใครคือผู้ที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตที่แท้จริง

ประธาน กมธ.กฎหมายฯ เปิดเผยว่า กมธ.กฎหมายฯ มีข้อมูลสำคัญที่ต้องตรวจสอบเพิ่มเติม โดยประเมินว่าจำนวนฝ่ายการเมืองที่เข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้อาจมีมากกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ทำให้จำเป็นต้องเสาะแสวงหาข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าหลักการสำคัญของการทุจริตครั้งนี้ อาจจะอยู่ที่ฝ่ายการเมืองด้วยซ้ำ มิใช่เป็นแค่ในส่วนของข้าราชการ ซึ่งตนเห็นว่าการที่ฝ่ายการเมืองและข้าราชการที่ใกล้ชิดนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันในการบริหารจัดการเรื่องการสอบท้องถิ่น เป็นสิ่งที่มิควรจะเกิดขึ้น และส่อไปในทางทุจริตอย่างชัดเจน

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อถึงข้อมูลที่ระบุว่ากระบวนการทุจริตสามารถแบ่งออกเป็นสองช่วงหลัก โดยช่วงแรกคือการพยายาม "ตัดตอน" ความรับผิดชอบให้เหลือเพียงข้าราชการบางคน ทั้งที่ในความเป็นจริงมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มีการสอบสวนและชี้มูลความผิดข้าราชการหลายคนที่เกี่ยวข้อง และได้ส่งเรื่องให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้ว คำถามคือ หากนายกรัฐมนตรีไมดำเนินการใดๆ ก็จะเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทันที

ส่วนช่วงที่สองของการทุจริตนั้นเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองอย่างชัดเจน โดยย้อนกลับไปตั้งแต่ช่วงที่มหาวิทยาลัยบูรพาได้รับงานจัดการสอบ และการทุจริตได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่การยกเลิกสัญญาของมหาวิทยาลัยบูรพา และมีการจัดทำเงื่อนไขการประกวดราคา (TOR) ขึ้นมาใหม่ ซึ่งในกระบวนการนี้ มีบุคคลใกล้ชิดกับนายอนุทินเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง และตัวนายอนุทินเองก็ถูกอ้างถึงในกระบวนการยกเลิกสัญญาเพื่อ "เขี่ย" มหาวิทยาลัยบูรพาออกไปจากระบบ

นายรังสิมันต์ กล่าวอย่างย้ำว่า สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึง "กระบวนการปล้นชาติอย่างเป็นระบบ" ที่ดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและมีผู้เกี่ยวข้องในระดับสูง

กังวลความปลอดภัยพยาน: รัฐบาลปราบทุจริต หรือปราบผู้แฉ?

เมื่อถามถึงประเด็นเรื่องความปลอดภัยของพยาน โดยเฉพาะกรณีที่มหาวิทยาลัยบูรพา ซึ่งได้ส่งหนังสือขอคุ้มครองพยานที่เข้าให้ข้อมูลกับ กมธ.กฎหมายฯ นั้น นายรังสิมันต์ กล่าวแสดงความกังวลในเรื่องนี้ โดยตั้งคำถามถึงทิศทางการทำงานของรัฐบาลว่า "สิ่งที่รัฐบาลทำคือปราบทุจริต หรือปราบคนแฉทุจริต?" โดยการปล่อยให้มีการข่มขู่พยานที่ออกมาเปิดโปงการทุจริตเช่นนี้ เป็นเรื่องร้ายแรงที่ไม่ควรดำรงอยู่ในสังคม เพราะจะทำให้ไม่มีใครกล้าที่จะให้ข้อมูลอีกต่อไป และทำให้ผู้ที่ให้ข้อมูลไปแล้วรู้สึกไม่ปลอดภัย ซึ่งนี่คือจุดประสงค์ของผู้ที่ข่มขู่พยานเหล่านั้น

นายรังสิมันต์กล่าวต่อถึง "องค์กรอาชญากรรมสีน้ำเงิน" ซึ่งเป็นองค์กรที่อาจสามารถใช้อำนาจและเส้นสายในการรังแกผู้คนทั่วไปได้อย่างไม่จำกัด พร้อมเรียกร้องให้ทุกคนร่วมกันต่อสู้กับองค์กรอาชญากรรมนี้ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมในสังคม และตนขอเรียกร้องไปยังบรรดาผู้ที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นรุ่นพี่ที่เคยเรียนมาในมหาวิทยาลัยเดียวกับตนหรือผู้ที่ถูกปลูกฝังในเรื่องของความยุติธรรม ให้ร่วมกันไม่ปล่อยให้การข่มขู่พยานสำคัญเกิดขึ้นในประเทศนี้

กมธ.กฎหมายฯ มุ่งค้นหา "ตัวใหญ่" เบื้องหลัง

สำหรับการแก้ไขปัญหาภายหลังการทุจริตและการจัดการกับรายชื่อผู้ที่เกี่ยวข้อง นายรังสิมันต์ กล่าวยอมรับว่ามีบัญชีรายชื่อผู้เกี่ยวข้องและบางคนอาจได้รับการปรับคะแนน แต่ก็ยังคงเป็นห่วงว่ามาตรการเหล่านี้จะสามารถแก้ปัญหาการทุจริตได้อย่างแท้จริงหรือไม่ และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นในการสอบท้องถิ่นได้อีกหรือไม่ในอนาคต กมธ.กฎหมายฯ จึงมุ่งเน้นไปที่การตามหา "ตัวใหญ่" ที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตเป็นสำคัญ เพราะเชื่อว่าการจัดการกับผู้บงการหลักเท่านั้นที่จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ กมธ.กฎหมายฯ จะมีการหารือถึงมาตรการที่จะสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ให้ข้อมูล เพราะข้อมูลที่กมธ.กฎหมายฯ มีอยู่ในวันนี้มีความชัดเจนมาก และเชื่อว่าหน่วยงานผู้มีอำนาจโดยตรงในการให้คุณให้โทษก็น่าจะมีข้อมูลเหล่านี้ครบถ้วนแล้ว

เมื่อถามถึงการที่บริษัท ไอรีครูท จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการสอบเข้ามาให้ข้อมูล นายรังสิมันต์กล่าวว่าก็เป็นอีกช่องทางที่กมธ.กฎหมายฯ พยายามรวบรวมข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาในทุกมิติ โดยไม่เพียงแค่พิจารณากระดาษคำตอบ หรือความสัมพันธ์ของบุคคลเท่านั้น แต่จะเจาะลึกไปยังข้อมูลสำคัญอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย

อธิการบดี มศว กุมความลับสำคัญ – กมธ. เรียกแจง

ในส่วนของการเชิญมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เข้ามาชี้แจงนั้น นายรังสิมันต์ระบุว่า รอบนี้เป็นการเชิญอธิการบดีโดยตรง ซึ่งแตกต่างจากครั้งก่อนที่อธิการบดีไม่เคยมาให้ข้อมูลเลย ตนเชื่อมั่นว่า อธิการบดีเป็นหนึ่งในบุคคลที่ "กุมความลับที่สำคัญ" ของเรื่องนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย เพราะบางครั้งผู้ที่อยู่ในแวดวงการศึกษาหรือราชการ หากถูกบังคับให้ทำผิดหรือไม่สามารถทำตามเจตจำนงของตนเองได้ การให้ข้อมูลกับกมธ.กฎหมายฯ จะเป็นประโยชน์สูงสุดและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดมากที่สุด สิ่งที่กมธ.กฎหมายฯ ต้องการที่สุดไม่ใช่ข้อมูลจากผู้กระทำผิดรายเล็กรายน้อย แต่ต้องการ "ตัวใหญ่" ที่อยู่เบื้องหลังเรื่องทั้งหมดนี้

ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น  

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ทุจริตสอบท้องถิ่น



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ก.ล.ต.ออกเกณฑ์ ‘Travel Rule’คุมเข้มสินทรัพย์ดิจิทัล ป้องฟอกเงิน
ก.ล.ต.ออกเกณฑ์ ‘Travel Rule’คุมเข้มสินทรัพย์ดิจิทัล ป้องฟอกเงิน