วลาดิมีร์ ปูติน ไปจีนตามคำเชิญของ สี จิ้นผิง เพียงไม่กี่วันหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ เยือนปักกิ่ง ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจและความร่วมมือรัสเซีย-จีนที่แน่นแฟ้นขึ้นจากสงครามยูเครน
เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 วลาดิมีร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เดินทางถึงกรุงปักกิ่ง เพื่อเยือนจีนอย่างเป็นทางการเป็นเวลา 2 วัน ระหว่างวันที่ 19-20 พฤษภาคม 2569 ตามคำเชิญของ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน โดยการเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เสร็จสิ้นการเยือนจีน ส่งผลให้หลายฝ่ายจับตาท่าทีของจีนในการรักษาความสัมพันธ์กับทั้งรัสเซียและสหรัฐฯ ท่ามกลางการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจที่ทวีความเข้มข้นขึ้น
สำนักข่าว Al Jazeera รายงานว่า การเยือนของ วลาดิมีร์ ปูติน มีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่ครอบคลุมระหว่างรัสเซียและจีน ขณะที่รัฐบาลรัสเซียระบุว่าทั้งสองฝ่ายมีความคาดหวังสูง ต่อการหารือครั้งนี้ โดยถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่สงครามยูเครนปะทุเต็มรูปแบบ
การเยือนครั้งนี้ยังตรงกับวาระสำคัญทางประวัติศาสตร์ ทั้งครบรอบ 25 ปี ของสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมืออันดีระหว่างเพื่อนบ้านจีน-รัสเซีย ซึ่งลงนามเมื่อปี 2544 และใกล้ครบรอบ 30 ปี ของการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสองประเทศ
ด้านสำนักข่าว Reuters รายงานว่า ท่าทีของรัฐบาลรัสเซียผ่านคำกล่าวของ ดมิทรี เปสคอฟ ระบุว่า รัสเซียและจีนจะเดินหน้าพัฒนา หุ้นส่วนพิเศษระดับสูง โดยคณะผู้แทนรัสเซียที่ร่วมเดินทางประกอบด้วยรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี และผู้บริหารบริษัทชั้นนำ เพื่อหารือความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และพลังงานอย่างรอบด้าน
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้รัสเซียและจีนใกล้ชิดกันมากขึ้น คือผลกระทบจากสงครามยูเครนและมาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตก ซึ่งทำให้รัสเซียต้องหันมาพึ่งพาตลาดและแหล่งเงินทุนจากจีนมากขึ้น หลังสูญเสียตลาดพลังงานในยุโรป ขณะที่จีนได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงทรัพยากรพลังงานราคาต่ำ รวมถึงมีพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในการถ่วงดุลสิ่งที่จีนมองว่าเป็นการครอบงำฝ่ายเดียวของสหรัฐฯ
ข้อมูลการค้าระหว่างสองประเทศสะท้อนความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจที่ลึกซึ้ง แม้ในปี 2568 มูลค่าการค้ารวมจะลดลงเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันและภาวะเศรษฐกิจโลก แต่จีนยังคงเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของรัสเซีย โดยน้ำมันดิบจากรัสเซียยังคิดเป็นสัดส่วนสำคัญของการนำเข้าพลังงานของจีน
ก่อนเดินทางเยือนจีน ปูตินกล่าวว่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและจีนอยู่ในระดับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และมองว่าความร่วมมือดังกล่าวเป็นแรงสร้างเสถียรภาพให้กับเวทีโลกในช่วงเวลาที่สถานการณ์ระหว่างประเทศเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
รายงานระบุว่า การหารือระหว่างสองผู้นำจะครอบคลุมหลายประเด็นสำคัญ ทั้งความร่วมมือด้านพลังงาน การค้า การขนส่ง เทคโนโลยี และการประสานท่าทีในเวทีระหว่างประเทศ เช่น UN และ BRICS รวมถึงสถานการณ์ด้านความมั่นคงในภูมิภาค โดยหนึ่งในโครงการที่ถูกจับตาคือท่อส่งก๊าซ Power of Siberia 2 ซึ่งอาจเพิ่มการส่งออกก๊าซจากรัสเซียไปจีนอีก 50,000 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี ผ่านเส้นทางมองโกเลีย
ผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียถือว่ามีนัยสำคัญ เพราะรายได้จากการส่งออกพลังงานไปจีนช่วยชดเชยผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตร และยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลรัสเซียท่ามกลางสงครามยูเครน ขณะที่จีนได้ประโยชน์จากพลังงานราคาถูก เพิ่มความมั่นคงด้านพลังงาน และลดการพึ่งพาตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม ความใกล้ชิดระหว่างรัสเซียและจีนสร้างความกังวลให้ชาติตะวันตก โดยเฉพาะประเด็นการส่งออกสินค้าที่สามารถใช้ได้ทั้งทางพลเรือนและทางทหารจากจีน ซึ่งถูกกล่าวหาว่าช่วยสนับสนุนการผลิตอาวุธและโดรนของรัสเซีย ส่งผลให้บริษัทจีนบางแห่งเผชิญมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐฯ และพันธมิตร
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่า การเดินทางเยือนจีนของปูตินทันทีหลังทรัมป์เพิ่งเยือนปักกิ่ง เป็นการสะท้อนบทบาทการวางสมดุลของจีน ที่ต้องการรักษาความสัมพันธ์กับทั้งสหรัฐฯ และรัสเซีย ท่ามกลางความขัดแย้งด้านการค้า เทคโนโลยี และภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นต่อเนื่อง
แม้จีนประกาศวางตัวเป็นกลางในสงครามยูเครน แต่นักวิเคราะห์ตะวันตกมองว่า การสนับสนุนทางเศรษฐกิจต่อรัสเซียช่วยลดแรงกดดันจากมาตรการคว่ำบาตรของตะวันตก และอาจทำให้จีนเผชิญความเสี่ยงจากมาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิจากสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นในอนาคต
ในเชิงประวัติศาสตร์ ความสัมพันธ์รัสเซีย-จีนพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังสิ้นสุดสงครามเย็น โดยสนธิสัญญาปี 2544 ถือเป็นรากฐานสำคัญของความร่วมมือระยะยาว ก่อนที่ทั้งสองประเทศจะประกาศหุ้นส่วนไร้ขีดจำกัด ในปี 2565 ก่อนรัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารในยูเครนเต็มรูปแบบ
สถิติในช่วงหลายปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศทะลุ 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี และธุรกรรมจำนวนมากเริ่มเปลี่ยนมาใช้เงินหยวนและรูเบิล เพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ
การเยือนครั้งนี้คาดว่าจะมีการออกแถลงการณ์ร่วมและลงนามข้อตกลงหลายฉบับ โดยทั้งสองฝ่ายต้องการส่งสัญญาณต่อประชาคมโลกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและรัสเซียยังคงมั่นคง แม้แรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์จะเพิ่มสูงขึ้นก็ตาม
แม้ขณะนี้ยังไม่มีรายละเอียดผลการหารืออย่างเป็นทางการทั้งหมด เนื่องจากการเยือนเพิ่งเริ่มต้น แต่การพบกันระหว่าง วลาดิมีร์ ปูติน และ สี จิ้นผิง เกิดขึ้นท่ามกลางช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจโลกกำลังเผชิญความตึงเครียด ทั้งจากสงครามยูเครน การแข่งขันทางการค้า และความขัดแย้งด้านเทคโนโลยีระหว่างจีนกับสหรัฐฯ
อ้างอิง:




