News Logo
หน้าแรก
รวมเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง ปี 69 วงแหวนแห่งไฟปะทุ สัญญาณเตือนวิกฤตโลก!

รวมเหตุแผ่นดินไหวรุนแรง ปี 69 วงแหวนแห่งไฟปะทุ สัญญาณเตือนวิกฤตโลก!

17 ส.ค. 2569 12:17
ผู้ชม 13 คน

โลกเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปแล้ว 11 ครั้ง กระจายตั้งแต่เอเชียถึงอเมริกาใต้ โดยหลายเหตุการณ์เกิดตามแนววงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก ขณะที่แรงสั่นสะเทือนครั้งล่าสุดขนาด 7.7 เขย่าเกาะฟลอเรสของอินโดนีเซีย ท่ามกลางความสูญเสียและอาฟเตอร์ช็อกที่ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง

ในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569 โลกเผชิญแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปอย่างน้อย 11 เหตุการณ์ ตั้งแต่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก ไปจนถึงลาตินอเมริกา โดยเหตุการณ์ที่สร้างความสูญเสียรุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในเวเนซุเอลาเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ตามด้วยเหตุการณ์ขนาด 7.8 นอกชายฝั่งเกาะมินดาเนาของฟิลิปปินส์เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน และแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ในโคลอมเบียเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ขณะที่เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นนอกชายฝั่งเกาะฟลอเรสของอินโดนีเซียเมื่อวันที่ 14 สิงหาคมตามเวลาสากล

เหตุการณ์แรกที่อยู่ในกลุ่มแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณตอนเหนือของเกาะบอร์เนียว ใกล้เมืองโกตาเบลุด รัฐซาบาห์ ประเทศมาเลเซีย โดย USGS ประเมินขนาดไว้ที่ 7.1 และความลึกประมาณ 629 กิโลเมตร ถือเป็นแผ่นดินไหวที่มีจุดศูนย์กลางลึกมาก แม้มีขนาดรุนแรง แต่แรงสั่นสะเทือนลดลงอย่างมากก่อนถึงพื้นผิว ทำให้ไม่มีรายงานความเสียหายรุนแรงหรือผู้เสียชีวิตในทันที ข้อมูลจาก USGS ระบุว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการเคลื่อนตัวของรอยเลื่อนในลักษณะการเลื่อนตามแนวระดับและการดันตัวบริเวณใต้รัฐซาบาห์

ต่อมาเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.5 ใน ประเทศตองกา โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ลึกประมาณ 234 กิโลเมตร ตามข้อมูลแผ่นดินไหวของ USGS เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดในพื้นที่ที่มีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากจุดศูนย์กลางอยู่ลึกมาก แรงสั่นสะเทือนที่ส่งถึงพื้นผิวจึงมีความรุนแรงลดลงเมื่อเทียบกับแผ่นดินไหวขนาดใกล้เคียงกันที่เกิดในระดับตื้น

วันที่ 30 มีนาคม 2569 เกิดแผ่นดินไหวบริเวณใกล้เมืองลูแกนวิลล์ ประเทศวานูอาตู โดย USGS ตรวจวัดเหตุการณ์ขนาด 7.3 และ 7.2 เกิดขึ้นห่างกันเพียงไม่กี่วินาที โดยมีความลึกประมาณ 121 และ 88 กิโลเมตรตามลำดับ พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตที่มีการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกอย่างต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่รอบมหาสมุทรแปซิฟิกที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟจำนวนมาก

วันที่ 1 เมษายน 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ในทะเลโมลุกกะ นอกชายฝั่งทางเหนือของ อินโดนีเซีย โดย USGS ระบุจุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองบิตุงไปทางตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 129 กิโลเมตร และมีความลึก 35 กิโลเมตร ขณะที่ Pacific Tsunami Warning Center ประเมินขนาดเบื้องต้นไว้ที่ 7.8 ก่อนที่ USGS จะปรับค่ามาอยู่ที่ 7.4 เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรงในพื้นที่หมู่เกาะทางตอนเหนือของอินโดนีเซีย และ British Geological Survey รายงานว่ามีคลื่นทะเลขนาดเล็กถูกตรวจวัดตามแนวชายฝั่ง โดยจุดที่วัดได้สูงสุดประมาณ 0.75 เมตร พร้อมรายงานผู้เสียชีวิต 1 รายและความเสียหายระดับเล็กน้อยถึงปานกลางในบางพื้นที่

เพียงไม่กี่สัปดาห์ต่อมา วันที่ 20 เมษายน 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.4 นอกชายฝั่งเมืองมิยาโกะ ประเทศญี่ปุ่น โดย USGS ระบุว่าจุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองมิยาโกะประมาณ 100 กิโลเมตร และอยู่ลึกประมาณ 35 กิโลเมตร ขณะที่สถาบันวิจัยอาคารของญี่ปุ่นระบุค่าขนาดตามมาตรฐานญี่ปุ่นไว้ที่ 7.7 และความลึกประมาณ 10 กิโลเมตร เหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณเขตร่องลึกญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแนวมุดตัวของแผ่นแปซิฟิกใต้แผ่นที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่น และเกิดแรงสั่นสะเทือนที่รับรู้ได้ในพื้นที่ชายฝั่งทางตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น

เหตุการณ์ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 นอกชายฝั่งจังหวัดซารังกานี บนเกาะมินดาเนาของ ฟิลิปปินส์ โดย USGS และ Philippine Institute of Volcanology and Seismology ตรวจวัดขนาดไว้ที่ 7.8 จุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองมาซิม จังหวัดซารังกานีประมาณ 32 กิโลเมตร และลึกประมาณ 33 กิโลเมตร Philippine Institute of Volcanology and Seismology ระบุว่าแผ่นดินไหวมีความเกี่ยวข้องกับการมุดตัวบริเวณร่องลึกโคตาบาโต และตรวจพบอาฟเตอร์ช็อกจำนวนมากหลังเกิดเหตุ ขณะที่คลื่นสึนามิถูกตรวจวัดตามชายฝั่งหลายพื้นที่ โดยจุดที่มีคลื่นสูงสุดอยู่ที่เมืองเคียมบา จังหวัดซารังกานี ประมาณ 1.48 เมตร ก่อนยกเลิกคำเตือนในเวลาต่อมา

สำหรับความเสียหายของฟิลิปปินส์ ตัวเลขผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นตามการตรวจสอบของทางการ โดย National Disaster Risk Reduction and Management Council รายงานเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคมว่า มีผู้เสียชีวิตที่ถูกรายงาน 92 ราย ในจำนวนนี้ 9 รายได้รับการยืนยันว่าเกี่ยวข้องกับแผ่นดินไหว ส่วนอีก 83 รายอยู่ระหว่างการตรวจสอบ มีผู้บาดเจ็บ 1,316 ราย และผู้สูญหาย 20 ราย ขณะที่มีครอบครัวได้รับผลกระทบกว่า 391,000 ครอบครัว หรือประมาณ 1.68 ล้านคน และมีบ้านเรือนได้รับความเสียหายกว่า 113,000 หลัง

วันที่ 24 มิถุนายน 2569 เวเนซุเอลา เผชิญแผ่นดินไหวครั้งใหญ่สองระลอกติดต่อกัน โดย USGS ระบุว่าเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.2 และ 7.5 ห่างกันเพียง 39 วินาที บริเวณตอนเหนือของประเทศ จุดศูนย์กลางอยู่ทางตะวันตกของกรุงการากัสและอยู่ในระดับตื้น โดย USGS ระบุความลึกประมาณ 10 และ 20-28 กิโลเมตรตามการปรับปรุงข้อมูลแต่ละฐานข้อมูล และประเมินแรงสั่นสะเทือนสูงสุดถึงระดับ 9 ตามมาตรวัดความรุนแรงแบบปรับปรุง เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดอาคารพังถล่มและดินถล่มในหลายพื้นที่

รายงานของ United Nations ระบุว่า United Nations Office for Disaster Risk Reduction ประเมินความเสียหายทางกายภาพโดยตรงต่ออาคารและโครงสร้างพื้นฐานจากแผ่นดินไหวเวเนซุเอลาไว้ประมาณ 37,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นความเสียหายต่ออาคารประมาณ 24,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 13,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยภาคโทรคมนาคมได้รับความเสียหายสูงสุดในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานที่ประมาณ 5,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาคือระบบพลังงานและถนน อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นการประเมินจากแบบจำลองความเสี่ยงในระยะแรก ไม่ใช่การสำรวจความเสียหายภาคสนามทั้งหมด

ส่วนจำนวนผู้เสียชีวิตในเวเนซุเอลาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงการค้นหาและกู้ภัย โดย Reuters รายงานเมื่อวันที่ 15 สิงหาคมว่าเหตุแผ่นดินไหวสองครั้งในเดือนมิถุนายนทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 6,300 ราย ขณะที่การค้นหาและฟื้นฟูยังดำเนินต่อเนื่องในพื้นที่ได้รับผลกระทบ

จากนั้นวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.3 นอกชายฝั่งรัฐเชียปัส ทางตอนใต้ของ เม็กซิโก ใกล้ชายแดนกัวเตมาลา โดย USGS ระบุว่าจุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองปวยร์โตมาเดโรประมาณ 58 กิโลเมตร และลึกประมาณ 15-19 กิโลเมตร เหตุการณ์ทำให้ประชาชนในเม็กซิโก กัวเตมาลา และเอลซัลวาดอร์รับรู้แรงสั่นสะเทือน และมีการประกาศเฝ้าระวังสึนามิในระยะแรก ก่อนยกเลิกในเวลาต่อมา Reuters รายงานว่าเจ้าหน้าที่ไม่พบผู้เสียชีวิตหรือความเสียหายรุนแรงในทันที ขณะที่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยจากเหตุการณ์ดังกล่าว

วันที่ 10 สิงหาคม 2569 เกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ในแคว้นโชโก ทางตะวันตกของ โคลอมเบีย โดย USGS ระบุจุดศูนย์กลางอยู่ในระดับลึกประมาณ 107 กิโลเมตร เหตุการณ์เกิดใกล้เมืองซานโฮเซ เดล ปัลมาร์ และแรงสั่นสะเทือนรับรู้ได้ในหลายเมือง รวมถึงกาลี เปเรรา มานิซาเลส และโบโกตา Reuters รายงานในวันเกิดเหตุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 111 ราย ก่อนตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการค้นหาและยืนยันผู้เสียชีวิต โดยล่าสุด Reuters รายงานเมื่อวันที่ 16 สิงหาคมว่า ยอดผู้เสียชีวิตอยู่ที่ประมาณ 290 ราย มีผู้บาดเจ็บมากกว่า 4,000 ราย และยังมีผู้สูญหายมากกว่า 140 ราย

ความเสียหายในโคลอมเบียครอบคลุมทั้งบ้านเรือน อาคารสาธารณะ โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐาน โดย Associated Press รายงานในระยะแรกว่ามีอาคารได้รับความเสียหายมากกว่า 1,600 แห่ง และอาคาร 61 แห่งพังถล่มทั้งหมด ขณะที่ตัวเลขจากทางการที่มีการรวบรวมในเวลาต่อมาระบุว่ามีบ้านเรือนถูกทำลายมากกว่า 14,700 หลัง และได้รับความเสียหายมากกว่า 81,500 หลัง

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 เวลา 21.58 น. ตามเวลาสากล หรือตรงกับช่วงเช้าวันที่ 15 สิงหาคมตามเวลาท้องถิ่นของอินโดนีเซีย เมื่อเกิดแผ่นดินไหวขนาด 7.7 นอกชายฝั่งเกาะฟลอเรส ประเทศอินโดนีเซีย โดย USGS ระบุจุดศูนย์กลางอยู่ห่างจากเมืองเอนเดไปทางตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 68 กิโลเมตร และมีความลึกเพียง 10 กิโลเมตร ความตื้นของจุดศูนย์กลางทำให้เกิดแรงสั่นสะเทือนรุนแรงในพื้นที่เกาะฟลอเรส และเกิดดินถล่มในหลายเขต

แผ่นดินไหวฟลอเรสทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 53 ราย บาดเจ็บ 135 ราย บ้านเรือนมากกว่า 900 หลังพังเสียหายอย่างหนัก และมีผู้ต้องอพยพราว 5,000 คน นอกจากนี้ยังเกิดดินถล่มใน 6 เขต ทำให้หลายพื้นที่เข้าถึงได้ยาก ขณะที่มีการตรวจพบอาฟเตอร์ช็อก 995 ครั้ง และประชาชนจำนวนมากเลือกพักอยู่ในพื้นที่โล่งเนื่องจากกังวลเรื่องแรงสั่นสะเทือนเพิ่มเติมและอาคารที่ได้รับความเสียหาย

เหตุการณ์ในปี 2569 ที่มีขนาดตั้งแต่ 7.0 ขึ้นไปจึงครอบคลุมทั้งมาเลเซีย ตองกา วานูอาตู อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวเนซุเอลา เม็กซิโก และโคลอมเบีย โดยหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นบริเวณแนววงแหวนแห่งไฟแปซิฟิก ซึ่งเป็นพื้นที่รอบมหาสมุทรแปซิฟิกที่มีการมุดตัวและการเคลื่อนตัวของแผ่นเปลือกโลกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ วานูอาตู ตองกา และเม็กซิโก

ข้อมูลจาก USGS ยังแสดงให้เห็นว่าขนาดของแผ่นดินไหวเพียงอย่างเดียวไม่สามารถใช้ประเมินความเสียหายได้ เนื่องจากความลึกของจุดศูนย์กลาง ระยะห่างจากชุมชน ลักษณะของพื้นที่ และคุณภาพของอาคารล้วนมีส่วนต่อระดับความเสียหาย เหตุการณ์มาเลเซียเมื่อเดือนกุมภาพันธ์มีขนาดประมาณ 7.1 แต่เกิดลึกถึงกว่า 600 กิโลเมตร ขณะที่แผ่นดินไหวเวเนซุเอลาและฟลอเรสเกิดในระดับตื้น จึงส่งแรงสั่นสะเทือนถึงพื้นผิวได้รุนแรงกว่าในพื้นที่ใกล้จุดศูนย์กลาง

จนถึงวันที่ 17 สิงหาคม 2569 เหตุการณ์ฟลอเรสยังเป็นแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปครั้งล่าสุดของปี ขณะที่อาฟเตอร์ช็อกยังเกิดขึ้นต่อเนื่องในพื้นที่ประสบภัย โดยเฉพาะอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ หน่วยงานด้านภัยพิบัติและธรณีวิทยาของแต่ละประเทศยังคงติดตามแรงสั่นสะเทือนเพิ่มเติม รวมถึงประเมินความเสียหายและการเข้าถึงพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากดินถล่มและโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย

อ้างอิง:  

แท็กที่เกี่ยวข้อง



section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไทย-เมียนมาลงนาม TOR ตั้งคณะทำงานร่วมแก้มลพิษแม่น้ำกก-สาย
ไทย-เมียนมาลงนาม TOR ตั้งคณะทำงานร่วมแก้มลพิษแม่น้ำกก-สาย