เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา 'วิชา หรือธรรศนรินทร์ พรมอุทัย' อดีตนายก อบต.บ้านไร่ อำเภอลาดยาว นครสวรรค์ ขุดถมดินโดยมิชอบ เข้ามีส่วนได้เสียโครงการปรับปรุงถนน ล่าสุด ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนโทษคุก 12 ปี 36 เดือน ลูกสาวโดนด้วย 6 ปี 48 เดือน ป.ป.ช.เห็นชอบตามอสส.ไม่ฎีกาแล้ว
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายวิชา หรือธรรศนรินทร์ พรมอุทัย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) บ้านไร่ อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ กับพวก ไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่กับนางสาวกวินธิดา พรมอุทัย บุตรสาวของตน กรณีขุดและถมดินโดยมิได้แจ้งการขุดต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น เข้ามีส่วนได้เสียในการดำเนินการโครงการปรับปรุงถนนโดยวิธีเฉพาะเจาะจง จำนวน 6 โครงการ เมื่อปี พ.ศ. 2560 - 2561 และอนุญาตให้การประปาส่วนภูมิภาค สาขาลาดยาว เข้าใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์ทุ่งบึงหล่มโดยมิชอบ ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ลงมติชี้มูลความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 151, 152, 157 และ พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172) ประกอบ ป.อ. มาตรา 86, 90, 91 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2564
โดยคดีนี้ ปรากฏชื่อ นายวิชา หรือธรรศนรินทร์ พรมอุทัย เป็นจำเลยที่ 1, นางสาวกวินธิดา พรมอุทัย จำเลยที่ 2 , นายกู้เกียรติ ร่มรื่น จำเลยที่ 3 นายประสิทธิ์ แถมพยัคฆ์ จำเลยที่ 4 นายวิวัฒน์ อยู่ยงค์ จำเลยที่ 5
ล่าสุด เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2568 ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 6
จากเดิมที่มีคำพิพากษา ดังนี้
จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151, 152 พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 รวม 6 กระทง แต่ละกระทงเป็นความผิดกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตาม ป.อ. มาตรา 151 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี
จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151, 152 พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 รวม 6 กระทง แต่ละกระทงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน
จำเลยที่ 3 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151, 152 พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 3 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษจำเลยที่ 3 ทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตาม ป.อ. มาตรา 91 รวม 2 กระทง แต่ละกระทงเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน
จำเลยที่ 4 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151, 152 พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 4 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 4 ตาม ป.อ. มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 4 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน
จำเลยที่ 5 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 151, 152 พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. 2561 มาตรา 172 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 การกระทำของจำเลยที่ 5 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษจำเลยที่ 5 ตาม ป.อ. มาตรา 151 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ตาม ป.อ. มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 5 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน
จำเลยทั้งห้าให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษตาม ป.อ. มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง
ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 กระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 6 กระทง คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 12 ปี 36 เดือน
ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 กระทงละ 1 ปี 8 เดือน รวม 6 กระทง คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 ปี 48 เดือน
ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 3 กระทงละ 1 ปี 8 เดือน รวม 2 กระทง คงจำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 2 ปี 16 เดือน
คงจำคุกจำเลยที่ 4 ถึงที่ 5 มีกำหนด 1 ปี 8 เดือน
พิพากษาแก้เป็นว่า
จำเลยที่ 1 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1
จำเลยที่ 2 ถึงที่ 5 มีความผิดตาม พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ. 2542 มาตรา 123/1 ประกอบ ป.อ. มาตรา 86
นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เห็นชอบในการที่อัยการสูงสุดจะไม่ฎีกาคำพิพากษาคดีอาญา
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐเทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.




