ป.ป.ช. ภาค 2 แถลงผลไต่สวนคดีเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลศรีราชา "นายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล กับพวก" ป.ป.ช. มีมติให้ข้อกล่าวหาทางอาญา "ตกไป" ทุกข้อ แต่สั่งส่งเรื่อง "ไม่ขออนุญาตสิ่งล่วงล้ำลำน้ำ" ให้ผู้ว่าฯ ชลบุรี ดำเนินการตามอำนาจ ม.64
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภาค 2 ได้ออกเอกสารข่าวแจก ระบุว่าเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2569 พลตำรวจตรี อรุณ อมรวิริยะกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ภาค 2 แถลงข่าว กรณี ป.ป.ช. มีมติให้ดำเนินการไต่สวน นายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งโยธาธิการและผังเมือง จังหวัดชลบุรี กับพวก ในโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล เขตเทศบาลเมืองศรีราชา (จุดที่ 1) อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ความยาว 180 เมตร จำนวน 4 ข้อกล่าวหา โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีมติให้ข้อกล่าวหาทางอาญาทุกข้อ "ตกไป" เนื่องจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ อย่างไรก็ตาม มีข้อกล่าวหาหนึ่งที่ ป.ป.ช. ได้สั่งให้ส่งเรื่องต่อผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีดำเนินการตามมาตรา 64 คือกรณีที่นายวิวัฒน์ฯ ดำเนินการก่อสร้างโดยยังไม่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างสิ่งล่วงล้ำลำน้ำจากเจ้าท่า
โดยคดีนี้มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 5 คนได้แก่ 1.นายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล 2. นายธานี รัตนานนท์ 3.บริษัท อาร์ ซี เค พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด 4.นายสุรชาติ ชัยตระกูลทอง และ 5.นายสุวรรณ ชัยตระกูลทอง
สำหรับรายละเอียดของแต่ละข้อกล่าวหามีดังนี้:
ข้อกล่าวหาที่ 1: ไม่จัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA)
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเลดังกล่าว ไม่เป็นโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่กำหนดประเภทและขนาดของโครงการฯ การกระทำของนายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล และผู้ถูกกล่าวหาอื่น ๆ จึงยังฟังไม่ได้ว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหานี้จึงไม่มีมูลและให้ข้อกล่าวหาตกไป
ข้อกล่าวหาที่ 2: ไม่ดำเนินการขออนุญาตทำสิ่งล่วงล้ำลำน้ำตามกฎหมาย
นายวิวัฒน์ มหาผลศิริกุล ในฐานะผู้กำกับดูแล ได้ดำเนินการก่อสร้างโครงการเขื่อนป้องกันตลิ่งริมทะเล โดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าท่า ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการเดินเรือในน่านน้ำไทยฯ มาตรา 117 อย่างไรก็ตาม จากการไต่สวนเบื้องต้น พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะฟังได้ว่านายวิวัฒน์ฯ ได้กระทำความผิดทางอาญาตามที่กล่าวหา จึงให้ข้อกล่าวหาทางอาญาตกไป แต่เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติให้ส่งข้อกล่าวหานี้ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรีดำเนินการไปตามหน้าที่และอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 64
ส่วนการกระทำของนายธานี รัตนานนท์ และผู้ถูกกล่าวหาอื่น ๆ ในข้อกล่าวหานี้ ไม่มีมูลและให้ตกไปเช่นเดียวกัน
ข้อกล่าวหาที่ 3: โครงการไม่เป็นไปตามผลการศึกษาแนวทางการจัดการป้องกันและแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง และไม่ผ่านความเห็นชอบของคณะทำงานบูรณาการแผนงบประมาณฯ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้แจงว่า คณะทำงานบูรณาการแผนงบประมาณฯ มีหน้าที่เพียงเสนอข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ไม่มีกฎหมายหรือระเบียบใดกำหนดให้หน่วยงานที่ประสงค์จะดำเนินโครงการเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งต้องนำโครงการเสนอต่อคณะทำงานดังกล่าว ส่วนการเสนองบประมาณนั้น นายวิวัฒน์ฯ ยังมิได้ดำรงตำแหน่งโยธาธิการและผังเมืองจังหวัดชลบุรีในขณะนั้น และผู้ถูกกล่าวหาอื่น ๆ ก็ไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้องในการจัดทำงบประมาณหรือแปรญัตติโครงการดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้น จากการไต่สวนเบื้องต้น ข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหานี้จึงไม่มีมูลและให้ตกไป
ข้อกล่าวหาที่ 4: ดำเนินโครงการเพื่อเอื้อประโยชน์ในการสร้างคอนโดมิเนียมโครงการศรีราชา มารีน่า เบย์ ฟร้อนท์ ของบริษัท อาร์ ซี เค พร๊อพเพอร์ตี้ จำกัด
คณะกรรมการ ป.ป.ช. ระบุว่า ข้อกล่าวหานี้เป็นเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยเสร็จเด็ดขาดไปแล้ว ซึ่งมิได้มีหลักฐานใหม่ที่อาจทำให้ผลการพิจารณาเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นกรณีห้ามมิให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. รับหรือยกเรื่องที่มีลักษณะดังกล่าวขึ้นพิจารณา ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 54 (1) อีกทั้ง จากการไต่สวนเบื้องต้น ข้อเท็จจริงก็ยังฟังไม่ได้ว่าผู้ถูกกล่าวหาได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหานี้จึงไม่มีมูลและให้ตกไป
ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ย้ำว่า การชี้มูลความผิดทางอาญาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุด ผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด




