ป.ป.ช. มาถึงแล้ว! ขนสำนวนคดี 44 สส.ก้าวไกล ฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ลงชื่อแก้ไข ม.112 ยื่นฟ้องศาลฎีกาเป็นทางการ-แพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ชี้แจงมุ่งพิจารณามาตรฐานทางจริยธรรมในการปฏิบัติตนของสส.-โฆษกศาลแจงขั้นตอนดำเนินคดี-ผู้คัดค้านต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 ที่ศาลฎีกา สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้นำสำนวนคดีกล่าวหาอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) 44 ราย พรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไปยื่นฟ้องคดีที่ศาลฎีกาเป็นทางการแล้ว
โดยในช่วงเวลาประมาณ 8.00 น. ผู้สื่อข่าวหลายสำนัก ได้มาเฝ้ารอรถของสำนักงานป.ป.ช.ที่บริเวณประตูด้านหลังศาลฎีกา ประตู 6 ซึ่งเป็นจุดแลกบัตรสำหรับเข้าศาล
ต่อมาเวลาประมาณ 9.20 น. รถตู้ของสำนักงานป.ป.ช. ได้เข้ามาประตูด้านหน้าฝั่งตรงข้ามสนามหลวง จากนั้นก็เริ่มมีการทยอยขนลังเอกสารคดีจำนวนมาก เข้าไปในศาลฎีกา
@ ป.ป.ช. เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ แจงมุ่งพิจารณาพฤติการณ์การกระทำของ 44 สส.
ในวันเดียวกัน สำนักงานป.ป.ช.เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ ระบุว่า นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ในวันนี้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มอบหมายให้ผู้ว่าคดี ไปดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อดำเนินคดีกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง
ต่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับพวก รวม 44 คน ซึ่งเป็นไปตามข้อมูลที่สื่อมวลชนได้เคยรายงานไปก่อนหน้านี้
สำนักงาน ป.ป.ช. ขอแถลงว่า การดำเนินคดีกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงต่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ กับพวก รวม 44 คน นั้น แม้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จะบัญญัติให้สิทธิในการเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นอำนาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม แต่การพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในเรื่องดังกล่าว มุ่งพิจารณาถึงเนื้อหาของกฎหมายที่ผู้ถูกร้องได้นำเสนอ และพฤติการณ์แห่งการกระทำของผู้ถูกร้องทั้ง 44 คน ว่ามีความไม่สมควรประการใด โดยบุคคลผู้ซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎควรมีมาตรฐานทางจริยธรรมในการปฏิบัติตนเช่นใดและสมควรกระทำหรือไม่เกี่ยวกับเนื้อหาแห่งร่างกฎหมายที่เสนอกับพฤติกรรมอื่น ๆ ที่แสดงออก ซึ่งเป็นสาระสำคัญในการยื่นคำร้องคดีนี้ โดยผู้ถูกร้องซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องมีมาตรฐานทางจริยธรรม ที่จะไม่กระทำการฝ่าฝืนต่อกฎหมายหรือกระทำการที่ไม่สมควร โดยในการพิจารณาคดีนี้ตั้งแต่ในชั้นรับเรื่องจนถึงวันที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยกรณีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงและยื่นคำร้องต่อศาล ได้ดำเนินการให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้กำหนดไว้ตั้งแต่ในชั้นรับเรื่องแล้ว และมิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับกรอบระยะเวลาของทางการเมืองแต่ประการใด ทั้งนี้ ศาลฎีกาจะได้พิจารณาและวินิจฉัยต่อไป
สำหรับผู้ถูกร้องซึ่งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่ในวันที่ยื่นคำร้องคดีนี้จะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่นั้น เป็นอำนาจของศาลฎีกาที่จะพิจารณาและมีคำสั่งในเรื่องดังกล่าวต่อไป
จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน
@ โฆษกศาลแจงขั้นตอนดำเนินคดี
นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวอธิบายขั้นตอนการพิจารณาพิพากษาคดีการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 235 (1) ประกอบมาตรา 226 วรรคเจ็ด กำหนดให้ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาวินิจฉัยกรณีที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ชี้มูลความผิดกล่าวหาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระหรือผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560
โดยกระบวนพิจารณาของศาลฎีกาในเรื่องนี้ จะมีระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2561 กำหนดขั้นตอนปฏิบัติไว้ ซึ่งสรุปได้ดังนี้
1.เมื่อมีการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแล้ว ในกรณีที่ศาลเห็นว่าคำร้องไม่ถูกต้อง ศาลอาจสั่งให้ผู้ร้องแก้ไขให้ถูกต้องภายในเวลาที่กำหนดได้ หากผู้ร้องไม่ดำเนินการ ศาลมีอำนาจสั่งไม่รับคำร้องนั้นทั้งหมดหรือบางส่วน
2.หากคำร้องถูกต้องแล้ว ศาลจะมีคำสั่งรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย แล้วส่งสำเนาคำร้องให้ผู้คัดค้าน หรือแจ้งให้ผู้คัดค้านมารับสำเนาคำร้อง
3.เมื่อศาลมีคำสั่งรับคำร้อง ผู้คัดค้านต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าจะมีคำพิพากษา เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และศาลจะแจ้งคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบศาลจะประกาศกำหนดวันนัดพิจารณาครั้งแรกให้คู่ความทราบไม่น้อยกว่า 5 วันก่อนวันนัด และกำหนดวันนัดตรวจพยานหลักฐานและวันไต่สวน เมื่อการไต่สวนเสร็จสิ้น ศาลจะมีคำพิพากษา

ป.ป.ช. ขนสำนวนคดี 44 สส.ก้าวไกล ส่งฟ้องศาลฎีกา (1)

ป.ป.ช. ขนสำนวนคดี 44 สส.ก้าวไกล ส่งฟ้องศาลฎีกา (2)

ป.ป.ช. ขนสำนวนคดี 44 สส.ก้าวไกล ส่งฟ้องศาลฎีกา (3)

ป.ป.ช. ขนสำนวนคดี 44 สส.ก้าวไกล ส่งฟ้องศาลฎีกา (4)




