News Logo
หน้าแรก
ป.ป.ช. ชี้มูล อดีตผกก.สภ.ปัว ทุจริตเบิกเงินค่าตอบแทนฯ ปี 63

ป.ป.ช. ชี้มูล อดีตผกก.สภ.ปัว ทุจริตเบิกเงินค่าตอบแทนฯ ปี 63

8 มิ.ย. 2569 12:11
ผู้ชม 993 คน

ป.ป.ช.แถลงมติชี้มูล พ.ต.อ. เจริญ สุริยงค์ อดีตผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปัว จังหวัดน่าน ทุจริตเบิกเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ปี 2563 ให้ส่งสำนวนไต่สวน เอกสารหลักฐาน อสส.ฟ้องร้องดำเนินคดีตามกม. แจ้งผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัย

สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่ข่าวมติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด พันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปัว จังหวัดน่าน กับพวก ทุจริตเบิกเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 โดยไม่มีการปฏิบัติงานจริงแล้วรวบรวมนำเงินที่เบิกได้ทั้งหมดมาแบ่งจัดสรรให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายของสถานีตำรวจภูธรปัว โดยมิชอบ

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า ในการดำเนินการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติราชการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 พันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรปัว ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่การเงินของสถานีตำรวจภูธรปัว ใช้ชื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงานในสายงานอำนวยการทุกคนเบิกค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ แล้วเก็บรวบรวมเงินคืนเพื่อนำไปจัดสรรเป็นสวัสดิการหรือเบี้ยเลี้ยงให้เจ้าหน้าที่ตำรวจของสถานีตำรวจภูธรปัวทุกนาย โดยมีการจัดทำเอกสารหลักฐานขอเบิกเงินค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการ ทั้งที่ไม่ได้อยู่ปฏิบัติงานจริง ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2562 จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2563 รวม 17 ครั้ง รวมงบประมาณที่ใช้ไปทั้งหมดจำนวน 711,916 บาท

โดยพันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ จะเป็นผู้อนุมัติให้เบิกจ่าย แล้วจึงส่งเอกสารหลักฐานไปเบิกเงินที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดน่าน และจะมีการโอนเงินค่าตอบแทนเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีชื่อเป็นผู้ได้รับค่าตอบแทนต่อไป

จากนั้นเมื่อมีการโอนเงินค่าตอบแทนเข้าบัญชีเงินฝากของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีชื่อเป็นผู้ได้รับค่าตอบแทนแล้ว จะมีการแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับค่าตอบแทนดังกล่าว นำเงินสดที่ได้รับมาส่งคืนให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งทำหน้าที่รวบรวมเงิน เพื่อรวบรวมให้พันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ พร้อมกันนั้นพันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ จะสั่งการให้มีการคำนวณเบี้ยเลี้ยงที่จะต้องจ่ายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายในสังกัดของสถานีตำรวจภูธรปัวตามอัตราที่กำหนดไว้ ซึ่งในการจ่ายเบี้ยเลี้ยงแต่ละครั้งจะต้องใช้เงินประมาณ 60,000 บาท หากการเบิกเงินครั้งใดเก็บรวบรวมคืนได้ยังไม่เพียงพอต่อการจัดสรรเบี้ยเลี้ยง พันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ จะเป็นผู้เก็บรักษาเงินจำนวนดังกล่าวไว้ก่อน

และเมื่อมีการเบิกค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาราชการในรอบถัดไปได้เพิ่มเติมและเพียงพอสำหรับแบ่งจัดสรรแล้ว พันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ จึงจะแจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งทำหน้าที่รวบรวมเงิน มารับเงินเพื่อนำไปมอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจในสังกัดสถานีตำรวจภูธรปัวทุกนายตามอัตราที่กำหนดต่อไป ซึ่งเงินดังกล่าว พันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ เป็นผู้บริหารจัดการและเก็บรักษาเงินเพียงผู้เดียว อันเป็นการบริหารจัดการที่ไม่อยู่ภายใต้ระเบียบของทางราชการก่อให้เกิดความเสียหายแก่สถานีตำรวจภูธรปัว เป็นเงินทั้งสิ้น 711,916 บาท

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้ว มีมติดังนี้

1. การกระทำของพันตำรวจเอก เจริญ สุริยงค์ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) และ (4) ประกอบมาตรา 91 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ตามพระราชบัญญัติตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา 79 (1) และ (6) ประกอบมาตรา 78 (1)

2. การกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการเบิกจ่ายและได้รับเงินค่าตอบแทนจำนวน 17 ราย จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าได้กระทำความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาทางอาญาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป แต่มีมูลความผิดทางวินัยไม่ร้ายแรง และเจ้าหน้าที่ตำรวจจำนวน 2 ราย จากการไต่สวนเบื้องต้น ไม่ปรากฏข้อเท็จจริง และพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป

ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัยไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) และมาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป

อย่างไรก็ดี แต่การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุด ผู้ถูกกล่าวยังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวคดีทุจริต
ป.ป.ช.
อดีตผกก.สภ.ปัว
ทุจริตเบิกเงินค่าตอบแทนฯ ปี 63



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ส่องที่ดินในบุรีรัมย์มูลค่า 1 แสนบาท 'แสวง'-มีสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้าน
ส่องที่ดินในบุรีรัมย์มูลค่า 1 แสนบาท 'แสวง'-มีสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้าน