ป.ป.ช.ชี้มูล 'วีระพล สุทธิพรพลางกูร' อดีตผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมการปลูกป่า สำนักส่งเสริมการปลูกป่า -พวก ตรวจสอบข้อเท็จจริงรายงานผลการตรวจสอบแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ข้าวต้ม-ป่าห้วยลึก และสวนป่ากิ่วทัพยั้ง โดยมิชอบด้วย - ส่งสำนวน อสส. ฟ้องอาญา -แจ้งผู้บังคับบัญชาดำเนินการทางวินัยแล้ว
สำนักงาน Next News รายงานว่า เมื่อวันที่ 15 กรกฏาคม 2569 สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เผยแพร่มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชี้มูลความผิด นายวีระพล สุทธิพรพลางกูร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมการปลูกป่า สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กับพวก ในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามคำสั่งกรมป่าไม้ ที่ 175/2554 ลงวันที่ 14 มกราคม 2554 และคำสั่งกรมป่าไม้ ที่ 514/2554 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 กรณีตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานผลการตรวจสอบแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าแม่ข้าวต้ม-ป่าห้วยลึก และสวนป่ากิ่วทัพยั้ง โดยมิชอบด้วยระเบียบกฎหมาย
โดยนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า เมื่อปี พ.ศ. 2554 กรมป่าไม้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ประกอบด้วย นายวีระพล สุทธิพรพลางกูร เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมการปลูกป่า สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้ เป็นประธานกรรมการ นายพิชิต สมบัติมาก ตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 2 (เชียงราย) นายเจษฎา เงินทอง ตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน นายวัลลภ บังเกิดผล ตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญของศาล นายศุภชัย วิเศษกุล ตำแหน่งนายช่างสำรวจชำนาญงาน นายเสกสันต์ มานะอุดมสิน ตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน นายสมชาย ใจใหญ่ ตำแหน่งนายช่างสำรวจชำนาญงาน นายชาคริต อุตรพงศ์ ตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน และนายสมชาติ วรภัทรหิรัญมาศ ตำแหน่งเจ้าพนักงานป่าไม้ชำนาญงาน เป็นกรรมการ ตามคำสั่งกรมป่าไม้ ที่ 175/2554 ลงวันที่ 14 มกราคม 2554 และคำสั่งกรมป่าไม้ ที่ 514/2554 ลงวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2554 มีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงการครอบครองที่ดินบริเวณพื้นที่ ซึ่งมีการปักป้ายแสดงอาณาเขตว่า “สวนลุงเป็ง” เนื้อที่ประมาณ 49 ไร่ ตั้งอยู่ในท้องที่ตำบลท่าสุด อำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงราย ว่าเป็นพื้นที่อยู่ในแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ข้าวต้ม–ป่าห้วยลึก หรือสวนป่ากิ่วทัพยั้ง หรือไม่
โดยในการตรวจสอบจะต้องอ้างหลักวิชาการและพิจารณาพยานหลักฐานและยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบของทางราชการและรายงานผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงต่ออธิบดีกรมป่าไม้ โดยคณะกรรมการดังกล่าวได้มีมติมอบหมายให้นายวัลลภ บังเกิดผลนายสมชาย ใจใหญ่ นายชาคริต อุตรพงศ์ และนายสมชาติ วรภัทรหิรัญมาศ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ร่วมกันหาค่าพิกัดแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ข้าวต้ม–ป่าห้วยลึก หรือสวนป่ากิ่วทัพยั้ง ตามหลักการทางวิชาการและให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อประกอบการพิจารณาของคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง
แต่ปรากฏว่านายวัลลภ บังเกิดผล นายสมชาย ใจใหญ่ นายชาคริต อุตรพงศ์ และนายสมชาติ วรภัทรหิรัญมาศ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค กลับดำเนินการให้มีการกำหนดแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ข้าวต้ม–ป่าห้วยลึก คลาดเคลื่อน โดยไม่ดำเนินการตรวจสอบสมุดจดรายงานการรังวัด (field book) แต่ได้บิดเบือนข้อเท็จจริงว่าสมุดจดรายงานการรังวัด (field book) ชำรุดเสียหาย ทั้งที่ความจริงมีการจัดเก็บรักษาไว้ที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ 2 (เชียงราย) ในสภาพใช้งานได้ รวมทั้งไม่นำระวางแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศที่มีการขีดเขตป่าสงวนแห่งชาติ ตามบันทึกข้อตกลงระหว่างกรมที่ดินและกรมป่าไม้ว่าด้วยการตรวจพิสูจน์เพื่อออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ซึ่งเกี่ยวกับเขตป่าไม้ พ.ศ. 2534 มาตรวจสอบ ซึ่งหากนำเอกสารสำคัญทั้งสองส่วนมาตรวจสอบ ก็จะทราบในทันทีว่าพื้นที่ที่เกิดเหตุอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่ข้าวต้ม–ป่าห้วยลึก
แต่มีเจตนาขีดแนวเขตป่าสงวนแห่งชาติขึ้นใหม่ เพื่อทำให้พื้นที่ที่เกิดเหตุอยู่นอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ ส่งผลให้มีการรับรองว่าแผนที่ที่ได้จากค่าพิกัดดังกล่าวมีความถูกต้อง อันมีผลกระทบกับความเป็นที่ดินของรัฐจากการบิดเบือนข้อเท็จจริง เป็นเหตุให้ที่ดินที่เกิดเหตุไม่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ เป็นผลให้ไม่มีการติดตามเอาพื้นที่เกิดเหตุคืนกลับมาเป็นพื้นที่ของรัฐ
คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติ ดังนี้
1. การกระทำของนายวีระพล สุทธิพรพลางกูร นายพิชิต สมบัติมาก นายเจษฎา เงินทอง นายศุภชัย วิเศษกุล และนายเสกสันต์ มานะอุดมสิน มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
2. การกระทำของนายวัลลภ บังเกิดผล นายสมชาย ใจใหญ่ นายชาคริต อุตรพงศ์ และนายสมชาติ วรภัทรหิรัญมาศ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1 (ปัจจุบันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 172) และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง
ให้ส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน สำเนาอิเล็กทรอนิกส์ และคำวินิจฉัยไปยังอัยการสูงสุด เพื่อดำเนินคดีอาญาในศาลซึ่งมีเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาคดี และส่งรายงาน สำนวนการไต่สวน เอกสารหลักฐาน และคำวินิจฉัย ไปยังผู้บังคับบัญชา เพื่อดำเนินการทางวินัย ตามฐานความผิดดังกล่าว ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 91 (1) และ (2) มาตรา 98 แล้วแต่กรณีต่อไป
อย่างไรก็ดี การชี้มูลความผิดของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ยังไม่ถือเป็นที่สุดผู้ถูกกล่าวหายังเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาของศาลอันถึงที่สุด




