News Logo
หน้าแรก
บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?

บทเรียนขรก.ไทย (3) หนทางรอดคุก 'ลูกน้อง' โต้แย้งคำสั่งนายได้จริงหรือ?

10 พ.ค. 2569 18:07
ผู้ชม 914 คน

"...ข้าราชการอ้างว่า “นายสั่ง” อย่างเดียว ไม่พอ กฎหมายวินัยข้าราชการกำหนดไว้ชัดว่า ข้าราชการต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่ต้องเป็น “คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย” หากเห็นว่าคำสั่งอาจทำให้ราชการเสียหาย หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ ผู้ใต้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้อง “ทำหนังสือเสนอความเห็นเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่ง”..."

ในระบบราชการไทย การทำงานส่วนใหญ่ยังเป็นระบบ “สั่งการตามลำดับชั้น” ผู้บังคับบัญชามีอำนาจให้คุณให้โทษ ขณะที่ผู้ใต้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง

ปัญหาคือ หากวันหนึ่งผู้บังคับบัญชาสั่งในสิ่งที่ “ไม่ถูกต้อง” หรืออาจเข้าข่ายทุจริต

ลูกน้องควรทำอย่างไร ?

ถ้าทำตาม ก็เสี่ยงผิดทั้งวินัยและอาญา แต่ถ้าไม่ทำ ก็อาจถูกมองว่าขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา

นี่จึงเป็นที่มาของมาตรา 134 ในกฎหมาย ป.ป.ช. ปี 2561 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อ “คุ้มครองผู้ใต้บังคับบัญชา” ที่กล้าทักท้วงคำสั่งไม่ชอบ

ข้าราชการอ้างว่า “นายสั่ง” อย่างเดียว ไม่พอ

กฎหมายวินัยข้าราชการกำหนดไว้ชัดว่า ข้าราชการต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่ต้องเป็น “คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย”

หากเห็นว่าคำสั่งอาจทำให้ราชการเสียหาย หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ

ผู้ใต้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้อง “ทำหนังสือเสนอความเห็นเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่ง”

พูดง่าย ๆ คือ

กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้ลูกน้องพูดทีหลังว่า “ผมแค่ทำตามนายสั่ง”

เพราะเจ้าหน้าที่รัฐถือเป็นผู้รู้กฎหมายและระเบียบงานของตัวเองอยู่แล้ว

@ ทางอาญาก็หนีไม่พ้น

ในทางอาญา ยิ่งชัดกว่าเดิม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64 ระบุว่า “จะอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย เพื่อให้พ้นผิดไม่ได้”

ดังนั้น หากมีการทุจริตเกิดขึ้นผู้ปฏิบัติงานที่ลงมือทำ ย่อมถูกตรวจสอบก่อนเป็นอันดับแรก

เพราะชื่ออยู่ในเอกสาร

ลายเซ็นอยู่ในระบบ

และเป็นคนดำเนินการจริง

ต่อให้ผู้บังคับบัญชาเป็นคนสั่ง

ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ยังเสี่ยงผิดทั้งวินัยและอาญาอยู่ดี

@ กำเนิดมาตรา 134

กฎหมาย ป.ป.ช. ปี 2561 ได้เพิ่ม “มาตรา 134” เพื่อเปิดทางคุ้มครองลูกน้องที่ถูกสั่งให้ทำผิด สาระสำคัญ คือ หากเจ้าหน้าที่รัฐถูกนายสั่งให้ทำสิ่งที่อาจผิดกฎหมาย

แล้วได้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

• ทำหนังสือโต้แย้ง

• ขอให้นายทบทวนคำสั่ง

• ขอให้นายยืนยันคำสั่งเป็นหนังสือ

• หรือแจ้ง ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน

เจ้าหน้าที่คนนั้น “ไม่ต้องรับโทษ”

ข้อกฎหมายนี้ ถือเป็นหลักกฎหมายสำคัญมาก

เพราะเป็นครั้งแรกที่กฎหมายเขียนชัดว่า “ลูกน้องที่กล้าทักท้วง อาจได้รับการคุ้มครอง”

แต่ในชีวิตจริง ทำได้ง่ายหรือ ?

@ มาตรา 134 ในทางปฏิบัติทำได้จริงหรือ?

ปัญหาคือ ระบบราชการไทยยังอยู่ภายใต้วัฒนธรรม “ผู้ใหญ่สั่ง ลูกน้องทำ” การที่ลูกน้องทำหนังสือถามกลับหรือขอให้นาย “ทบทวนคำสั่ง”

ในทางปฏิบัติถือว่าเสี่ยงมากเพราะอาจถูกมองว่า

• ไม่ให้ความร่วมมือ

• ขัดคำสั่ง

• มีปัญหากับผู้บังคับบัญชา

• ส่งผลต่อการประเมินผลงานหรือความก้าวหน้า

จึงแทบไม่มีใครกล้าเขียนตรง ๆ ว่า “ผมขอโต้แย้งคำสั่งผู้บังคับบัญชา”

ตัวอย่างคดีที่ตอบย้ำข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ยังเป็นคดีเกี่ยวกับการรับนักศึกษา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ที่ลูกน้องพบความผิดปกติในการเพิ่มรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์

จึงทำหนังสือ “ขอคำชี้แจง” ถึงคณบดี

ในหนังสือมีข้อความลักษณะว่า

• ขอคำชี้แจงเพื่อความโปร่งใส

• ขอท้วงติง

• คะแนนไม่เป็นไปตามลำดับเดิม

ต่อมาคณบดีตอบกลับว่า “ให้ดำเนินการตามเดิม”

@ ป.ป.ช. เห็นว่า “ยังไม่พอ”

แต่ในคดีนี้ ป.ป.ช. มองว่า

หนังสือดังกล่าวไม่ได้เขียนชัดว่า

• โต้แย้งคำสั่ง

• คัดค้านคำสั่ง

• ขอทบทวนคำสั่ง

จึงไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 134

@ ศาลมองอีกแบบ

แต่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลับเห็นว่า แม้หนังสือจะไม่ได้ใช้คำตรง ๆ ว่า “โต้แย้ง” แต่เนื้อหาโดยรวม ถือเป็นการขอให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนและยืนยันคำสั่งอยู่แล้ว

เมื่อผู้บังคับบัญชายืนยันกลับมาเป็นหนังสือว่า“ให้ดำเนินการตามเดิม”

จึงถือว่าลูกน้องได้ใช้สิทธิตามมาตรา 134 แล้ว

ผลคือ ศาลยกเว้นโทษให้จำเลยทั้งสอง

@ คำพิพากษานี้สำคัญอย่างไร ?

สาระสำคัญของคำพิพากษานี้ คือ ศาลเข้าใจ “สภาพจริงของระบบราชการ”

เพราะในโลกความเป็นจริง แทบไม่มีลูกน้องคนไหนกล้าเขียนหนังสือแรง ๆ ใส่นายตรง ๆ

ดังนั้น การพิจารณาว่าเป็นการ “โต้แย้ง” หรือไม่ จึงต้องดูจาก

• เนื้อหาโดยรวม

• บริบท

• พฤติการณ์

• การสื่อสารตอบโต้กัน

ไม่ใช่ดูแค่คำศัพท์แข็ง ๆ ตามตัวหนังสือ

@ มาตรา 134 “เกราะ” สำคัญของลูกน้อง

หากตีความแบบศาล มาตรา 134 จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการทุจริต

เพราะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชากล้า

• ท้วงติง

• ขอคำชี้แจง

• ขอให้ทบทวน

• ขอให้ยืนยันคำสั่งเป็นหนังสือ

มากขึ้น และทำให้ผู้บังคับบัญชาระมัดระวังคำสั่งของตัวเองมากขึ้นด้วย

@ สรุปแบบชาวบ้านเข้าใจง่าย

ถ้านายสั่งอะไรที่ดูไม่ถูกต้อง

อย่านิ่งเฉย

อย่าทำตามแบบเงียบ ๆ

อย่างน้อยควรมี “ร่องรอยเป็นหนังสือ” ว่า

• เคยทักท้วง

• เคยถาม

• เคยขอให้ทบทวน

• หรือขอให้นายยืนยันคำสั่ง

เพราะวันหนึ่ง เอกสารเหล่านี้อาจกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยคุ้มครองตัวเองได้

และจากแนวคำพิพากษานี้ ศาลก็เริ่มส่งสัญญาณชัดว่า

“กฎหมายต้องคุ้มครองคนที่กล้าทำในสิ่งถูกต้อง ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกน้องรับผิดอยู่ฝ่ายเดียว”

“ตื่นเถิดข้าราชการไทย”

หากเห็นคำสั่งไม่ชอบ

การเงียบ อาจอันตรายกว่าการทักท้วงได้

/////

เรื่องโดย“ข้าราชการพลัดถิ่น"

อ่านเรื่องก่อนหน้านี้

แท็กที่เกี่ยวข้อง
ข่าวทุจริต
บทเรียนข้าราชการไทย
หนทางรอดคุก
ลูกน้่องโต้แย้งคำสั่งนาย



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ทรัพย์สิน 12 ล้าน 'ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์' สส.ปชน.-เงินลงทุน 1.2 ล.
ทรัพย์สิน 12 ล้าน 'ณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์' สส.ปชน.-เงินลงทุน 1.2 ล.