ทูต EU ประจำกัมพูชาเตือนโลกเสี่ยงกลับสู่กฎป่า หากไร้กฎหมายระหว่างประเทศ เร่งกัมพูชา-ไทยยุติข้อพิพาทชายแดนยั่งยืน ตามหลักสากล ย้ำเจรจาภายใต้กรอบกติกา พร้อมเร่งช่วยเหลือผู้พลัดถิ่น ชี้แค่หยุดสู้ไม่พอ ต้องหาทางออกที่ยั่งยืนให้ได้
สำนักข่าว Next News รายงานว่าเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 นายอิกอร์ ดรีสแมนส์ เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรป (อียู)ประจำกัมพูชา ได้ออกมาเตือนว่า หากปราศจากการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศแล้ว ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั่วโลกอาจเสี่ยงที่จะถลำลึกลงไปสู่ "กฎของป่า" พร้อมทั้งเรียกร้องให้กัมพูชาและไทยเร่งหาทางออกอย่างสันติสำหรับข้อพิพาทชายแดนที่มีอยู่
นายดรีสแมนส์ กล่าวกับสื่อกัมพูชาภาคภาษาอังกฤษ KPT English ว่า "เพราะถ้าไม่มีกฎหมายระหว่างประเทศ ก็จะมีแต่กฎของป่า" "ทุกประเทศก็จะทำตามอำเภอใจตามแต่อำนาจของแต่ละประเทศนั้นๆ"
นายดรีสแมนส์ กล่าวเพิ่มเติมว่า กฎหมายระหว่างประเทศกำลังถูกทดสอบและละเมิดในหลายส่วนของโลก แต่ก็ยังคงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่างๆ และสหภาพยุโรปยังคงเน้นย้ำในกลไกที่อิงตามกฎเกณฑ์ และสนับสนุนความพยายามในการแก้ไขข้อพิพาทอย่างสันติเช่นเดียวกับกัมพูชา
นายดรีสแมนส์ ชี้ว่ากัมพูชาและไทยได้ลงนามในข้อตกลงที่ระบุขั้นตอนไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน และได้แต่งตั้งผู้ประนีประนอมภายใต้กลไกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) โดยคาดว่าจะมีการแต่งตั้งประธานเร็วๆ นี้
"เราสามารถทำได้เพียงส่งเสริมให้มีการเจรจาต่อ และดำเนินการตามแถลงการณ์ร่วมต่อไป" นายดรีสแมนส์ กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่าการยุติการต่อสู้ตามแนวชายแดนเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ
"ความขัดแย้งนี้จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน" เอกอัครราชทูตอียูกล่าว โดยกล่าวย้อนถึงการเดินทางเยือนพื้นที่ชายแดนที่ตนได้พบกับครอบครัวผู้พลัดถิ่นที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากด้านมนุษยธรรม
นายดรีสแมนส์ระบุว่า สิ่งสำคัญเร่งด่วนควรได้แก่ การให้ความช่วยเหลือ การศึกษา และการสนับสนุนด้านจิตใจแก่ชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ขณะที่ความพยายามในระยะยาวต้องมุ่งเน้นไปที่การเจรจาและการยุติปัญหาอย่างสันติ
เอกอัครราชทูตอียูย้ำว่าสหภาพยุโรปจะยังคงสนับสนุนทั้งสองประเทศให้รักษาคำมั่นสัญญา และเดินหน้าเจรจาภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศต่อไป
"การเคารพกฎหมายระหว่างประเทศใช้ได้กับความขัดแย้งทั่วโลก รวมถึงความขัดแย้งชายแดนกัมพูชา-ไทยด้วย" นายดรีสแมนส์กล่าวทิ้งท้าย




