News Logo
หน้าแรก
เส้นทางชีวิต 'นายกเฮง' นักการเมืองสายช่วยชาวบ้าน ก่อนโดนคดีสอบท้องถิ่น

เส้นทางชีวิต 'นายกเฮง' นักการเมืองสายช่วยชาวบ้าน ก่อนโดนคดีสอบท้องถิ่น

27 ส.ค. 2569 16:35
ผู้ชม 67 คน

"...ช่วงโควิด-19 ปี 2564 มีรายงานว่า นายประวิทย์ในฐานะประธานชมรมนายก อบต. จ.ศรีสะเกษ บริจาคเงินส่วนตัว 200,000 บาท สนับสนุนค่าอาหารให้แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ และระบุว่าจะสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มเติมอีกประมาณ 1 ล้านบาท ในข่าวหาเสียงปี 2566 ก็มีการนำเสนอภาพของเขาว่าเป็นคนเข้าถึงง่ายและประชาชนสามารถเข้าพบเพื่อขอความช่วยเหลือได้ ตรงนี้จึงเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของภาพทางการเมืองของ “ผู้ใหญ่เฮง” คือ นักการเมืองท้องถิ่นที่สร้างฐานจากการลงพื้นที่และการช่วยเหลือประชาชน..."

ปรากฏเป็นข่าวใหญ่ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ได้เข้าจับกุม นายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ "นายกเฮง" หรือ "ผู้ใหญ่เฮง" อายุ 62 ปี อดีตผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย และเป็นอดีตนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สำโรง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ ในข้อหาเรียกรับเงินจากประชาชน โดยอ้างว่ามีโควตาและสามารถช่วยเหลือให้สอบผ่านเข้ารับราชการท้องถิ่นได้ ทำให้มีผู้หลงเชื่อยอมจ่ายเงินเป็นจำนวนมาก แต่สุดท้ายกลับสอบไม่ผ่านและไม่ได้รับเงินคืนตามที่ตกลงไว้

การจับกุมครั้งนี้สืบเนื่องจาก นางสาวปวีณา ศรีไชยา ผู้เสียหายรายหนึ่ง ได้รับการชักชวนจาก นางนวพร ปรือปรัง อายุ 35 ปี เจ้าหน้าที่ อบต.ตองปิด จ.ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาตามหมายจับอีกราย ให้สมัครสอบบรรจุเป็นข้าราชการท้องถิ่น โดยนางนวพรอ้างว่านายประวิทย์มีโควตาสามารถช่วยให้สอบผ่านได้ ด้วยความเชื่อใจ ผู้เสียหายจึงได้จ่ายเงินให้กับผู้ต้องหาทั้งสองคนรวม 3 ครั้ง เป็นเงินทั้งสิ้น 650,000 บาท

พฤติการณ์ในคดีพบว่า ในช่วงปี 2566 นางนวพรได้ชักชวนให้ผู้เสียหายสมัครสอบบรรจุเป็นข้าราชการของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น โดยอ้างว่านายประวิทย์ได้รับโควตาและสามารถช่วยให้ได้รับการบรรจุหลายตำแหน่ง ต่อมาผู้เสียหายได้จ่ายเงินสด 100,000 บาท เพื่อจองตำแหน่งนักวิชาการศึกษา กลุ่มภาคกลาง เขต 2

โดยนายประวิทย์และนางนวพรอ้างว่าจะนำเงินไปมอบให้คณะกรรมการจัดสอบซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ

นอกจากนี้ นางนวพรยังชักชวนให้ผู้เสียหายสมัครสอบบรรจุครู สพฐ. ทำให้บิดาของผู้เสียหายจำนองที่ดินเพื่อกู้เงิน 270,000 บาท ซึ่งผู้เสียหายได้ฝากเข้าบัญชีธนาคารของนางนวพรเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2567 จากนั้น นางนวพรยังให้ผู้เสียหายสมัครสอบในตำแหน่งนักวิชาการศึกษา กลุ่มภาคกลาง เขต 2 อีกครั้ง พร้อมให้ชำระเงินแก่นายประวิทย์เพิ่มอีก 280,000 บาท รวมยอดเงินทั้งสิ้น 650,000 บาท

หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก นายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือ "นายกเฮง" หรือ "ผู้ใหญ่เฮง" เป็นใครมาจากไหน

สำนักข่าว Next News พาย้อนกลับไปดูข้อมูลกัน

@ จาก “ผู้ใหญ่เฮง” สู่การเมืองท้องถิ่น

นายประวิทย์ จารุรัชกุล หรือชื่อที่คนในพื้นที่เรียกกันว่า “ผู้ใหญ่เฮง” หรือ “นายกเฮง” เป็นชาว อ.อุทุมพรพิสัย จ.ศรีสะเกษ และมีประสบการณ์ทำงานด้านการเมืองท้องถิ่นมาเป็นเวลาหลายสิบปี

ข้อมูลข่าวในช่วงเลือกตั้งปี 2566 ระบุว่า เขาเคยดำรงตำแหน่ง กำนันตำบลสำโรง และต่อมาเป็น นายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) สำโรง หลายสมัย ทำให้มีฐานทางการเมืองและเครือข่ายในพื้นที่ค่อนข้างกว้าง

ที่น่าสนใจคือ ในการเลือกตั้งนายก อบต. ปี 2564 นายประวิทย์กลับมาลงสมัครอีกครั้งในพื้นที่ ต.สำโรง โดยเป็น ผู้สมัครหมายเลข 1 และมีผู้สมัครนายก อบต.เพียงคนเดียว ขณะที่การหาเสียงเน้นการสานต่องานเดิมและพัฒนาท้องถิ่นทั้ง 17 หมู่บ้าน

กล่าวได้ว่า ฐานของ “นายกเฮง” ไม่ได้เริ่มต้นจากการเมืองระดับประเทศ แต่เติบโตจาก การเมืองท้องถิ่นและเครือข่ายผู้นำชุมชน เป็นหลัก

@ บทบาทในสหกรณ์การเกษตร

อีกมิติหนึ่งที่น่าสนใจ คือ นายประวิทย์เคยมีบทบาทเป็น ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรอุทุมพรพิสัย จำกัด

ข้อมูลของกรมส่งเสริมสหกรณ์เมื่อปี 2563 ระบุว่า นายประวิทย์ จารุรัชกุล เป็นประธานกรรมการของสหกรณ์การเกษตรอุทุมพรพิสัย จำกัด ในขณะนั้น โดยสหกรณ์มีสมาชิกประมาณ 7,938 คน และมีทุนดำเนินงานกว่า 1,800 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจทั้งเงินฝาก สินค้าเกษตร สินเชื่อ การรวบรวมข้าวเปลือก และธุรกิจน้ำมัน

เอกสารของขบวนการสหกรณ์ในช่วงเดียวกันก็ระบุชื่อเขาในฐานะ ประธานกรรมการฯ สหกรณ์การเกษตรอุทุมพรพิสัย จำกัด เช่นกัน

จุดนี้จึงถือเป็นอีกฐานหนึ่งที่น่าสนใจในการศึกษาบทบาทของนายประวิทย์ เพราะสะท้อนว่าเขาไม่ได้มีบทบาทเฉพาะการเมืองท้องถิ่น แต่ยังเกี่ยวข้องกับ เครือข่ายภาคเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ ด้วย

@ เครือข่ายทางการเมืองในพื้นที่

ข่าวการเมืองช่วงปี 2565-2566 สะท้อนภาพว่า “ผู้ใหญ่เฮง” ถูกมองว่าเป็นนักการเมืองท้องถิ่นที่มี ฐานมวลชนและเครือข่ายผู้นำในพื้นที่ อ.อุทุมพรพิสัย ค่อนข้างมาก

เคยมีการวิเคราะห์สนามเลือกตั้งศรีสะเกษว่า นายประวิทย์เป็นนายก อบต.สำโรงหลายสมัย และมีพรรคพวก ญาติสนิทมิตรสหาย รวมถึงผู้นำหมู่บ้านและแกนนำชาวบ้านสนับสนุนจำนวนมาก

ขณะที่สื่อการเมืองหลายแห่งมองว่า การดึงนายประวิทย์เข้าสู่สนาม ส.ส. เป็นการนำ ฐานการเมืองท้องถิ่น มาต่อสู้กับฐานการเมืองของพรรคภูมิใจไทยในพื้นที่อุทุมพรพิสัย

ดังนั้น หากมองในเชิงโครงสร้างอำนาจ “นายกเฮง” จึงมีลักษณะเป็น นักการเมืองท้องถิ่นสายฐานมวลชน มากกว่านักการเมืองอาชีพจากส่วนกลาง

@ ขยับเข้าสู่สนาม “เพื่อไทย”

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 2566

วันที่ 23 มีนาคม 2566 นายประวิทย์ลาออกจากตำแหน่งนายก อบต.สำโรง เพื่อเตรียมลงสมัคร ส.ส. ในนามพรรคเพื่อไทย

ต่อมา วันที่ 5 เมษายน 2566 เขายื่นสมัคร ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 8 พรรคเพื่อไทย และได้หมายเลข 8

ที่สำคัญ เขาถูกระบุว่าเป็น ผู้สมัครคนสุดท้ายของพรรคเพื่อไทยที่ทำให้พรรคมีผู้สมัครครบทั้ง 400 เขต ในการเลือกตั้งปี 2566

ในช่วงหาเสียง นายประวิทย์ประกาศมั่นใจอย่างมาก โดยระบุว่าตนลงพื้นที่พบประชาชนมาประมาณ 1-2 ปี และรู้ปัญหาของประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะเรื่อง ปากท้อง เศรษฐกิจ และราคาข้าว

@ ผลเลือกตั้ง 2566 — แพ้ แต่ได้คะแนนสูง

การเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2566 ถือเป็นบททดสอบสำคัญของนายประวิทย์

ผลอย่างเป็นทางการในเขต 8 ศรีสะเกษ ปรากฏว่า

ผู้สมัครพรรคคะแนนอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพภูมิใจไทย42,882ประวิทย์ จารุรัชกุลเพื่อไทย34,811เฉลิมชาติ ทัพพเศรษฐโชติก้าวไกล8,158ธนกฤช จิริวภาการพลังประชารัฐ4,971

ดังนั้น นายประวิทย์ ไม่ได้รับเลือกเป็น ส.ส. แต่คะแนน 34,811 คะแนนถือว่าสูง และแพ้ผู้ชนะประมาณ 8,071 คะแนน

ประเด็นนี้สะท้อนว่า ฐานการเมืองของเขาในพื้นที่มีน้ำหนักพอสมควร แม้ไม่สามารถเอาชนะผู้สมัครภูมิใจไทยได้

@ ภาพลักษณ์ “นักการเมืองสายช่วยเหลือชาวบ้าน”

ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนายก อบต. และทำงานการเมืองท้องถิ่น มีข่าวเกี่ยวกับการช่วยเหลือประชาชนหลายครั้ง

ตัวอย่างที่ชัดคือช่วงโควิด-19 ปี 2564 มีรายงานว่า นายประวิทย์ในฐานะประธานชมรมนายก อบต. จ.ศรีสะเกษ บริจาคเงินส่วนตัว 200,000 บาท สนับสนุนค่าอาหารให้แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ และระบุว่าจะสนับสนุนอุปกรณ์ทางการแพทย์เพิ่มเติมอีกประมาณ 1 ล้านบาท

ในข่าวหาเสียงปี 2566 ก็มีการนำเสนอภาพของเขาว่าเป็นคนเข้าถึงง่ายและประชาชนสามารถเข้าพบเพื่อขอความช่วยเหลือได้

ตรงนี้จึงเป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งของภาพทางการเมืองของ “ผู้ใหญ่เฮง” คือ นักการเมืองท้องถิ่นที่สร้างฐานจากการลงพื้นที่และการช่วยเหลือประชาชน

ภาพการจับกุมตัว

ภาพการจับกุมตัว

@ จุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ — คดี “วิ่งเต้นสอบท้องถิ่น”

ประเด็นล่าสุดทำให้ชื่อของนายประวิทย์กลับมาเป็นข่าวระดับประเทศอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 ออกหมายจับนายประวิทย์ ตามหมายจับที่ 56/2569

ต่อมาในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ตำรวจ บก.ปปป. เข้าจับกุมตัวได้ที่คอนโดมิเนียมย่านบางโพ กรุงเทพฯ

ข้อกล่าวหาตามหมายจับเกี่ยวข้องกับ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 143 กรณีเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อจูงใจเจ้าพนักงานหรือผู้มีอำนาจให้กระทำการหรือไม่กระทำการในหน้าที่ และมีการอ้างถึงความผิดตาม พ.ร.ป. ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 175 ด้วย ตามที่ปรากฏข่าวข้างต้น

@ คำให้การของนายประวิทย์หลังถูกจับ

หลังถูกควบคุมตัว นายประวิทย์ ปฏิเสธข้อกล่าวหา เจ้าตัวอ้างว่าไม่เกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบท้องถิ่น และมีการกล่าวถึงประเด็น ข้อความในแอปพลิเคชันไลน์ที่อาจถูกปลอมแปลง

ขณะที่ นายประวิทย์ ให้สัมภาษณ์ยืนยันว่า มีบุคคลอื่นนำไลน์จากโทรศัพท์อีกเครื่องหนึ่งของอีกบุคคลหนึ่งไปปลอมเป็นตน เพื่อใช้พูดคุยและรับเงิน พร้อมยืนยันว่า ตนไม่รู้เรื่องและไม่ได้อยู่ในขบวนการดังกล่าว รวมถึงไม่มีการรับเงินตามที่ถูกกล่าวหา และไม่มีเส้นทางการเงินโอนเข้าบัญชีของตน

ส่วนกรณีที่ตำรวจสามารถออกหมายจับได้ แสดงว่ามีหลักฐานอื่นหรือไม่ นายประวิทย์ ระบุว่า ขอชี้แจงรายละเอียดเรื่องดังกล่าวในภายหลัง

พร้อมยืนยันว่าไม่ได้กระทำผิดและไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น

ปัจจุบัน กรณีนี้ศาลยังไม่ได้มีคำพิพากษาชี้ขาด ว่ามีกระทำความผิดตามที่ถูกกล่าาวหรือไม่ นายประวิทย์ และพวก ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่ มีสิทธิ์ต่อสู้คดีในชั้นศาลได้อีก

บทสรุปสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ต้องติดตามดูกันต่อไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
ประวิทย์ จารุรัชกุล
นายกเฮง
ทุจริตสอบท้องถิ่น



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามขุดธุรกิจร้านทอง 'น้องจ่าพิชิต' เพิ่งตั้งบริษัท ก.พ.69 ทุน 4 ล้าน
ตามขุดธุรกิจร้านทอง 'น้องจ่าพิชิต' เพิ่งตั้งบริษัท ก.พ.69 ทุน 4 ล้าน