ทรัมป์จวก NATO ไม่ช่วยวิกฤตฮอร์มุซ ส่งสัญญาณถอนตัวกดดันพันธมิตรยุโรป
สื่อต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงวิพากษ์วิจารณ์ องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือ NATO อย่างหนัก หลังพันธมิตรยุโรปปฏิเสธส่งเรือรบเข้าช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่อิหร่านปิดกั้นชั่วคราว ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูง ท่ามกลางสัญญาณว่าผู้นำสหรัฐฯ กำลังพิจารณาถอนประเทศออกจากพันธมิตรทางทหารที่มีอายุยาวนานกว่า 77 ปี
รายงานจากสื่อสหรัฐฯ ระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ The Telegraph เมื่อต้นเดือนเมษายน 2569 โดยยอมรับอย่างชัดเจนว่ากำลังพิจารณาถอนสหรัฐฯ ออกจาก NATO อย่างจริงจัง และมีแนวโน้มก้าวไปไกลกว่าขั้นตอนการทบทวนเบื้องต้นแล้ว พร้อมวิจารณ์องค์กรดังกล่าวว่าเป็นเพียง เสือกระดาษ ที่ไม่มีประสิทธิภาพ
ต่อมา หลังการประชุมปิดกับ มาร์ก รัตต์ เลขาธิการ NATO เมื่อวันที่ 8 เมษายน ทรัมป์โพสต์ผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ในทำนองว่า ในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ ต้องการความช่วยเหลือจาก NATO กลับไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างที่คาดหวัง และหากเกิดสถานการณ์ลักษณะเดียวกันอีกในอนาคต ก็เชื่อว่าพันธมิตรจะยังคงไม่เข้ามาช่วย พร้อมยกประเด็นกรีนแลนด์ขึ้นมาเปรียบเทียบ เพื่อสื่อถึงความไม่พอใจต่อการบริหารจัดการและความร่วมมือของฝ่ายพันธมิตร
โดยเป็นการพาดพิงถึงความไม่พอใจที่พันธมิตรไม่สนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอลต่ออิหร่าน
ด้านโฆษกทำเนียบขาว คาโรไลน์ ลีวิตต์ เปิดเผยก่อนการประชุมว่า ทรัมป์ได้หยิบยกประเด็นการถอนตัวจาก NATO ขึ้นมาหารือ และต้องการพูดคุยโดยตรงกับรัตต์ ซึ่งภายหลังเลขาธิการ NATO ยอมรับว่าการหารือครั้งนี้ ตรงไปตรงมาและเปิดเผยอย่างมาก พร้อมระบุว่า ทรัมป์แสดงความผิดหวังอย่างชัดเจนต่อพันธมิตรยุโรป
อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ NATO ชี้ว่าภาพรวมสถานการณ์ยังมีความซับซ้อน เพราะหลายประเทศในยุโรปยังคงสนับสนุนสหรัฐฯ ในด้านฐานทัพ โลจิสติกส์ และความช่วยเหลืออื่นๆ ไม่ได้ปฏิเสธความร่วมมือทั้งหมด
แม้ทรัมป์จะย้ำหลายครั้งว่ากำลังพิจารณาอย่างจริงจังในการถอนตัว แต่ข้อเท็จจริงทางกฎหมายของสหรัฐฯ ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยกฎหมายกลาโหม (NDAA) ปี 2566 กำหนดชัดว่า ประธานาธิบดีไม่สามารถถอนสหรัฐฯ ออกจากสนธิสัญญาองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือได้โดยลำพัง เนื่องจากต้องได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาไม่น้อยกว่าสองในสามหรือผ่านกฎหมายจากรัฐสภา
นักวิเคราะห์มองว่า ท่าทีแข็งกร้าวของทรัมป์อาจเป็นเครื่องมือกดดันให้ประเทศยุโรปเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและมีบทบาทมากขึ้น โดยก่อนหน้านี้ทรัมป์เคยวิจารณ์ NATO ว่าเป็นเหมือนถนนทางเดียวที่สหรัฐฯ ต้องแบกรับภาระหลัก ขณะที่ชาติอื่นมีส่วนร่วมน้อยเกินไป
อย่างไรก็ดี รายงานล่าสุดของ NATO ระบุว่า ในปี 2568 ประเทศสมาชิกยุโรปและแคนาดาได้เพิ่มงบกลาโหมรวมกันถึง 20% แตะระดับ 574,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และทุกประเทศสามารถบรรลุหรือเกินเป้าหมาย 2% ของ GDP แล้ว บางชาติยังขยับเข้าใกล้เป้าหมายใหม่ที่ 3.5%
แม้ยังไม่มีคำสั่งถอนตัวอย่างเป็นทางการ แต่ทำเนียบขาวส่งสัญญาณว่ากำลังพิจารณามาตรการอื่น เช่น การย้ายฐานทัพสหรัฐฯ ออกจากประเทศที่ไม่ให้ความร่วมมือ
อ้างอิง:




