News Logo
หน้าแรก
WHO ยันความเสี่ยงต่ำ หลังนักวิจัยกาฬโรคไซบีเรียเสียชีวิต

WHO ยันความเสี่ยงต่ำ หลังนักวิจัยกาฬโรคไซบีเรียเสียชีวิต

6 ต.ค. 2569 13:43
ผู้ชม 11 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

องค์การอนามัยโลกประเมินความเสี่ยงต่อประชาชนทั่วไปยังอยู่ในระดับต่ำ หลังเจ้าหน้าที่สถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคในไซบีเรียเสียชีวิตจากโรคปอดบวมไม่ทราบสาเหตุ ขณะที่ทางการรัสเซียยืนยันยังไม่พบหลักฐานเชื่อมโยงการเสียชีวิตกับเชื้อโรคจากห้องปฏิบัติการ ส่วนผู้สัมผัสใกล้ชิดเกือบ 200 คนอยู่ภายใต้การเฝ้าระวังทางการแพทย์

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2569 องค์การอนามัยโลก (World Health Organization: WHO) ระบุว่า จากข้อมูลที่มีอยู่ในขณะนี้ ความเสี่ยงด้านสาธารณสุขต่อประชาชนทั่วไปจากกรณีเจ้าหน้าที่หญิงของสถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคในไซบีเรียเสียชีวิตยังอยู่ในระดับต่ำ และจะประเมินสถานการณ์อีกครั้งหากได้รับข้อมูลเพิ่มเติม

CNN รายงานว่า WHO อยู่ระหว่างประสานงานกับทางการรัสเซียเพื่อตรวจสอบรายละเอียดของเหตุการณ์ สภาพแวดล้อมภายในสถาบัน ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ รวมถึงสถานะของผู้สัมผัสใกล้ชิด พร้อมเสนอให้ความช่วยเหลือหากมีความจำเป็น

ข้อมูลจากสำนักงานกำกับดูแลด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและสาธารณสุขแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย (Federal Service for Surveillance on Consumer Rights Protection and Human Wellbeing: Rospotrebnadzor) ระบุว่า ผู้เสียชีวิตเป็นเจ้าหน้าที่หญิงอายุ 28 ปีของสถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคแห่งอีร์คุตสค์ ไซบีเรียและตะวันออกไกล (Irkutsk Anti-Plague Research Institute of Siberia and the Far East) ในแคว้นอีร์คุตสค์ ใกล้เมืองเชเลคอฟ โดยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคปอดบวมที่ยังไม่ทราบสาเหตุ และเสียชีวิตในช่วงค่ำวันที่ 1 ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 2 ตุลาคม 2569

สำนักงานกำกับดูแลด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและสาธารณสุขแห่งสหพันธรัฐรัสเซียยืนยันว่า การตรวจตัวอย่างทางชีวภาพยังไม่พบจุลชีพที่เกี่ยวข้องกับหน้าที่การทำงานของผู้เสียชีวิต และจากการตรวจสอบภายในสถาบันยังไม่พบหลักฐานของอุบัติเหตุ การรั่วไหล หรือเหตุฉุกเฉินที่เกี่ยวข้องกับเชื้อก่อโรค

The Guardian รายงานโดยอ้างข้อมูลจากสื่อท้องถิ่นรัสเซียว่า ผู้เสียชีวิตมีชื่อว่า ดาเรีย ชิปิโลวา และทำงานเป็นช่างเทคนิคห้องปฏิบัติการ ขณะที่ อิกอร์ คอบเซฟ ผู้ว่าการแคว้นอีร์คุตสค์ ระบุว่า ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาไม่มีเจ้าหน้าที่ของสถาบันรายอื่นเข้ารับการรักษาด้วยโรคติดเชื้อเพิ่มเติม และสถานการณ์ด้านสาธารณสุขในพื้นที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุม

รายงานจากสำนักข่าวต่างประเทศเผยว่า มีผู้สัมผัสใกล้ชิดประมาณ 197-200 คนเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังทางการแพทย์ โดยหลายคนถูกนำไปสังเกตอาการในโรงพยาบาลในพื้นที่ ขณะที่โรงพยาบาลในเมืองเชเลคอฟซึ่งผู้เสียชีวิตเข้ารับการรักษาถูกจำกัดการเข้าออกบางส่วนเพื่อควบคุมสถานการณ์

มีรายงานด้วยว่า โรงงานอะลูมิเนียมในพื้นที่ขอให้พนักงานสวมหน้ากากอนามัยเป็นมาตรการป้องกันเบื้องต้น ขณะที่สำนักงานกำกับดูแลด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและสาธารณสุขแห่งสหพันธรัฐรัสเซียระบุว่า ในกลุ่มผู้สัมผัสที่ได้รับการตรวจ พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 จำนวน 2 ราย และเชื้อไรโนไวรัสอีก 2 ราย แต่ยังไม่พบโรคติดเชื้ออื่นที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ดังกล่าว

ก่อนหน้านี้มีข่าวลือแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ของรัสเซียว่า ผู้เสียชีวิตอาจทำหลอดทดลองที่มีเชื้อกาฬโรคแตกเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 หรืออาจได้รับเชื้อจากการปฏิบัติงานภาคสนามในพื้นที่ที่พบเชื้อกาฬโรคตามธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม สำนักงานกำกับดูแลด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและสาธารณสุขแห่งสหพันธรัฐรัสเซียปฏิเสธข้อมูลดังกล่าว และยืนยันว่าไม่พบเหตุฉุกเฉินเกี่ยวกับเชื้อก่อโรคภายในสถาบัน

สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งรายงานตรงกันว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นบางรายเคยเผยแพร่ข้อความที่เชื่อมโยงเหตุการณ์กับกาฬโรค ก่อนมีการแก้ไขหรือลบข้อความในเวลาต่อมา ทำให้เกิดกระแสคาดการณ์ในสื่อสังคมออนไลน์ ขณะที่ทางการรัสเซียยังคงยืนยันว่าไม่พบหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าว

CNN รายงานคำกล่าวของ ดมิทรี เปสคอฟ โฆษกเครมลิน ซึ่งระบุว่า ประชาชนควรยึดข้อมูลอย่างเป็นทางการจากสำนักงานกำกับดูแลด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและสาธารณสุขแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย มากกว่าข่าวลือหรือการคาดการณ์ที่เผยแพร่ในช่องทางอื่น พร้อมย้ำว่าสถานการณ์อยู่ภายใต้การควบคุม

ด้าน อันนา โปโปวา หัวหน้าสำนักงานกำกับดูแลด้านการคุ้มครองผู้บริโภคและสาธารณสุขแห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เดินทางไปยังพื้นที่ไซบีเรียเพื่อประชุมและติดตามสถานการณ์โดยตรง ขณะที่ทางการรัสเซียยังคงยืนยันว่า ขณะนี้ไม่มีหลักฐานว่าการเสียชีวิตเกี่ยวข้องกับงานภายในสถาบันวิจัย

The Guardian รายงานว่า ทางการสหรัฐฯ กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดย มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯ ประสานติดตามข้อมูลร่วมกับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) แต่สถานการณ์ในขณะนี้ยังไม่ใช่เหตุที่ประชาชนต้องตื่นตระหนก เพียงจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

ขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านบางแห่งในเอเชียกลางเพิ่มมาตรการตรวจสอบตามจุดผ่านแดนเพื่อความระมัดระวัง แม้การประเมินความเสี่ยงโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ

กาฬโรคเกิดจากเชื้อแบคทีเรียเยอร์ซิเนีย เพสทิส ซึ่งพบตามธรรมชาติในสัตว์ฟันแทะและหมัดในบางพื้นที่ของโลก รวมถึงบางส่วนของไซบีเรีย โดยกาฬโรคชนิดปอดสามารถแพร่ระหว่างคนผ่านละอองฝอยจากระบบทางเดินหายใจ และอาจทำให้เสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจากองค์การอนามัยโลกระบุว่า การให้ยาปฏิชีวนะตั้งแต่ระยะแรกสามารถรักษาโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยลดความรุนแรงของอาการได้มาก โดยกาฬโรคไม่ได้แพร่กระจายระหว่างคนได้ง่ายเช่นเดียวกับโรคทางเดินหายใจบางชนิด

สถาบันวิจัยต่อต้านกาฬโรคแห่งอีร์คุตสค์ ไซบีเรียและตะวันออกไกล (Irkutsk Anti-Plague Research Institute of Siberia and the Far East) ก่อตั้งขึ้นในสมัยสหภาพโซเวียตเมื่อปี 2477 เพื่อศึกษา เฝ้าระวัง และป้องกันโรคติดเชื้ออันตราย รวมถึงกาฬโรค อหิวาตกโรค โรคบรูเซลโลซิส และโรคแอนแทรกซ์ ตลอดจนพัฒนามาตรการและวัคซีนสำหรับควบคุมโรคในพื้นที่ไซบีเรียและตะวันออกไกลของรัสเซีย

จนถึงขณะนี้ยังไม่มีรายงานยืนยันการแพร่เชื้อกาฬโรคในชุมชนหรือการพบผู้ป่วยกาฬโรครายใหม่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของสถาบันรายอื่นยังไม่มีรายงานอาการผิดปกติที่เชื่อมโยงกับกรณีนี้ ขณะที่ผู้สัมผัสใกล้ชิดยังคงอยู่ภายใต้การเฝ้าระวัง

องค์การอนามัยโลกระบุว่าจะติดตามข้อมูลและผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติมเพื่อประเมินสถานการณ์ต่อไป ส่วนทางการรัสเซียยังยืนยันว่า ยังไม่มีหลักฐานเชื่อมโยงการเสียชีวิตของดาเรีย ชิปิโลวากับเชื้อกาฬโรคหรือเหตุรั่วไหลของเชื้อจากสถาบันวิจัย

อ้างอิง:  

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

นักวิจัยกาฬโรคชาวรัสเซียดับปริศนา สั่งกักตัวเกือบ 200 คน
นักวิจัยกาฬโรคชาวรัสเซียดับปริศนา สั่งกักตัวเกือบ 200 คน