News Logo
หน้าแรก
AI - ศูนย์ข้อมูล กำลังกลายเป็น ‘ผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่’ ใหม่ของโลก

AI - ศูนย์ข้อมูล กำลังกลายเป็น ‘ผู้บริโภคพลังงานรายใหญ่’ ใหม่ของโลก

11 มิ.ย. 2569 19:32
ผู้ชม 26 คน

IEA คาดความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกจะพุ่งแตะ 945 เทราวัตต์ชั่วโมงภายในปี 2573 ขณะที่นักวิจัยเตือนผลกระทบด้านพลังงาน น้ำ และสภาพภูมิอากาศกำลังทวีความรุนแรง

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 สำนักข่าว Next News รวบรวมข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA), United Nations University Institute for Water, Environment and Health (UNU-INWEH), Goldman Sachs Research, Cornell University และการวิเคราะห์ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์กำลังผลักดันให้ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกกลายเป็นหนึ่งในผู้ใช้พลังงานรายใหญ่รายใหม่ของโลก ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ การใช้ที่ดิน และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

รายงานของ International Energy Agency (IEA) ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลทั่วโลกใช้ไฟฟ้าประมาณ 415 เทราวัตต์ชั่วโมงในปี 2567 หรือคิดเป็นร้อยละ 1.5 ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก และคาดว่าความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มขึ้นเป็นราว 945 เทราวัตต์ชั่วโมงภายในปี 2573 หรือเกือบร้อยละ 3 ของการใช้ไฟฟ้าทั่วโลก โดยปัญญาประดิษฐ์เป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้การใช้พลังงานของภาคส่วนนี้เติบโตเร็วกว่าภาคเศรษฐกิจอื่นถึง 4 เท่า

IEA ระบุว่า การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่ติดตั้งหน่วยประมวลผลประสิทธิภาพสูงสำหรับงานปัญญาประดิษฐ์ ส่งผลให้ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยการใช้ไฟฟ้าของเซิร์ฟเวอร์ที่ออกแบบมาสำหรับปัญญาประดิษฐ์เติบโตเฉลี่ยร้อยละ 30 ต่อปี ขณะที่เซิร์ฟเวอร์ทั่วไปเติบโตเพียงร้อยละ 9 ต่อปี ส่งผลให้ศูนย์ข้อมูลกลายเป็นผู้ใช้ไฟฟ้ารายสำคัญในหลายประเทศ โดยสหรัฐอเมริกามีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลทั่วโลกสูงถึงร้อยละ 45 ในปี 2567

ขณะเดียวกัน รายงานของ United Nations University Institute for Water, Environment and Health (UNU-INWEH) ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ระบุว่า ปัญญาประดิษฐ์กำลังสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การใช้น้ำ และการใช้พื้นที่ดิน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงด้านทรัพยากรในระยะยาว

UNU-INWEH คาดการณ์ว่า การใช้ไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ในปี 2568 อาจก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ระหว่าง 32.6-79.7 ล้านตัน ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของนครนิวยอร์กทั้งเมือง นอกจากนี้ รอยเท้าน้ำจากการดำเนินงานของปัญญาประดิษฐ์ในปีเดียวกันอาจอยู่ที่ 312,500-764,600 ล้านลิตร ใกล้เคียงกับปริมาณการบริโภคน้ำดื่มบรรจุขวดทั่วโลกในหนึ่งปี

ด้าน Goldman Sachs Research คาดการณ์ว่า ความต้องการพลังงานจากศูนย์ข้อมูลทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 165 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปี 2566 โดยมีปัญญาประดิษฐ์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เกิดการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและพลังงานครั้งใหญ่ทั่วโลก

รายงานจาก Cornell University ยังประเมินว่า หากอัตราการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ยังดำเนินต่อไปในระดับปัจจุบัน ภายในปี 2573 สหรัฐอเมริกาอาจมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอีก 24-44 ล้านตันต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการเพิ่มจำนวนรถยนต์ใช้น้ำมันบนท้องถนนอีกประมาณ 5-10 ล้านคัน

นอกจากประเด็นด้านพลังงานแล้ว การใช้น้ำยังเป็นอีกหนึ่งความท้าทายสำคัญ โดยการวิเคราะห์ของ The Guardian ระบุว่า ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ราวสองในสามที่อยู่ระหว่างการวางแผนก่อสร้างในสหรัฐอเมริกาตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เผชิญภาวะภัยแล้ง ขณะที่ศูนย์ข้อมูลแต่ละแห่งอาจใช้น้ำวันละหลายแสนถึง 5 ล้านแกลลอนสำหรับระบบระบายความร้อนแบบระเหย

UNU-INWEH ยังประเมินว่า โครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์อาจครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 14,500 ตารางกิโลเมตรภายในสิ้นทศวรรษนี้ ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับพื้นที่ประมาณสองเท่าของเขตมหานครจาการ์ตาในอินโดนีเซีย

การขยายตัวของศูนย์ข้อมูลยังเพิ่มความเสี่ยงด้านมลพิษทางอากาศทางอ้อมจากการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมถึงการใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลสำรองในบางพื้นที่ โดยเฉพาะภูมิภาคที่ระบบโครงข่ายไฟฟ้ายังไม่สามารถรองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นได้อย่างเพียงพอ

แม้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ เช่น Google, Microsoft และ Meta จะประกาศเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ แต่หลายรายงานระบุว่าปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของบริษัทเหล่านี้ยังคงเพิ่มขึ้นจากการลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

IEA ระบุเพิ่มเติมว่า แม้พลังงานหมุนเวียนจะสามารถรองรับความต้องการไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลได้เกือบครึ่งหนึ่งในอนาคต แต่ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินยังคงมีบทบาทสำคัญต่อระบบไฟฟ้าโลก โดยเฉพาะในช่วงเปลี่ยนผ่านที่ความต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

นอกจากนี้ การก่อสร้างศูนย์ข้อมูลในพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านน้ำและพลังงานยังนำไปสู่ข้อขัดแย้งกับชุมชนท้องถิ่นในหลายพื้นที่ของสหรัฐอเมริกา โดยบางโครงการถูกชะลอหรือเผชิญการคัดค้านจากประชาชนที่กังวลต่อผลกระทบด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม Cornell University ระบุว่า ผลกระทบดังกล่าวสามารถลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญ หากมีการเลือกทำเลที่ตั้งศูนย์ข้อมูลอย่างเหมาะสม เร่งลดการปล่อยคาร์บอนของระบบไฟฟ้า และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยมาตรการดังกล่าวอาจช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ถึงร้อยละ 73 และลดการใช้น้ำได้ถึงร้อยละ 86 เมื่อเทียบกับสถานการณ์ที่มีผลกระทบสูงที่สุด

แม้ปัญญาประดิษฐ์จะสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่หลายสถาบันวิจัยเตือนว่าการเติบโตของเทคโนโลยีดังกล่าวกำลังเพิ่มภาระด้านสิ่งแวดล้อมในระดับที่เทียบได้กับประเทศขนาดกลาง หากไม่มีการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม อาจส่งผลให้ความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ พลังงาน และทรัพยากรน้ำทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต

อ้างอิง:  

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทยเร่งรับมือโลกเดือด กางแผนใช้ AI-M&E ยกระดับปรับตัวสภาพภูมิอากาศ
ไทยเร่งรับมือโลกเดือด กางแผนใช้ AI-M&E ยกระดับปรับตัวสภาพภูมิอากาศ