"...การกำหนดฐานความผิดต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริง หากเป็นเพียงความบกพร่องในการปฏิบัติตามระเบียบ ก็ต้องใช้ฐานความผิดที่ตรงกับพฤติการณ์นั้น ไม่ใช่นำฐานทุจริตซึ่งเป็นความผิดวินัยร้ายแรงที่สุดมาใช้โดยไม่มีพยานหลักฐานรองรับ เพราะโทษของความผิดฐานทุจริตมีความร้ายแรงสูงสุด ถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ ส่งผลต่อชีวิต เกียรติยศ และสิทธิประโยชน์ของข้าราชการอย่างรุนแรง..."
การทำงานราชการในปัจจุบัน เจ้าหน้าที่จำนวนไม่น้อยต้องรับผิดชอบงานนอกเหนือจากหน้าที่ประจำ บางครั้งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ที่ไม่ใช่สายงานของตนโดยตรง
หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น คำถามสำคัญคือ ผู้ปฏิบัติงานจะต้องรับผิดเพียงใด และความสุจริตจะช่วยคุ้มครองได้จริงหรือไม่
โดยเฉพาะตำแหน่งเจ้าหน้าที่การเงิน ที่รับผิดชอบดูแลงานของหน่วยงาน
คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด คดีหมายเลขแดง อบ.165/2567 ได้ให้คำตอบที่สำคัญต่อวงราชการไทย
คดีนี้เกิดขึ้นเมื่อ นายพิทักษ์ธรรม สร้อยจำปา ขณะดำรงตำแหน่งหัวหน้าส่วนโยธา องค์การบริหารส่วนตำบลสำโรงชัย จังหวัดนครสวรรค์ ได้รับมอบหมายให้เป็นหนึ่งในผู้มีอำนาจร่วมลงนามถอนเงินขององค์การบริหารส่วนตำบล ในช่วงที่ไม่มีนายกองค์การบริหารส่วนตำบลดำรงตำแหน่ง เนื่องจากอยู่ระหว่างการเลือกตั้งผู้บริหารคนใหม่
ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย กำหนดให้พนักงานส่วนท้องถิ่นระดับ 3 ขึ้นไป ร่วมลงนามถอนเงินแทนผู้บริหารท้องถิ่นในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ฟ้องคดีจึงได้รับมอบหมายให้ร่วมลงนามกับปลัดองค์การบริหารส่วนตำบลและหัวหน้าส่วนการคลัง
ตลอดระยะเวลาที่ได้รับมอบหมายประมาณ 4 เดือน ผู้ฟ้องคดีได้ร่วมลงนามถอนเงินเพียง 2 ครั้ง เป็นเงินรวมกว่า 3 แสนบาท โดยเป็นการเบิกจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง และค่าตอบแทนของพนักงานและลูกจ้างประจำขององค์การบริหารส่วนตำบล
หลายปีต่อมา สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เข้าตรวจสอบและพบว่า การเบิกจ่ายดังกล่าวไม่มีฎีกาและเอกสารประกอบการเบิกจ่ายครบถ้วนตามระเบียบ ทำให้มีการสอบสวนทางวินัย และในที่สุดคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ก่อนที่หน่วยงานต้นสังกัดจะมีคำสั่งไล่ออกจากราชการ
อย่างไรก็ดี เมื่อคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลปกครองสูงสุด ผลกลับปรากฏว่า ศาลเพิกถอนคำสั่งไล่ออกจากราชการ โดยวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่เป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ
เหตุใดศาลจึงไม่มองว่าเป็น "การทุจริต"
คดีนี้ ศาลพิจารณาจากข้อเท็จจริงหลายประการประกอบกัน ได้แก่
ผู้ฟ้องคดีไม่มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบฎีกาและเอกสารการเงิน
ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ดังกล่าวเป็นครั้งแรก
ในช่วง 4 เดือนที่ได้รับมอบหมาย ปฏิบัติหน้าที่เพียง 2 ครั้ง
เงินที่เบิกจ่ายเป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนตามปกติของหน่วยงาน
ผู้รับเงินทุกคนเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินจริง
ไม่ปรากฏว่ามีการนำเงินหลวงไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
ไม่ปรากฏว่าผู้ฟ้องคดีได้รับผลประโยชน์โดยมิชอบ
หน่วยงานไม่ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
แม้จะมีการตรวจพบภายหลังว่าไม่ปรากฏฎีกาและเอกสารประกอบการเบิกจ่ายครบถ้วน แต่ผู้รับเงินทั้ง 16 ราย ยืนยันว่าได้รับเงินตามสิทธิจริง และเงินทั้งหมดถูกใช้ไปตามวัตถุประสงค์ของทางราชการ
ศาลจึงเห็นว่า ข้อบกพร่องด้านเอกสารเพียงอย่างเดียว ยังไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ว่ามีเจตนาทุจริต
บทเรียนสำคัญ : ผิดระเบียบ ไม่เท่ากับ ทุจริต
คำพิพากษานี้สอนข้าราชการไทยอย่างชัดเจนว่า
"ผิดระเบียบ" กับ "ทุจริต" เป็นคนละเรื่องกัน
การทำงานที่ไม่เป็นไปตามขั้นตอน หรือขาดเอกสารประกอบ อาจเป็นความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ และอาจนำไปสู่การถูกดำเนินการทางวินัยได้
แต่การจะเป็น "ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการ" ต้องมีองค์ประกอบมากกว่านั้น
ศาลปกครองสูงสุดย้ำว่า ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการ คือ
เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ
เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นโดยมิชอบ
เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่ไม่ควรได้
มีเจตนาทุจริต
หากพิสูจน์องค์ประกอบข้อใดข้อหนึ่งไม่ได้ ก็ไม่อาจถือเป็นความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ราชการได้
บทเรียนสำหรับผู้บังคับบัญชา
คดีนี้ยังสะท้อนบทเรียนสำคัญสำหรับผู้บังคับบัญชาอีกด้วย
การกำหนดฐานความผิดต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริง หากเป็นเพียงความบกพร่องในการปฏิบัติตามระเบียบ ก็ต้องใช้ฐานความผิดที่ตรงกับพฤติการณ์นั้น ไม่ใช่นำฐานทุจริตซึ่งเป็นความผิดวินัยร้ายแรงที่สุดมาใช้โดยไม่มีพยานหลักฐานรองรับ
เพราะโทษของความผิดฐานทุจริตมีความร้ายแรงสูงสุด ถึงขั้นปลดออกหรือไล่ออกจากราชการ ส่งผลต่อชีวิต เกียรติยศ และสิทธิประโยชน์ของข้าราชการอย่างรุนแรง
บทเรียนสำหรับเจ้าหน้าที่การเงินและผู้ลงนาม
แม้ผู้ฟ้องคดีจะชนะคดี แต่ศาลไม่ได้บอกว่าการกระทำดังกล่าวถูกต้อง
ศาลชี้ชัดว่า ผู้ปฏิบัติงานควรใช้ความระมัดระวังรอบคอบมากกว่านี้
เพราะระเบียบกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า
การเบิกเงินต้องมีหลักฐานประกอบ
การจ่ายเงินต้องมีหลักฐานการจ่าย
เอกสารทุกฉบับต้องสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
ดังนั้น ข้าราชการไม่ควรลงนามในเอกสารทางการเงินโดยไม่ตรวจสอบความครบถ้วนของหลักฐาน แม้จะไม่ใช่ผู้รับผิดชอบโดยตรงก็ตาม
บทสรุป
คำพิพากษานี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับข้าราชการไทยทุกระดับว่า การทำงานด้วยความสุจริต ไม่ได้หมายความว่าสามารถละเลยระเบียบได้
ขณะเดียวกัน การทำผิดระเบียบก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการทุจริตเสมอไป
สิ่งที่ศาลพิจารณาอย่างแท้จริง คือ เจตนา พฤติการณ์ และผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำ หากเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริต ไม่แสวงหาประโยชน์ส่วนตน ไม่เอื้อประโยชน์ให้ผู้อื่น และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงแก่รัฐ ศาลย่อมพร้อมให้ความคุ้มครองตามหลักนิติธรรม
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เจ้าหน้าที่ของรัฐทุกคนก็ต้องตระหนักว่า ความสุจริตเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หากขาดความรอบคอบในการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบราชการ
เพราะบทเรียนที่แท้จริงจากคดีนี้ คือ
"ความสุจริต คือเกราะคุ้มครองผู้ปฏิบัติ แต่ความรอบคอบ คือเกราะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาตั้งแต่ต้น"
เรื่องโดย...ข้าราชการผลัดถิ่น
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้
@ บทเรียนข้าราชการไทย : แค่เซ็น 'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
เปิดคดีทุจริต อบต.วังศาล (ข้ออ้าง) แค่เซ็น'ทราบ' ก็โดนไล่ออก-ติดคุกได้
ชะตากรรม 'ข้าราชการ' บทเรียน 'เซ็นทราบ' โดนคุกไปแล้ว 3 ปี 4 เดือน
@ บทเรียนข้าราชการไทย (2) 'นายสั่งให้ทำ' / เราต้องทำอย่างไรไม่ให้ติดคุก
@ บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?
เปิดคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ บูรพา บทเรียน นายสั่ง/ลูกน้อง ท้วงติง รอดคุก
ไขคดีล็อกชื่อเข้าเภสัชฯ ม.บูรพา คณบดีเสียชีวิตก่อน ไม่ต้องรับโทษ
@ บทเรียนขรก.ไทย (4) ถูกชี้มูลทุจริต ต้องโดนไล่ออกสถานเดียวจริงหรือ?
@ บทเรียน ขรก.ไทย (5) เกิดปัญหา จนท.รับผิดก่อนเสมอ ยุติธรรมแล้วหรือ?
@บทเรียนข้าราชการไทย(6)ระวัง!! รอดอาญาแต่วินัยไม่รอด โดนไล่ออกราชการได้
@ บทเรียนขรก.ไทย (7) ขยันมาก! ใช้รถหลวงขนงานไปทำที่บ้าน สุดท้ายโดนไล่ออก
@ บทเรียนข้าราชการไทย(8) คนทำงานพลาด กับ คน(ร่วม)ทุจริต ต่างกันอย่างไร?
@ บทเรียนขรก.ไทย (9) ปล่อยปละลูกน้องทุจริต หัวหน้าต้องชดใช้ด้วย




