คณะอนุฯ กลั่นกรอง ลงมติเสนอตั้งไต่สวนคดีกล่าวหา พ.ต.อ.ทวี-พวก รวมปลัดก.ยุติธรรม อดีตรักษาการอธิบดีราชทัณฑ์ ผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบมีคำสั่งพักการลงโทษ 'ทักษิณ' นำช่วงเวลารักษาตัว ชั้น 14 รพ.ตำรวจ มาคิดรวมระยะเวลาการรับโทษ ขณะที่ศาลฎีกาชี้ไม่ใช่การอยู่ในเรือนจำ รอชงเรื่องเข้าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่
แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยสำนักข่าว Next News ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องร้องเรียนกล่าวหาประจำสำนักไต่สวนการทุจริตคดีการเมือง การปกครอง 2 มีมติให้เสนอตั้งไต่สวนคดีกล่าวหา พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม พร้อมพวก ประกอบไปด้วย ปลัดกระทรวงยุติธรรมคนปัจจุบัน , อดีตรักษาการอธิบดีราชทัณฑ์ อดีตผู้บัญชาการเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ คณะอนุกรรมการพิจารณาวินิจฉัยการพักโทษ กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบมีคำสั่งพักการลงโทษนักโทษเด็ดขาด นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2567 ที่มีการอนุญาตให้ นายทักษิณ ชินวัตร ออกไปรักษาตัวที่ชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ โดยไม่ต้องกลับไปถูกคุมขังที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ จนได้รับการปล่อยตัว
โดยนายทักษิณ อยู่โรงพยาบาลตำรวจเป็นเวลา 180 วัน ก่อนจะมีการปล่อยตัวออกจากโรงพยาบาล ในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 เข้าเงื่อนไขการพักโทษ แต่ข้อเท็จจริงเมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาตัดสินว่า การอยู่ในโรงพยาบาลตำรวจของนายทักษิณไม่ใช่การอยู่ในเรือนจำ แต่คณะกรรมการพิจารณาการพักโทษกับนำกรณีนี้มาคิดรวมระยะเวลาการรับโทษ
ขณะที่กรณีการพักโทษของ นายทักษิณ ชินวัตร อำนาจไม่ได้อยู่ที่ผู้บัญชาการเรือนจำเพียงคนเดียว และไม่ได้เป็นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมโดยลำพัง ซึ่งในขั้นตอนปกติกระบวนการมีลำดับดังนี้
1. คณะทำงาน/คณะกรรมการของเรือนจำพิจารณาคุณสมบัติและเสนอรายชื่อ
2. กรมราชทัณฑ์ตรวจสอบและกลั่นกรอง
3. เสนอให้ คณะอนุกรรมการเพื่อพิจารณาวินิจฉัยการพักการลงโทษ พิจารณาให้ความเห็นชอบ
4. เมื่อมีมติอนุมัติ จึงดำเนินการปล่อยตัวพักโทษและส่งเข้าสู่การคุมประพฤติ
ขณะที่ตำแหน่งประธานคณะอนุกรรมการดังกล่าว ในช่วงเวลานั้นคือ ปลัดกระทรวงยุติธรรม โดยองค์ประกอบของคณะอนุกรรมการประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหลายหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เช่น อธิบดีกรมราชทัณฑ์ อธิบดีกรมคุมประพฤติ อธิบดีกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานศาลยุติธรรม ผู้แทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง รัฐมนตรีลงนามคนสุดท้าย
สำหรับขั้นตอนต่อไป ณะอนุกรรมการกลั่นกรองฯ จะนำเรื่องเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อให้มีมติตั้งคณะไต่สวนขึ้นอย่างเป็นทางการ แต่เนื่องจากเป็นคดีสำคัญเพราะผู้ถูกกล่าวหาเป็นข้าราชการระดับสูงระดับอดีตอัยการสูงสุด (อสส.) อาจจะใช้มาตรา 51 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 ที่ระบุว่า ในการไต่สวนเรื่องใดที่เป็นเรื่องสำคัญ มีผลกระทบอย่างกว้างขวาง หรือเป็นกรณีมีการไต่สวนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนเอง หรือจะแต่งตั้งกรรมการไม่น้อยกว่าสองคนและบุคคลอื่นเป็นคณะกรรมการไต่สวนก็ได้
คณะกรรมการไต่สวนตามวรรคหนึ่งมีอำนาจแต่งตั้งหัวหน้าพนักงานไต่สวนหรือพนักงานไต่สวน และพนักงานเจ้าหน้าที่ให้ช่วยเหลือคณะกรรมการไต่สวนในการดำเนินการตามหน้าที่ได้ตามที่เห็นสมควร
อย่างไรก็ดี การตั้งองค์คณะไต่สวนคดีนี้ของ ป.ป.ช. เป็นการไต่สวนคดีตามขั้นตอนทางกฎหมาย ยังต้องผ่านขั้นตอนอีกหลายขั้นตอน ถ้าพบว่ามีมูล จึงจะมีการแจ้งข้อกล่าวหา และเปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาชี้แจง จากนั้นจึงจะสรุปสำนวน ส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลอีกครั้ง
ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่




