"....ในทางปฏิบัติ เมื่อเกิดคดีทุจริตในหน่วยงานรัฐ บุคคลที่มักถูกตรวจสอบก่อนเสมอ คือ “ผู้ปฏิบัติงาน” หรือผู้ใต้บังคับบัญชา เนื่องจากเป็นผู้ดำเนินการทางเอกสาร ลงนาม หรือเกี่ยวข้องกับกระบวนการโดยตรงแม้คำสั่งจะมาจากผู้บังคับบัญชา แต่ความรับผิดทั้งทางวินัย ทางอาญา และทางละเมิด มักย้อนกลับมาถึงผู้ปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้..."
ในระบบราชการไทย “คำสั่งผู้บังคับบัญชา” ถือเป็นกลไกสำคัญของการบริหารงาน แต่ในอีกด้านหนึ่ง คำสั่งดังกล่าวกลับกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทุจริตจำนวนไม่น้อย โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตามคำสั่งที่อาจขัดต่อกฎหมาย ระเบียบ หรือประโยชน์ของทางราชการ
คำถามสำคัญคือ หากเจ้าหน้าที่รัฐ “ทำตามคำสั่งนาย” แล้วเกิดความเสียหาย ผู้ปฏิบัติจะสามารถอ้างเหตุนี้เพื่อพ้นความผิดได้จริงหรือไม่
คำตอบตามแนวปฏิบัติที่ผ่านมา คือ “แทบเป็นไปไม่ได้”
เพราะทั้งกฎหมายวินัยข้าราชการและกฎหมายอาญา ต่างวางหลักตรงกันว่า เจ้าหน้าที่ของรัฐไม่อาจอ้างเพียงว่า “ผู้บังคับบัญชาสั่ง” เพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้ปฏิบัติงานเป็นผู้ลงมือดำเนินการ มีชื่ออยู่ในเอกสาร หรือเป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับกระบวนการที่ถูกตรวจสอบ
(อ่านเรื่องต่อเนื่อง บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?)
@ ผู้ใต้บังคับบัญชา : เป้าหมายแรกของการตรวจสอบ
ในทางปฏิบัติ เมื่อเกิดคดีทุจริตในหน่วยงานรัฐ บุคคลที่มักถูกตรวจสอบก่อนเสมอ คือ “ผู้ปฏิบัติงาน” หรือผู้ใต้บังคับบัญชา เนื่องจากเป็นผู้ดำเนินการทางเอกสาร ลงนาม หรือเกี่ยวข้องกับกระบวนการโดยตรง
แม้คำสั่งจะมาจากผู้บังคับบัญชา แต่ความรับผิดทั้งทางวินัย ทางอาญา และทางละเมิด มักย้อนกลับมาถึงผู้ปฏิบัติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 มาตรา 82 กำหนดชัดว่า ข้าราชการต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาที่ชอบด้วยกฎหมาย แต่หากเห็นว่าคำสั่งนั้นจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ หรือไม่รักษาประโยชน์ของรัฐ ผู้ใต้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้อง “เสนอความเห็นเป็นหนังสือทันที” เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่ง
หากผู้บังคับบัญชายืนยันคำสั่งเดิม ผู้ใต้บังคับบัญชาจึงค่อยปฏิบัติตาม
นั่นหมายความว่า กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้เจ้าหน้าที่รัฐ “ทำตามคำสั่ง” อย่างไม่มีเงื่อนไข แต่กลับกำหนดหน้าที่เชิงรุกให้ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องกล้าทักท้วงเมื่อพบความไม่ชอบมาพากล
@ จาก “หน้าที่ต้องทักท้วง” สู่ “สิทธิได้รับความคุ้มครอง”
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ซึ่งบัญญัติมาตรา 134 และมาตรา 135 เพื่อคุ้มครองเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดเพราะถูกผู้บังคับบัญชาสั่งการ
หลักการสำคัญของกฎหมาย คือ หากผู้ใต้บังคับบัญชาได้ดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่
ทำหนังสือโต้แย้งคำสั่ง
ขอให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่ง
ขอให้ผู้บังคับบัญชายืนยันคำสั่งเป็นหนังสือ
หรือแจ้งข้อมูลต่อ ป.ป.ช. ภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด
บุคคลดังกล่าวอาจได้รับการยกเว้นโทษ หรือได้รับการกันไว้เป็นพยานโดยไม่ถูกดำเนินคดี
ต่อมา หลักการเดียวกันยังถูกนำไปบัญญัติไว้ในมาตรา 57/1 และมาตรา 58 ของพระราชบัญญัติมาตรการของฝ่ายบริหารในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นจริง คือ “จะต้องโต้แย้งถึงระดับไหน” จึงจะถือว่าเข้าเงื่อนไขได้รับความคุ้มครอง
@ คำพิพากษาสำคัญที่อาจเปลี่ยนแนวทางทั้งระบบ
ประเด็นดังกล่าวถูกตีความอย่างมีนัยสำคัญในคำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 2 คดีหมายเลขแดง อท 33/2566
คดีนี้เกี่ยวข้องกับการเพิ่มรายชื่อผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์เข้าศึกษาต่อในคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา โดยจำเลยซึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาได้มีหนังสือ “ขอคำชี้แจง” ถึงผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับความไม่เป็นไปตามลำดับคะแนน และระบุข้อความในลักษณะ “ท้วงติง” เพื่อความโปร่งใสของกระบวนการคัดเลือก
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีความเห็นว่า หนังสือดังกล่าวยังไม่ถือเป็นการ “โต้แย้ง” หรือ “ขอให้ทบทวนคำสั่ง” ตามมาตรา 134 เพราะจำเลยไม่ได้ระบุชัดว่าไม่เห็นด้วยกับคำสั่งผู้บังคับบัญชา
แต่ศาลกลับวินิจฉัยแตกต่างออกไป
ศาลเห็นว่า แม้หนังสือดังกล่าวจะไม่ได้ใช้ถ้อยคำตรงตัวว่า “คัดค้าน” หรือ “โต้แย้ง” แต่เนื้อหาและบริบทโดยรวม ย่อมสะท้อนว่าผู้ใต้บังคับบัญชากำลังขอให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่ง และให้ยืนยันคำสั่งของตนเอง
โดยเฉพาะเมื่อผู้บังคับบัญชาได้ตอบกลับเป็นหนังสือว่า “ให้ดำเนินการตามคำสั่งเดิม” ยิ่งสะท้อนชัดว่ากระบวนการทบทวนและยืนยันคำสั่งได้เกิดขึ้นแล้ว
ศาลจึงวินิจฉัยว่า จำเลยได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 134 และไม่ต้องรับโทษ
@ คำพิพากษาที่สะท้อน “ความจริงของระบบราชการ”
สาระสำคัญของคำพิพากษานี้ อาจไม่ได้อยู่แค่ผลคดี แต่คือการที่ศาลมองเห็น “สภาพจริง” ของระบบบังคับบัญชาในราชการไทย
เพราะในโลกความเป็นจริง ผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนมากย่อมไม่กล้าทำหนังสือถึงผู้บังคับบัญชาโดยใช้ถ้อยคำรุนแรงตรงไปตรงมาว่า “ขอโต้แย้งคำสั่ง” หรือ “คำสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย”
การทำเช่นนั้นอาจกระทบทั้งเส้นทางความก้าวหน้า การประเมินผลงาน หรือแม้แต่ความสัมพันธ์ในสายการบังคับบัญชา
ดังนั้น การที่ศาลเลือกพิจารณาจาก “เนื้อหาและบริบท” มากกว่ารูปแบบถ้อยคำ จึงถือเป็นแนวทางที่สะท้อนความเข้าใจต่อข้อเท็จจริงของระบบราชการได้อย่างลึกซึ้ง
@บทเรียนสำคัญถึงข้าราชการไทย
คำพิพากษานี้กำลังส่งสัญญาณสำคัญว่า กฎหมายต่อต้านทุจริตไม่ได้มีไว้เพียงลงโทษ แต่ยังถูกออกแบบมาเพื่อ “คุ้มครอง” เจ้าหน้าที่รัฐที่สุจริตและกล้าปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้อง
ภายใต้เงื่อนไขสำคัญข้อเดียว คือ ผู้ใต้บังคับบัญชาต้องไม่นิ่งเฉย
เพราะเมื่อพบคำสั่งที่อาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย การทำหนังสือสอบถาม ทักท้วง ขอคำชี้แจง หรือขอให้ยืนยันคำสั่ง อาจกลายเป็น “หลักฐานสำคัญ” ที่คุ้มครองตนเองได้ในอนาคต
และอาจเป็นเส้นแบ่งระหว่าง “ผู้ปฏิบัติตามคำสั่งโดยสุจริต” กับ “ผู้ร่วมกระทำผิด” ในสายตากฎหมาย
“การโต้แย้งผู้บังคับบัญชา
การขอให้ทบทวนคำสั่ง
และการให้ยืนยันคำสั่งเป็นหนังสือ”
วันนี้ ศาลไทยกำลังเริ่มส่งสัญญาณชัดเจนว่า
“ผู้ใต้บังคับบัญชาที่สุจริต จะต้องได้รับความคุ้มครอง”
/////
เรื่องโดย“ข้าราชการพลัดถิ่น"
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้




