"...ข้าราชการอ้างว่า “นายสั่ง” อย่างเดียว ไม่พอ กฎหมายวินัยข้าราชการกำหนดไว้ชัดว่า ข้าราชการต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่ต้องเป็น “คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย” หากเห็นว่าคำสั่งอาจทำให้ราชการเสียหาย หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ ผู้ใต้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้อง “ทำหนังสือเสนอความเห็นเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่ง”..."
ในระบบราชการไทย การทำงานส่วนใหญ่ยังเป็นระบบ “สั่งการตามลำดับชั้น” ผู้บังคับบัญชามีอำนาจให้คุณให้โทษ ขณะที่ผู้ใต้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง
ปัญหาคือ หากวันหนึ่งผู้บังคับบัญชาสั่งในสิ่งที่ “ไม่ถูกต้อง” หรืออาจเข้าข่ายทุจริต
ลูกน้องควรทำอย่างไร ?
ถ้าทำตาม ก็เสี่ยงผิดทั้งวินัยและอาญา แต่ถ้าไม่ทำ ก็อาจถูกมองว่าขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา
นี่จึงเป็นที่มาของมาตรา 134 ในกฎหมาย ป.ป.ช. ปี 2561 ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อ “คุ้มครองผู้ใต้บังคับบัญชา” ที่กล้าทักท้วงคำสั่งไม่ชอบ
ข้าราชการอ้างว่า “นายสั่ง” อย่างเดียว ไม่พอ
กฎหมายวินัยข้าราชการกำหนดไว้ชัดว่า ข้าราชการต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา แต่ต้องเป็น “คำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย”
หากเห็นว่าคำสั่งอาจทำให้ราชการเสียหาย หรือไม่เป็นประโยชน์ต่อทางราชการ
ผู้ใต้บังคับบัญชามีหน้าที่ต้อง “ทำหนังสือเสนอความเห็นเพื่อให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนคำสั่ง”
พูดง่าย ๆ คือ
กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้ลูกน้องพูดทีหลังว่า “ผมแค่ทำตามนายสั่ง”
เพราะเจ้าหน้าที่รัฐถือเป็นผู้รู้กฎหมายและระเบียบงานของตัวเองอยู่แล้ว
@ ทางอาญาก็หนีไม่พ้น
ในทางอาญา ยิ่งชัดกว่าเดิม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 64 ระบุว่า “จะอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย เพื่อให้พ้นผิดไม่ได้”
ดังนั้น หากมีการทุจริตเกิดขึ้นผู้ปฏิบัติงานที่ลงมือทำ ย่อมถูกตรวจสอบก่อนเป็นอันดับแรก
เพราะชื่ออยู่ในเอกสาร
ลายเซ็นอยู่ในระบบ
และเป็นคนดำเนินการจริง
ต่อให้ผู้บังคับบัญชาเป็นคนสั่ง
ผู้ใต้บังคับบัญชาก็ยังเสี่ยงผิดทั้งวินัยและอาญาอยู่ดี
@ กำเนิดมาตรา 134
กฎหมาย ป.ป.ช. ปี 2561 ได้เพิ่ม “มาตรา 134” เพื่อเปิดทางคุ้มครองลูกน้องที่ถูกสั่งให้ทำผิด สาระสำคัญ คือ หากเจ้าหน้าที่รัฐถูกนายสั่งให้ทำสิ่งที่อาจผิดกฎหมาย
แล้วได้ทำอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้
• ทำหนังสือโต้แย้ง
• ขอให้นายทบทวนคำสั่ง
• ขอให้นายยืนยันคำสั่งเป็นหนังสือ
• หรือแจ้ง ป.ป.ช. ภายใน 30 วัน
เจ้าหน้าที่คนนั้น “ไม่ต้องรับโทษ”
ข้อกฎหมายนี้ ถือเป็นหลักกฎหมายสำคัญมาก
เพราะเป็นครั้งแรกที่กฎหมายเขียนชัดว่า “ลูกน้องที่กล้าทักท้วง อาจได้รับการคุ้มครอง”
แต่ในชีวิตจริง ทำได้ง่ายหรือ ?
@ มาตรา 134 ในทางปฏิบัติทำได้จริงหรือ?
ปัญหาคือ ระบบราชการไทยยังอยู่ภายใต้วัฒนธรรม “ผู้ใหญ่สั่ง ลูกน้องทำ” การที่ลูกน้องทำหนังสือถามกลับหรือขอให้นาย “ทบทวนคำสั่ง”
ในทางปฏิบัติถือว่าเสี่ยงมากเพราะอาจถูกมองว่า
• ไม่ให้ความร่วมมือ
• ขัดคำสั่ง
• มีปัญหากับผู้บังคับบัญชา
• ส่งผลต่อการประเมินผลงานหรือความก้าวหน้า
จึงแทบไม่มีใครกล้าเขียนตรง ๆ ว่า “ผมขอโต้แย้งคำสั่งผู้บังคับบัญชา”
ตัวอย่างคดีที่ตอบย้ำข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ยังเป็นคดีเกี่ยวกับการรับนักศึกษา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ที่ลูกน้องพบความผิดปกติในการเพิ่มรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์
จึงทำหนังสือ “ขอคำชี้แจง” ถึงคณบดี
ในหนังสือมีข้อความลักษณะว่า
• ขอคำชี้แจงเพื่อความโปร่งใส
• ขอท้วงติง
• คะแนนไม่เป็นไปตามลำดับเดิม
ต่อมาคณบดีตอบกลับว่า “ให้ดำเนินการตามเดิม”
@ ป.ป.ช. เห็นว่า “ยังไม่พอ”
แต่ในคดีนี้ ป.ป.ช. มองว่า
หนังสือดังกล่าวไม่ได้เขียนชัดว่า
• โต้แย้งคำสั่ง
• คัดค้านคำสั่ง
• ขอทบทวนคำสั่ง
จึงไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 134
@ ศาลมองอีกแบบ
แต่ศาลอาญาคดีทุจริตฯ กลับเห็นว่า แม้หนังสือจะไม่ได้ใช้คำตรง ๆ ว่า “โต้แย้ง” แต่เนื้อหาโดยรวม ถือเป็นการขอให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนและยืนยันคำสั่งอยู่แล้ว
เมื่อผู้บังคับบัญชายืนยันกลับมาเป็นหนังสือว่า“ให้ดำเนินการตามเดิม”
จึงถือว่าลูกน้องได้ใช้สิทธิตามมาตรา 134 แล้ว
ผลคือ ศาลยกเว้นโทษให้จำเลยทั้งสอง
@ คำพิพากษานี้สำคัญอย่างไร ?
สาระสำคัญของคำพิพากษานี้ คือ ศาลเข้าใจ “สภาพจริงของระบบราชการ”
เพราะในโลกความเป็นจริง แทบไม่มีลูกน้องคนไหนกล้าเขียนหนังสือแรง ๆ ใส่นายตรง ๆ
ดังนั้น การพิจารณาว่าเป็นการ “โต้แย้ง” หรือไม่ จึงต้องดูจาก
• เนื้อหาโดยรวม
• บริบท
• พฤติการณ์
• การสื่อสารตอบโต้กัน
ไม่ใช่ดูแค่คำศัพท์แข็ง ๆ ตามตัวหนังสือ
@ มาตรา 134 “เกราะ” สำคัญของลูกน้อง
หากตีความแบบศาล มาตรา 134 จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันการทุจริต
เพราะทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชากล้า
• ท้วงติง
• ขอคำชี้แจง
• ขอให้ทบทวน
• ขอให้ยืนยันคำสั่งเป็นหนังสือ
มากขึ้น และทำให้ผู้บังคับบัญชาระมัดระวังคำสั่งของตัวเองมากขึ้นด้วย
@ สรุปแบบชาวบ้านเข้าใจง่าย
ถ้านายสั่งอะไรที่ดูไม่ถูกต้อง
อย่านิ่งเฉย
อย่าทำตามแบบเงียบ ๆ
อย่างน้อยควรมี “ร่องรอยเป็นหนังสือ” ว่า
• เคยทักท้วง
• เคยถาม
• เคยขอให้ทบทวน
• หรือขอให้นายยืนยันคำสั่ง
เพราะวันหนึ่ง เอกสารเหล่านี้อาจกลายเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยคุ้มครองตัวเองได้
และจากแนวคำพิพากษานี้ ศาลก็เริ่มส่งสัญญาณชัดว่า
“กฎหมายต้องคุ้มครองคนที่กล้าทำในสิ่งถูกต้อง ไม่ใช่ปล่อยให้ลูกน้องรับผิดอยู่ฝ่ายเดียว”
“ตื่นเถิดข้าราชการไทย”
หากเห็นคำสั่งไม่ชอบ
การเงียบ อาจอันตรายกว่าการทักท้วงได้
/////
เรื่องโดย“ข้าราชการพลัดถิ่น"
อ่านเรื่องก่อนหน้านี้




