"...เมื่อพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและโต้แย้งคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่ก็ไม่อาจทัดทานได้ จำเลยที่ 2 อยู่ในวิสัยที่จะปรับปรุงตัวได้ เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 ในการ กลับตนเป็นพลเมืองดี ..."
สำนักข่าว Next News รายงานไปแล้วว่า ในช่วงเดือนมกราคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาตัดสินคดีกล่าวหา นายนพนรรจ์ เติมทรัพย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนสะแกโพรงอนุสรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ กับ นางจรัสพรรณ นิเลิศรัมย์ ทุจริตเงินค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียนในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เมื่อปี 2564 ซึ่งถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดและส่งเรื่องให้อัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องดำเนินคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย
โดยศาลฯ มีคำพิพากษาให้ลงโทษ นายนพนรรจ์ เติมทรัพย์ จำเลยที่ 1 จำคุกเป็นเวลา 5 ปี ไม่รอลงอาญา ส่วน นางจรัสพรรณ จำเลยที่ 2 ศาลฯ ให้ลงโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน และปรับ 66,666.66 บาท ก่อนลดโทษกึ่งหนึ่งจากการรับสารภาพ คงจำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 33,333.33 บาท ให้รอการลงโทษจำคุกไว้ 3 ปี และคุมความประพฤติ 2 ปี ต้องรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน และทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ 48 ชั่วโมง
นอกจากนี้ ศาลฯ ยังมีคำสั่งให้ จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 25,080 บาทแก่โรงเรียนสะเดาโพรงอนุสรณ์ ส่วนข้อหาและคำขออื่นให้ยก
อย่างไรก็ดี คดีนี้ยังไม่สิ้นสุด จำเลยทั้งมีสิทธิ์ต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้อีก

ภาพประกอบรายงาน
คุก5 ปี! อดีตผอ.ร.ร.สะแกโพรงฯบุรีรัมย์ ทุจริตเงินอาหารกลางวันช่วงโควิด
มาดูรายละเอียดผลคำพิพากษาคดีนี้ ฉบับเต็มกัน
คดีนี้ เป็นคดีหมายเลขดำที่ อท 31/2568 , คดีหมายเลขแดงที่ 19/2569
เป็นคดีกล่าวหา นายนพนรรจ์ เติมทรัพย์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนสะแกโพรงอนุสรณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 1 อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ กับพวก ทุจริตเงินค่าอาหารกลางวันเด็กนักเรียนในสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เมื่อปี พ.ศ. 2564
จำเลยมี 2 ราย คือ นายนพนรรจ์ เติมทรัพย์ จำเลยที่ 1 นางจรัสพรรณ นิเลิศรัมย์ จำเลยที่ 2
คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติครั้งที่ 39/2567 วันที่ 9 เมษายน 2567 ชี้มูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 147 , 157และ พ.ร.ป.ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบ ป.อ. มาตรา 91
เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาดังนี้
1.นายนพนรรจ์ เติมทรัพย์ จำเลยที่ 1 และ นางจรัสพรรณ นิเลิศรัมย์ จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86
2.ลงโทษ นายนพนรรจ์ เติมทรัพย์ จำเลยที่ 1 ฐานเจ้าพนักงานมีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย อันเป็นกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้จำคุก 5 ปี
3.ลงโทษนางจรัสพรรณ นิเลิศรัมย์ จำเลยที่ 2 ฐานเป็นผู้สนับสนุน เจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนหรือของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 3 ปี 6 เดือน และปรับ 66,666.66 บาท
4.จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คนหนึ่งคงจำคุก 1 ปี 8 เดือน และปรับ 33,333.33 บาท
เมื่อพิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจแล้วไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติตามคำสั่งของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและโต้แย้งคำสั่งของจำเลยที่ 1 แล้ว แต่ก็ไม่อาจทัดทานได้
จำเลยที่ 2 อยู่ในวิสัยที่จะปรับปรุงตัวได้ เห็นควรให้โอกาสจำเลยที่ 2 ในการ กลับตนเป็นพลเมืองดี
โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ให้คุมความประพฤติมีกำหนด 2 ปี โดยให้จำเลยที่ 2 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง ตลอดระยะเวลาที่คุมความประพฤติกับให้จำเลยที่ 2 ทำงานบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์เป็นเวลา 48 ชั่วโมง ตามที่พนักงานคุมประพฤติเห็นสมควร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30
5.ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงิน 25,080 บาท แก่โรงเรียนสะแกโพรงอนุสรณ์ ข้อหาและคำขออื่นให้ยก
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุม เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 เห็นชอบไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 จำเลยที่ 1 ตามฟ้องโจทก์ข้อ 2.2 และเห็นควรรับทราบกรณีที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งอุทธรณ์คำพิพากษาที่ยกฟ้องจำเลยทั้งสอง ตามฟ้องข้อ 2.1 และข้อ 2.3 และพิพากษาให้รอการลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฟ้องข้อ 2.2 (ดูเอกสารป.ป.ช.ท้ายเรื่องประกอบ)
บทสรุปสุดท้าย คดีนี้ จะเป็นอย่างไร ต้องคอยติดตามดูกันต่อไป
สำหรับประมวลกฎหมายอาญามาตรา 147 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตน หรือเป็นของผู้อื่นโดยทุจริต หรือโดยทุจริตยอมให้ผู้อื่นเอาทรัพย์นั้นเสีย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

อ่านข่าวในหมวดเดียวกัน
คุก 128 ปี 384 ด.! อดีต ผอ.ร.ร.เทศบาล 3 ท่าแดง ทุจริตเงินค่าอาหารเด็ก
ย้อนรอย อดีต ผอ.ร.ร.เทศบาล 3 ท่าแดง ทุจริตค่าอาหารกลางวัน สู่คุกร้อยปี
อ่านข่าวผลคดีทุจริตอื่นๆ
คุกคนละ 6 ปี! อดีตปธ.แบงก์อิสลาม-พวก อนุมัติสินเชื่อมิชอบ-ชดใช้ 2 ล้าน
รวมคดีสินเชื่อ อดีตปธ.แบงก์อิสลาม-พวก รอดมา 2 - ก่อนเจอโทษคุก 6 ปี
เบื้องลึก! คดีคุกอดีตปธ.แบงก์อิสลาม อนุมัติสินเชื่อ117 ล. ก่อนหนี้เสีย
คุก 264 ด.! รอลงอาญา อดีตจนท.กฟภ.อุดรฯ ปลอมเอกสารซื้อหม้อแปลงไฟฟ้า
ฉบับเต็ม! ผลคดีอดีต จนท.กฟภ.ปลอมเอกสารซื้อหม้อแปลง รอลงอาญา คุก 264 ด.
ย้อนรอย อดีต ผอ.ร.ร.เทศบาล 3 ท่าแดง ทุจริตค่าอาหารกลางวัน สู่คุกร้อยปี
คุกหลายสิบปี! อดีตปลัด อบต.ด่านช้าง-พวก ทุจริตโครงการพระราชดำริฯ
อุทธรณ์พลิก! อดีตนายกเทศฯท่าทอง โดนคุก 3 ปี 4 ด. จากเดิมได้รอลงอาญา
#อ่านข่าวผลคำพิพากษาคดีทุจริตดังที่นี่ คำพิพากษาจำคุก




