ป.ป.ช. เผยแพร่ผลคดีกล่าวหา 'บรรเจิด สอพิมาย' อดีตนายก อบต.ในเมือง อำเภอพิมาย นครราชสีมา เข้ามีส่วนได้เสียโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก ปี 59 ล่าสุด ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบภาค 3 พิพากษาลงโทษจำคุก 10 ปี พวกโดนคนละ 6 ปี 8 เดือน เอกชนปรับ 53,333.32 บาท ไม่รอลงอาญา - เผยเจอยึดทรัพย์ คดีร่ำรวยผิดปกติไปแล้ว 73 ล้าน
สำนักข่าว Next News รายงานว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ เว็บไซต์ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้เผยแพร่ความคืบหน้าผลคดีกล่าวหา นายบรรเจิด สอพิมาย เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา กับพวก เข้าไปมีส่วนได้เสียในโครงการก่อสร้างถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก บ้านวังกลาง หมู่ที่ 10 ประจำปีงบประมาณ 2559 ซึ่งถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดตามประมวลกฏหมายอาญา มาตรา 151 , 157 , 152 ประกอบมาตรา 86 มาตรา 91 พ.ร.ป. พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 100 (1) ประกอบมาตรา 122 มาตรา 123/1 (พ.ร.ป. พ.ศ. 2561 มาตรา 126 (1) ประกอบมาตรา 168 มาตรา 172) ประกอบ ป.อ. มาตรา 86 มาตรา 91 ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2565
ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำพิพากษาดังนี้
-นายบรรเจิด สอพิมาย จำเลยที่ 1 , นางอร่าม พงษ์พิมาย จำเลยที่ 2 , หจก. วังหินก่อสร้าง จำเลยที่ 3 , นายสมหวัง โชคค้า จำเลยที่ 4 และนางรัติวงษ์ สอพิมาย จำเลยที่ 5 มีความผิดตามกฎหมาย เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 151
ลงโทษจำคุก จำเลยที่ 1 กระทงละ 5 ปี รวม 10 ปี
ลงโทษ จำคุก จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 5 กระทงละ 3 ปี 4 เดือน รวมคนละ 6 ปี 8 เดือน
ลงโทษ จำเลยที่ 3 ปรับกระทงละ 26,666.66 บาท รวม 53,333.32 บาท
-ให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกคดีอาญาหมายเลขดำที่ อท 48/2568 คดีหมายเลขแดงที่ อท 227/2568
กรณีจำเลยที่ 3 ไม่ชำระค่าปรับ ให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29
อย่างไรก็ดี คดีนี้ ยังไม่สิ้นสุด จำเลย มีสิทธิ์ต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ในชั้นศาลที่สูงกว่านี้อีกได้
เบื้องต้น คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีการประชุมเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 เห็นชอบในการที่อัยการสูงสุด (อสส.) จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน มีหน้าที่ซื้อ ทำ จัดการหรือรักษาทรัพย์ใด ๆ ใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต อันเป็นการเสียหายแก่รัฐเทศบาล สุขาภิบาลหรือเจ้าของทรัพย์นั้น ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ห้าปีถึงยี่สิบปี หรือจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงสี่แสนบาท

เอกสารแสดงผลคดีของ ป.ป.ช.
สำหรับนายบรรเจิด สอพิมาย ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2567 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 3 มีคำสั่งให้ทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติรวมมูลค่า 73,062,271.36 บาท ของนายบรรเจิด สอพิมาย และผู้เกี่ยวข้อง ตกเป็นของแผ่นดิน ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 4 ประกอบมาตรา 83 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 4 ประกอบมาตรา 125
หลังจาก ในช่วงเดือนตุลาคม 2565 ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติเอกฉันท์ 7 เสียง ว่า นายบรรเจิด สอพิมาย ร่ำรวยผิดปกติ โดยมีทรัพย์สินมากผิดปกติหรือมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมา โดยไม่มีมูลอันจะอ้างได้ตามกฎหมายสืบเนื่องมาจากการปฏิบัติตามหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่รวมมูลค่า 73,062,271.36 บาท
ต่อมาเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2566 นายสยาม ศิริมงคล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ได้ลงนามในคำสั่งให้ นายบรรเจิด พ้นตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลในเมือง อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา จากกรณีถูกคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิดกรณีร่ำรวยผิดปกติเป็นทางการด้วย




