"...หากเส้นเงินยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับการสอบได้โดยตรง ตัวเลข 9,000 ล้านบาทก็ยังคงเป็นเพียง “ข้อมูลทางการเงินที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ” ดังนั้น คำถามสำคัญที่สุดของคดีนี้ ณ เวลาจึงไม่ใช่เพียง “ใครโกงข้อสอบ?” แต่คือ “เงินจากผู้สมัครไหลไปไหน ใครเป็นผู้ควบคุมเครือข่าย และปลายทางของเงินในคดีนี้ ซึ่งน่าจะมีจำนวนมากถึงหลักหมื่นล้านบาทอยู่ที่ใคร?”..."
คดีทุจริตสอบแข่งขันบรรจุข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ปี 2568 กำลังขยายวงจากการตรวจสอบกรณี “แก้คะแนนสอบ” ไปสู่การตรวจสอบโครงสร้างเครือข่ายทางการเงินครั้งใหญ่ หลัง ป.ป.ช.ตรวจพบเงินหมุนเวียนผ่านบัญชีของบุคคลสำคัญในคดีมากกว่า 1,000 ล้านบาท และพบข้อมูลที่อาจเชื่อมโยงย้อนกลับไปถึงการสอบท้องถิ่นปี 2564
ที่สำคัญกว่านั้น ข้อมูลจากการขยายผลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า การสอบสวนผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 500 คน พบเส้นทางเงินที่เกี่ยวข้องกับขบวนการรวมกันกว่า 9,000 ล้านบาท ทำให้คำถามสำคัญของคดีไม่ได้อยู่เพียงว่า “ใครแก้คะแนน” แต่กลายเป็นว่า เงินจำนวนมหาศาลเหล่านี้มาจากไหน ใครเป็นคนรวบรวม ใครเป็นผู้รับ และเงินถูกส่งต่อไปยังใครบ้าง
@ จุดเริ่มต้นของการขยายผล : บัญชี ‘ดร.วิน’ มากกว่า 1,000 ล้าน
ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเส้นทางการเงินในคดีนี้ ก่อนหน้านี้ สำนักข่าว Next News ได้รับการเปิดเผยข้อมูลสำคัญจากแหล่งข่าวในสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 2 ส่วน คือ
1.จากการตรวจสอบกระแสเงิน พบการโอนเงินจากผู้สอบมีประมาณ 114 คน กระจายอยู่ทั่วประเทศ โดยราคาที่จ่ายในการให้สามารถสอบได้ต่ำสุด 350,000 บาทต่อราย ส่วนนายหน้าจะไปบวกเพิ่มเท่าไหร่แล้วแต่นายหน้าแต่ละราย และพบว่าในการจ่ายค่าหัวสูงสุดมากถึง 900,000 บาทในบางตำแหน่ง และตรวจพบกระแสเงินจากผู้เข้าสอบจ่ายไปยังกลุ่มนายหน้า ที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ ทำให้มีการแบ่งเจ้าหน้าที่ออกไปสอบปากคำหรือไต่สวนทั้ง 10 ศูนย์ เพื่อให้ได้ข้อมูลว่าเงินจากนายหน้า โอนต่อไปที่ใคร
2.นายวิน ธนพชรโภคิน หรือ นายอัศวิน โชติพนัง ผู้ต้องหาคนสำคัญในคดี ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรับคำสั่งให้นำแฟลชไดรฟ์ ซึ่งมีข้อมูลและรายชื่อผู้เข้าสอบไปส่งต่อให้ จ่าสิบตรี ดร.พิชิต ทั้งพรม ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และงบประมาณ เทศบาลเมืองวิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ เจ้าของบริษัท สามเมืองเจริญรุ่งเรืองกิจ จำกัด ซึ่งเป็นสถานที่ใช้แก้ไข คะแนนโกงสอบครั้งนี้
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา มีเงินหมุนเวียนผ่านบัญชีที่เกี่ยวข้องกับนายวินมากกว่า 1,000 ล้านบาท
ตัวเลขการเงินทั้ง 2 ส่วน จึงกลายเป็น “จุดตั้งต้น” สำคัญของการขยายผล เพราะหากสามารถจำแนกได้ว่าเงินแต่ละก้อนมาจากบุคคลใดและถูกโอนไปยังใคร ก็อาจช่วยเปิดโครงสร้างของเครือข่ายได้ว่ามีผู้เกี่ยวข้องอยู่ในระดับใดบ้าง
ป.ป.ช.แกะรอยเส้นทางเงิน ดร.วิน พบหมุนเวียนผ่านบัญชีนับ 1,000 ล้าน
ป.ป.ช.ล่าเส้นเงินคดีโกงสอบฯ พบโอนผ่านนายหน้า 114 ราย-ค่าหัวพุ่ง 9 แสน
@จาก 1,000 ล้าน สู่เส้นเงิน 9,000 ล้าน
ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่ถูกเปิดเผยต่อคณะกรรมาธิการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ โดยนายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ สส.ศรีสะเกษ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานกมธ ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2569 หลังการเชิญผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.), สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) และเลขานุการคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย กรณีทุจริตการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น (สถ.) ประจำปี 2568 เข้าร่วมชี้แจงความคืบหน้า พบความบกพร่องและทุจริตเชิงระบบในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ก่อนการสอบ ระหว่างการสอบ และหลังการสอบ ขณะที่จากการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 500 คน และการตรวจสอบร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบเส้นเงินรวมกว่า 9,000 ล้านบาท
โดยตัวเลข 9,000 ล้านบาท ถือว่ามีนัยสำคัญ เพราะเป็นคนละระดับกับเงินหมุนเวียนในบัญชีของนายวิน ธนพชรโภคิน หรือ นายอัศวิน โชติพนัง
ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่กำลังพยายามแยกให้เห็นว่า
1,000 ล้านบาท คือเส้นทางเงินที่พบจากการตรวจสอบบุคคลสำคัญรายหนึ่ง
ขณะที่ 9,000 ล้านบาท เป็นภาพที่กว้างขึ้นของเส้นทางเงินที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายหรือกลุ่มบุคคลที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ
โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การนำเส้นเงินทั้งสองส่วนมาเชื่อมกันว่า มีบัญชีใดเป็นจุดรับ จุดพัก หรือจุดกระจายเงิน และมีบุคคลหรือกลุ่มใดอยู่ปลายทาง หรือไม่?
@‘100 พวง’ จุดที่เงินเริ่มเคลื่อน
อีกข้อมูลที่น่าสนใจคือรูปแบบการรวบรวมผู้สมัครสอบ
คณะทำงานพบข้อมูลการรวบรวมรายชื่อผู้สมัครเป็นกลุ่มประมาณ 100 พวง โดยแต่ละพวงอาจมีผู้สมัครประมาณ 100-200 คน
รูปแบบดังกล่าวแตกต่างจากการสมัครสอบทั่วไป ซึ่งผู้สมัครควรดำเนินการสมัครและชำระค่าธรรมเนียมด้วยตนเอง
แต่ในกรณีที่กำลังตรวจสอบ พบการรวบรวมผู้สมัครเป็นกลุ่ม มีการสมัครแทนและรวบรวมเงินเพื่อชำระค่าสมัคร ก่อนที่จำนวนกลุ่มจะลดลงเหลือประมาณ 80 พวง
นี่จึงเป็นอีกจุดที่เจ้าหน้าที่สามารถใช้ “ธุรกรรมการเงิน” เป็นเครื่องมือในการตรวจสอบได้ เพราะทุกกลุ่มย่อมทิ้งร่องรอยการรับ-จ่ายเงินไว้ในระบบธนาคาร
จากข้อมูลที่เปิดเผยต่อ กมธ. ยังพบว่า ปปง.ตรวจพบเส้นเงินตั้งแต่ระดับ หลักแสนถึงหลักล้านบาท ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มผู้สมัครบางส่วน และพบกลุ่มที่มีธุรกรรมเกี่ยวเนื่องกันประมาณ 40-60 พวง
หากนำข้อมูลทั้งหมดมาเรียงตามเวลา อาจทำให้เห็นภาพตั้งแต่ ผู้รวบรวมผู้สมัคร ไปยัง ผู้รับเงิน ไปยัง ผู้โอนเงิน ไปยัง บัญชีปลายทางไปยัง บุคคลหรือเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นหัวใจของการขยายผลคดีฟอกเงินและคดีทุจริต

แผนผัง
@เงินไม่ได้จบแค่ค่าสมัคร?
อีกประเด็นที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบคือ รูปแบบการเรียกเก็บเงินจากผู้สมัครที่ถูกกล่าวถึงว่า อาจไม่ได้มีเฉพาะเงินค่าสมัครสอบ แต่มีการเรียกเก็บเงินล่วงหน้า และอาจมีการเรียกเก็บเพิ่มเติมเมื่อมีการประกาศบรรจุเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
หากข้อกล่าวหานี้สามารถพิสูจน์ได้ด้วยพยานหลักฐาน จะทำให้เส้นทางเงินมีความสำคัญมากขึ้น เพราะสามารถตรวจสอบได้ทั้ง
เงินก่อนเข้าสอบ
เงินระหว่างกระบวนการสอบ
เงินหลังประกาศผล
เงินหลังการบรรจุ
เงินที่ส่งต่อระหว่างผู้ประสานงานแต่ละกลุ่ม
นี่จึงอาจเป็นเหตุผลที่ ป.ป.ช.และ ปปง.ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบบัญชีธนาคารมากกว่าการพิจารณาเฉพาะเอกสารการสอบ
@ปริศนาใหญ่ : เงินปี 2568 โยงกลับปี 2564
สิ่งที่ทำให้คดีมีความซับซ้อนขึ้นคือ ป.ป.ช.ระบุว่าการตรวจสอบเส้นเงินพบความเชื่อมโยงกับการทุจริตสอบท้องถิ่นปี 2564
จากข้อมูลที่ถูกเปิดเผย พบข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการสอบปี 2564 และมีข้อมูลว่าผู้ผ่านการสอบในครั้งนั้นบางส่วนอาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับการชักชวนบุคคลเข้าสู่กระบวนการทุจริตในการสอบปี 2568
หากเส้นเงินสามารถเชื่อมโยงระหว่างบุคคล กลุ่มผู้สมัคร และผู้ประสานงานของการสอบทั้งสองช่วงเวลาได้จริง คดีนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ทุจริตที่เกิดขึ้นเฉพาะปี 2568 แต่มีลักษณะของ เครือข่ายที่ต่อเนื่องข้ามปี
นี่คือประเด็นที่ ป.ป.ช.กำลังขยายผล
@ป.ป.ช.ดึงสำนวนเก่ากลับมา เพราะพบ ‘กลุ่มบุคคลเชื่อมโยงกัน’
เห็นได้จากคำให้สัมภาษณ์ของ นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช.ที่ระบุว่า จากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ถูกจับกุม พบเงินหมุนเวียนกว่า 1,000 ล้านบาท และพบความเชื่อมโยงกับการทุจริตสอบท้องถิ่นปี 2564
ข้อมูลนี้นำไปสู่การตัดสินใจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในการเรียกสำนวนที่เคยส่งให้หน่วยงานต้นสังกัดกลับมาไต่สวนร่วมกันเป็นกรณีพิเศษ
เหตุผลสำคัญคือพบข้อบ่งชี้ว่าอาจเป็น การกระทำของกลุ่มบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกัน
ดังนั้น สำนวนเก่าจึงไม่ได้ถูกมองเป็นคดีที่แยกขาดจากคดีปี 2568 อีกต่อไป แต่กำลังถูกนำมาเปรียบเทียบกับข้อมูลบุคคล เส้นเงิน และพฤติการณ์ที่พบในคดีปัจจุบัน
@แล้วเงิน 9,000 ล้านไปถึงใคร?
นี่คือคำถามใหญ่ที่สุดของการไต่สวนในเวลานี้
เพราะการพบเส้นเงินจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าเงินทั้งหมดเป็นเงินจากการทุจริตโดยอัตโนมัติ เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องพิสูจน์ที่มาของเงิน ความเกี่ยวข้องกับการสอบ และเจตนาของผู้โอนหรือผู้รับแต่ละราย
สิ่งที่ต้องไล่ต่อจึงประกอบด้วย
เงินมาจากใคร → เข้าบัญชีใคร → โอนไปบัญชีใด → ถอนหรือใช้จ่ายอย่างไร → ใครเป็นผู้ควบคุมบัญชี → มีการแบ่งเงินให้ผู้เกี่ยวข้องหรือไม่
และที่สำคัญที่สุดคือ
ปลายทางของเงินอยู่ที่ระดับใด
ป.ป.ช.ระบุว่ายังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลที่เชื่อมโยงกับเส้นเงินได้ เพราะอยู่ในสำนวน แต่ยืนยันว่าจะขยายผลตามพยานหลักฐาน รวมถึงตรวจสอบว่ามีข้าราชการระดับสูงหรือนักการเมืองเกี่ยวข้องหรือไม่
@จาก ‘แก้ข้อสอบ’ สู่ ‘แกะบัญชี’
หากมองภาพรวม คดีนี้กำลังเปลี่ยนจากการพิสูจน์พฤติการณ์เฉพาะหน้า เช่น การนำข้อมูลข้อสอบหรือคะแนนไปแก้ไข มาเป็นการพิสูจน์ โครงสร้างทางการเงินของเครือข่าย
เพราะตัวเลขที่ปรากฏขึ้นมีอย่างน้อย 3 ระดับ
1,000 ล้านบาท — เงินหมุนเวียนที่พบจากการตรวจสอบบัญชีของบุคคลสำคัญในคดี
9,000 ล้านบาท — เส้นเงินรวมที่ถูกเปิดเผยจากการขยายผลผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 500 ราย
2564 → 2568 — ช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบว่ามีบุคคลหรือเครือข่ายเดียวกันเชื่อมโยงการสอบทั้งสองครั้งหรือไม่
ตัวเลขเหล่านี้แม้จะยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าทั้งหมดเป็นเงินจากการทุจริต แต่เป็น ร่องรอยทางการเงินที่เจ้าหน้าที่กำลังนำไปตรวจสอบและเชื่อมโยงกับพฤติการณ์ในคดี
@ปมสำคัญที่ต้องจับตา
จากนี้หัวใจของคดีจึงอยู่ที่การ “ลากเส้นเงิน” มากกว่าการไล่เฉพาะตัวผู้แก้คะแนน
หาก ป.ป.ช.และ ปปง.สามารถพิสูจน์ได้ว่าเงินจากผู้สมัครหลายกลุ่มไหลเข้าสู่บัญชีของผู้ประสานงานชุดเดียวกัน จากนั้นถูกกระจายต่อไปยังบุคคลที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสอบ ก็จะเป็นหลักฐานสำคัญในการพิสูจน์โครงสร้างเครือข่าย
แต่หากเส้นเงินยังไม่สามารถเชื่อมโยงกับการสอบได้โดยตรง ตัวเลข 9,000 ล้านบาทก็ยังคงเป็นเพียง “ข้อมูลทางการเงินที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ”
ดังนั้น คำถามสำคัญที่สุดของคดีนี้ ณ เวลาจึงไม่ใช่เพียง “ใครโกงข้อสอบ?”
แต่คือ
“เงินจากผู้สมัครไหลไปไหน ใครเป็นผู้ควบคุมเครือข่าย และปลายทางของเงินในคดีนี้ ซึ่งน่าจะมีจำนวนมากถึงหลักหมื่นล้านบาทอยู่ที่ใคร?”
คำตอบของคำถามนี้ อาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะเปิดให้เห็นว่า ขบวนการทุจริตสอบท้องถิ่นปี 2568 เป็นเพียงเครือข่ายเฉพาะกิจ หรือเป็นโครงสร้างที่ดำเนินต่อเนื่องมาตั้งแต่การสอบในปี 2564 และมีผู้เกี่ยวข้องในระดับใดบ้าง ก็เป็นได้
ติดตามข่าว #ทุจริตสอบท้องถิ่น ทั้งหมดได้ที่นี่ https://www.nextnewsth.com/th/tag/ทุจริตสอบท้องถิ่น




