News Logo
หน้าแรก
บทเรียนข้าราชการไทย (20) มติ ครม. ไม่ใช่กม. แต่ใช้ลงโทษคนทุจริตได้

บทเรียนข้าราชการไทย (20) มติ ครม. ไม่ใช่กม. แต่ใช้ลงโทษคนทุจริตได้

22 ส.ค. 2569 09:31
ผู้ชม 585 คน

"...ศาลมองว่า มติ ครม. เป็น นโยบายหรือแนวทางในการใช้ดุลพินิจลงโทษ เพื่อให้การลงโทษข้าราชการที่กระทำผิดในลักษณะเดียวกันมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน ดังนั้น เมื่อพบว่าข้าราชการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐาน ทุจริตต่อหน้าที่ราชการผู้บังคับบัญชา ต้องนำมติ ครม. ดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาใช้ดุลพินิจ..."

เวลาข้าราชการถูกกล่าวหาว่าทุจริตหรือทำผิดวินัย สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่แค่ว่า “ทำผิดหรือไม่” แต่ยังต้องดูด้วยว่า ผู้มีอำนาจลงโทษดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายและขั้นตอนหรือไม่

ประเด็นที่น่าสนใจจากคดีนี้ คือ มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่ได้มีสถานะเป็นกฎหมายหรือกฎ แต่กลับถูกนำมาใช้ประกอบการกำหนดโทษข้าราชการ โดยเฉพาะกรณีทุจริตต่อหน้าที่

มติ ครม. เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2536 กำหนดแนวทางว่า หากข้าราชการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐาน “ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ” หรือ ละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเกิน 15 วัน ควรลงโทษ “ไล่ออกจากราชการ” และการนำเงินที่ทุจริตไปแล้วมาคืน หรือมีเหตุอื่นที่ควรปรานี ไม่ควรนำมาใช้ลดโทษจากไล่ออกเป็นปลดออก

แม้มติ ครม. ไม่ได้มีสถานะเป็นกฎหมายหรือกฎ แต่เป็นนโยบายหรือแนวทางที่ผู้บังคับบัญชาต้องนำมาประกอบการใช้ดุลพินิจในการลงโทษทางวินัย

@ที่มาคดีนี้

ตัวอย่างสำคัญคดีนี้ เป็นเรื่องของ นาย ส. ซึ่งขณะเกิดเหตุรับราชการเป็นปลัดอำเภอที่อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย และได้รับมอบหมายให้เกี่ยวข้องกับโครงการของอำเภอ รวมทั้งเป็นกรรมการตรวจรับพัสดุ

ต่อมาสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบพบปัญหาเกี่ยวกับเอกสารการเบิกจ่ายเงิน โดยมีการกล่าวหาว่า เอกสารบางส่วนเป็นเท็จ และมีการลงลายมือชื่อตรวจรับพัสดุไม่ตรงกับข้อเท็จจริง

เรื่องจึงถูกส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวน

ป.ป.ช. มีมติชี้มูลนาย ส. ทั้งในส่วนความผิดอาญาและความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง โดยหนึ่งในฐานความผิดสำคัญคือ “ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ”

จากนั้น ป.ป.ช. ส่งสำนวนและเอกสารหลักฐานให้กรมการปกครอง ซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัด และต่อมา อ.ก.พ. กระทรวงมหาดไทย มีมติให้ลงโทษ ไล่นาย ส. ออกจากราชการ

นาย ส. ไม่เห็นด้วย จึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองสูงสุด

@ นาย ส. ต่อสู้อย่างไร?

ประเด็นที่นาย ส. ยกขึ้นต่อสู้มีหลายเรื่อง แต่ใจความสำคัญคือ

“ผมไม่ได้เป็นคนควบคุมโครงการทั้งหมด และไม่ได้มีเจตนาทุจริต”

นาย ส. อ้างว่า โครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุมของนายอำเภอ ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรง ขณะที่ตนเองเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและต้องปฏิบัติตามคำสั่ง

ส่วนการลงนามตรวจรับพัสดุ นาย ส. อ้างว่าได้รับการยืนยันจากผู้เกี่ยวข้องว่าพัสดุถูกตรวจสอบและส่งมอบครบแล้ว จึงลงนามตามเอกสาร

นอกจากนี้ยังอ้างว่า ตนเองไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการ และไม่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ

อีกประเด็นหนึ่งที่นาย ส. ต่อสู้คือ หากการกระทำของตนไม่ใช่ “ทุจริตต่อหน้าที่” จริง ป.ป.ช. จะมีอำนาจชี้มูลความผิดทางวินัยในฐานดังกล่าวหรือไม่ และเมื่อ ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว หน่วยงานต้นสังกัดสามารถนำผลดังกล่าวไปลงโทษทันทีได้หรือจำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนใดเพิ่มเติม

@ แล้วศาลมองอย่างไร?

ศาลปกครองสูงสุด พิจารณาแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า

1. เป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องรับผิด

ศาลไม่รับฟังข้ออ้างที่ว่า นาย ส. เป็นเพียงผู้ใต้บังคับบัญชาและต้องทำตามคำสั่งของนายอำเภอ

เพราะจากข้อเท็จจริง นาย ส. เป็นผู้เสนอโครงการ ขอแก้ไขโครงการ และได้รับแต่งตั้งเป็น ประธานกรรมการตรวจรับพัสดุ

เมื่อได้รับหน้าที่นี้แล้ว นาย ส. ย่อมมีหน้าที่ต้องตรวจสอบพัสดุให้ถูกต้องครบถ้วนตามระเบียบ

ศาลยังพิจารณาประวัติการรับราชการของนาย ส. พบว่า มีประสบการณ์ทำงานในตำแหน่งปลัดอำเภอมาหลายปี จึงย่อมมีความรู้และเข้าใจหน้าที่ของตนเองเป็นอย่างดี

ดังนั้น การเป็นลูกน้องไม่ได้ทำให้ความรับผิดชอบของเราหายไป

ถ้าได้รับมอบหมายให้ตรวจสอบเรื่องใด ก็ต้องรับผิดชอบในหน้าที่นั้น แม้จะมีผู้บังคับบัญชาเป็นคนสั่งการก็ตาม

2. มีชื่อเป็นกรรมการตรวจรับ ต้องตรวจจริง

นี่คือประเด็นสำคัญที่สุดของคดี

ศาลเห็นว่า เมื่อ นาย ส. เป็นประธานกรรมการตรวจรับพัสดุ ก็มีหน้าที่ตรวจรับพัสดุให้ถูกต้องครบถ้วนตามหลักฐานและข้อตกลง

หากพบว่าพัสดุไม่ตรงตามสัญญาหรือข้อตกลง ก็ต้องรายงานผู้บังคับบัญชาหรือเจ้าหน้าที่พัสดุเพื่อดำเนินการต่อ

แต่ข้อเท็จจริงที่ศาลรับฟังคือ นาย ส. กลับลงชื่อในเอกสารการตรวจรับพัสดุและการจ้างตามที่ผู้บังคับบัญชานำมาให้ โดยไม่ได้ทักท้วงหรือเสนอให้ตรวจสอบการดำเนินการที่ไม่ถูกต้อง

อย่าลงชื่อเพียงเพราะมีคนบอกว่า “ตรวจแล้ว”

โดยเฉพาะเอกสารเกี่ยวกับเงินงบประมาณ การจัดซื้อจัดจ้าง และการตรวจรับพัสดุ

ถ้าเราเป็นคนลงชื่อรับรอง เราต้องสามารถตอบได้ว่า “ตรวจอะไร ตรวจอย่างไร และตรวจจริงหรือไม่?”

3. ไม่ได้เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีความผิด

นาย ส. อ้างว่าไม่ปรากฏว่าตนเองได้รับเงินจากการเบิกจ่ายงบประมาณ และไม่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ

แต่ศาลเห็นว่า ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่า นาย ส. เอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองหรือไม่เพียงอย่างเดียว

แม้จะไม่ได้รับเงินโดยตรง แต่หากการกระทำของตนเองเป็นการช่วยให้บุคคลอื่นได้รับเงินหรือประโยชน์ที่ไม่ควรได้ ก็อาจถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้ผู้อื่น

“ไม่ได้เอาเงินเอง” ไม่ได้หมายความว่า “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริต”

การรับรองเอกสารโดยไม่ตรวจสอบ ทั้งที่มีหน้าที่ต้องตรวจ อาจมีผลทางวินัยได้

4. บอกว่าไม่มีเจตนาทุจริต ต้องดูจากพฤติการณ์ด้วย

นาย ส. อ้างว่า ลงชื่อเพราะมีผู้เกี่ยวข้องยืนยันว่าตรวจสอบพัสดุครบถ้วนแล้ว และตนเองไม่ได้มีเจตนาทุจริต

แต่ศาลมองว่า หน้าที่ของประธานกรรมการตรวจรับพัสดุ คือ ต้องตรวจรับให้ถูกต้องครบถ้วนตามหน้าที่

นาย ส. ไม่สามารถอาศัยคำยืนยันของบุคคลอื่นแล้วลงชื่อรับรองแทนการตรวจสอบของตนเองได้

ศาลจึงเห็นว่า การลงชื่อยืนยันว่าตรวจรับพัสดุครบถ้วน เพื่อประกอบการเบิกจ่ายเงิน ทั้งที่ไม่ได้ตรวจรับพัสดุตามโครงการจริง เป็นพฤติการณ์สำคัญที่ต้องรับผิดชอบ

ในการทำงานราชการ ความรับผิดชอบไม่ได้จบอยู่ที่คำว่า “ผมไม่ได้ตั้งใจ”

ต้องดูด้วยว่าเรามีหน้าที่อะไร และสิ่งที่เราทำสอดคล้องกับหน้าที่หรือไม่

5. ไม่ได้เป็นคนแจกของ ก็ยังต้องรับผิดชอบเรื่องการตรวจรับ

นาย ส. อ้างว่า ตนเองไม่มีหน้าที่นำพัสดุไปแจกให้ประชาชน

ศาลเห็นว่า ประเด็นนี้ไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะหน้าที่ของนาย ส. คือ ประธานกรรมการตรวจรับพัสดุ

ดังนั้น ต้องตอบให้ได้ว่า

“ได้ตรวจรับพัสดุจริงหรือไม่?” ไม่ใช่ “เป็นคนแจกพัสดุหรือไม่?”

เมื่อศาลเห็นว่า นาย ส. ลงชื่อยืนยันว่ามีการตรวจรับพัสดุครบถ้วน ทั้งที่ไม่ได้ตรวจรับตามโครงการจริง ศาลจึงเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นปัญหา

ได้รับมอบหมายหน้าที่ใด ต้องรับผิดชอบหน้าที่นั้น

อย่าใช้เหตุผลว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่หน้าที่ผม” หากหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายโดยตรงคือการตรวจสอบเรื่องนั้น

6. ป.ป.ช. ชี้มูลแล้ว ไม่ได้แปลว่าผู้บังคับบัญชาไม่ต้องพิจารณาอะไรอีก

อีกประเด็นสำคัญคืออำนาจของ ป.ป.ช.

ศาลวางหลักว่า หาก ป.ป.ช. จะใช้อำนาจชี้มูลความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องกับความผิดหลัก จะต้องมีความผิดมูลฐาน เช่น ทุจริตต่อหน้าที่ หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ เสียก่อน

เมื่อมีความผิดที่เกี่ยวข้องกัน จึงพิจารณาความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องได้

อีกเรื่องที่ควรรู้คือ คดีอาญากับคดีวินัยมีหลักการพิจารณาแตกต่างกัน

แม้จะใช้สำนวน ป.ป.ช. เป็นหลักเหมือนกัน แต่ศาลปกครองไม่ได้ถูกบังคับว่าจะต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาทุกประการ

ข้าราชการที่ถูกดำเนินคดีหลายทางต้องเข้าใจว่า

คดีอาญา ≠ คดีวินัย ≠ คดีปกครอง

แต่ละกระบวนการมีหลักเกณฑ์และประเด็นที่ต้องพิจารณาของตัวเอง

7. แล้ว “มติ ครม. ไม่ใช่กฎหมาย” หมายความว่าอย่างไร?

นี่คือหัวใจของคดี

มติ ครม. เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2536 กำหนดแนวทางว่า การลงโทษผู้กระทำผิดวินัยฐาน ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ควรลงโทษเป็น ไล่ออกจากราชการ

นาย ส. จึงต่อสู้ว่ามติ ครม. ไม่ใช่กฎหมายหรือกฎ แล้วจะมาบังคับให้ต้องไล่ออกสถานเดียวได้อย่างไร?

ศาลตอบว่า มติ ครม. ไม่มีสถานะเป็นกฎหมายหรือกฎจริง

ดังนั้น มติ ครม. จึงไม่ได้เป็นกฎหมายที่สร้างความผิดหรือกำหนดโทษขึ้นมาเอง และไม่ได้มีผลผูกพันผู้มีอำนาจในลักษณะเดียวกับกฎหมาย

แต่ศาลไม่ได้หมายความว่า ผู้บังคับบัญชาสามารถเพิกเฉยต่อมติดังกล่าวได้

ศาลมองว่า มติ ครม. เป็น นโยบายหรือแนวทางในการใช้ดุลพินิจลงโทษ เพื่อให้การลงโทษข้าราชการที่กระทำผิดในลักษณะเดียวกันมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน

ดังนั้น เมื่อพบว่าข้าราชการกระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงฐาน ทุจริตต่อหน้าที่ราชการ

ผู้บังคับบัญชา ต้องนำมติ ครม. ดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาใช้ดุลพินิจ

พูดให้เข้าใจง่ายที่สุดคือ

มติ ครม. ไม่ใช่กฎหมาย แต่เป็นแนวทางที่ผู้มีอำนาจลงโทษต้องหยิบมาพิจารณาประกอบการใช้ดุลพินิจ

@ ประเด็นที่ข้าราชการควรจับตา

คดีนี้จึงไม่ได้มีแค่คำถามว่า “นาย ส. ทำผิดหรือไม่?”

แต่มีคำถามสำคัญอีกข้อว่า

เมื่อมีการชี้มูลความผิดแล้ว ผู้บังคับบัญชาจะใช้อำนาจลงโทษอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย?

เพราะการลงโทษทางวินัยเป็นการใช้อำนาจรัฐ ซึ่งผู้มีอำนาจไม่ได้ดูเพียงผลการชี้มูลเท่านั้น แต่ต้องพิจารณา ฐานความผิด พยานหลักฐาน อำนาจหน้าที่ และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ประกอบกันด้วย

โดยเฉพาะกรณีที่มีการนำ มติ ครม. ปี 2536 มาเป็นเหตุประกอบการลงโทษไล่ออกจากราชการ

ต้องเข้าใจให้ชัดว่า มติ ครม. ไม่ใช่กฎหมายที่สร้างฐานความผิดขึ้นมาใหม่ แต่เป็นแนวทางที่ฝ่ายบริหารกำหนดขึ้นเพื่อให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติ

ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาจึงไม่ควรคิดง่าย ๆ ว่า

“ป.ป.ช. ชี้ว่าทุจริต ส่วน มติ ครม. บอกว่าต้องไล่ออก เท่ากับว่า เซ็นคำสั่งไล่ออกได้ทันที”

แต่ต้องดูรายละเอียดของคดีและกระบวนการทางวินัยให้ครบถ้วนด้วย

@ บทเรียนสำหรับข้าราชการ

เรื่องนี้ให้บทเรียนได้อย่างน้อย 5 ข้อ

1. การลงนามในเอกสารราชการไม่ใช่เรื่องเล็ก

แม้ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินโครงการทั้งหมด แต่ถ้ามีชื่อเป็นกรรมการหรือผู้ตรวจรับ แล้วลงนามรับรองเอกสาร ข้าราชการต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่า สิ่งที่ลงชื่อรับรองนั้นเป็นความจริง

2. การเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ได้หมายความว่าจะพ้นความรับผิดชอบ

การปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าคำสั่งหรือการปฏิบัตินั้นเกี่ยวข้องกับการฝ่าฝืนกฎหมายหรือระเบียบราชการ ข้าราชการต้องรู้หน้าที่ของตัวเองและใช้ความระมัดระวัง

3. อย่าลงชื่อเพียงเพราะคนอื่นบอกว่า “ตรวจแล้ว”

โดยเฉพาะเอกสารการเงิน การจัดซื้อจัดจ้าง การตรวจรับพัสดุ หรือเอกสารที่มีผลต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ หากมีหน้าที่ตรวจสอบ ก็ควรตรวจสอบตามหน้าที่จริง ๆ

4. มติ ครม. ไม่ใช่สิ่งที่นำมาใช้แทนกฎหมาย แต่เป็นแนวทางที่ต้องถือปฏิบัติ

การลงโทษต้องมีฐานทางกฎหมายและต้องดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ส่วนมติ ครม. เป็นแนวทางที่หน่วยงานของรัฐต้องนำมาพิจารณาตามขอบเขตและสถานะของมตินั้น

5. ผู้บังคับบัญชาก็ต้องรับผิดชอบต่อคำสั่งของตัวเอง

การลงโทษข้าราชการไม่ใช่เพียงการเซ็นคำสั่งตามสำนวนที่ส่งมา แต่ผู้มีอำนาจต้องตรวจสอบว่า มีอำนาจหรือไม่ ใช้ฐานความผิดถูกต้องหรือไม่ ขั้นตอนถูกต้องหรือไม่ และข้อเท็จจริงรองรับการลงโทษหรือไม่

คดีนี้สอนง่าย ๆ ว่า

“ข้าราชการต้องระวังทั้งตอนทำงานและตอนลงชื่อ ส่วนผู้บังคับบัญชาต้องระวังทั้งตอนสอบและตอนลงโทษ”

การมีมติ ครม. ไม่ได้หมายความว่าผู้มีอำนาจสามารถใช้มตินั้นเป็นเหตุลงโทษได้โดยไม่ต้องสนใจกฎหมาย เพราะสุดท้ายแล้ว คำสั่งลงโทษต้องอยู่บนฐานของกฎหมาย ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และขั้นตอนที่ถูกต้อง

นี่จึงเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับข้าราชการทุกระดับว่า

“ทำงานต้องตรวจสอบก่อนเซ็น ผู้บังคับบัญชาจะลงโทษต้องตรวจสอบก่อนสั่ง เพราะความผิดพลาดในเอกสารหนึ่งฉบับ อาจกลายเป็นคดีในศาลได้”

เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น

อ่านเรื่องก่อนหน้านี้

@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้

@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก

@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?

@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?

@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?

@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก

@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?

@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (10) หนทางรอดคุก/ไล่ออกราชการ ของ จนท.การเงิน

@ บทเรียน ขรก. ไทย (11) เชื่อผู้บังคับบัญชา เซ็นตามคำสั่ง ทำลายอนาคตได้

@ บทเรียนขรก.ไทย (12) ตัวอย่างโกงสอบเข้า ตร. แค่ร่วมวง ก็หมดอนาคตด้วย

@ บทเรียนข้าราชการไทย (13) กรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ โดนโทษวินัยได้หรือไม่?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (14) กรณีศึกษาโกงสอบท้องถิ่นสารคาม ผลคะแนนปลอม

@ บทเรียน ขรก.ไทย (15) ขาดงาน 18 วัน อ้างป่วย-ทำภารกิจ สุดท้ายถูกปลดออก

@ บทเรียน ขรก.ไทย (16) ก่อสร้างไม่ตรงแบบ แต่ชาวบ้านต้องการ ไล่ออกได้ไหม?

@ บทเรียนข้าราชการไทย (17) ย้ายหน่วยงานได้ แต่ความผิดในอดีตยังติดตามมา

@ บทเรียนขรก.ไทย (18) ทุจริตเงินงานวันรพี แม้ไม่ใช่งบประมาณก็ถูกปลดได้?

@ บทเรียนขรก.ไทย (19) เจ้าหน้าที่พัสดุมือใหม่ ทำเอกสารย้อนหลัง ระวังคุก

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
บทเรียนข้าราชการไทย
มติครม.



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นายกอบต.หนองแวง แจงโดนแกล้ง คดีจ้างหจก.ครอบครัว-ปัดตอบรับเงินห้องทำงาน
นายกอบต.หนองแวง แจงโดนแกล้ง คดีจ้างหจก.ครอบครัว-ปัดตอบรับเงินห้องทำงาน