News Logo
หน้าแรก
นักวิทย์ชี้ 2569 ปีหายนะครั้งใหญ่ ธารน้ำแข็งสวิตเซอร์แลนด์ละลาย 5.5%

นักวิทย์ชี้ 2569 ปีหายนะครั้งใหญ่ ธารน้ำแข็งสวิตเซอร์แลนด์ละลาย 5.5%

1 ต.ค. 2569 11:36
ผู้ชม 35 คน
googleตั้ง Next News เป็นข่าวโปรดบน Google

สวิตเซอร์แลนด์สูญเสียปริมาตรธารน้ำแข็ง 5.5% ในปี 2569 หนักเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่มีการติดตามข้อมูล นักวิทยาศาสตร์เตือนการละลายที่เร่งตัวไม่เพียงกระทบแหล่งน้ำและพลังงานในยุโรป แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสูญเสียน้ำแข็งทั่วโลกที่มีส่วนต่อระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น

ช่วงวันที่ 30 กันยายน-1 ตุลาคม 2569 เครือข่ายเฝ้าระวังธารน้ำแข็งสวิตเซอร์แลนด์ GLAMOS ร่วมกับ Swiss Academy of Sciences เปิดเผยรายงานประจำปีว่า ธารน้ำแข็งทั่วประเทศสวิตเซอร์แลนด์สูญเสียปริมาตรน้ำแข็งไปถึง 5.5% ในปี 2569 ถือเป็นการสูญเสียมากที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่มีการติดตามข้อมูล รองจากปี 2565 ที่ธารน้ำแข็งสูญเสียปริมาตรไปราว 6%

รายงานของ GLAMOS และ Swiss Academy of Sciences ระบุว่า ปัจจัยสำคัญมาจากฤดูหนาวที่มีหิมะตกน้อย โดยปีนี้ติดอยู่ใน 10 ปีที่มีปริมาณหิมะต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มบันทึกข้อมูล ก่อนเผชิญอากาศร้อนจัดเกือบทุกเดือนตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-กันยายน ส่งผลให้หิมะที่ทำหน้าที่ปกคลุมและปกป้องพื้นผิวน้ำแข็งละลายหายไปอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจาก GLAMOS ระบุด้วยว่า ระดับความสูงของจุดเยือกแข็งพุ่งขึ้นเหนือระดับ 4,000 เมตรจากระดับน้ำทะเลเป็นเวลารวมถึง 76 วัน มากกว่าค่าเฉลี่ยประมาณ 2 เท่าและเป็นสถิติใหม่ของสวิตเซอร์แลนด์ ขณะที่ภายในเดือนกันยายน พื้นที่ระดับความสูงประมาณ 3,500 เมตรหลายแห่งแทบไม่เหลือชั้นหิมะปกคลุม ทำให้พื้นผิวธารน้ำแข็งสัมผัสกับความร้อนโดยตรงและละลายเร็วขึ้น

ด้าน ETH Zurich รายงานว่า ความหนาของธารน้ำแข็งหลายแห่งลดลงเฉลี่ยประมาณ 2.5-4 เมตร ขณะที่บริเวณส่วนปลายของธารน้ำแข็งบางแห่งสูญเสียความหนามากถึง 10 เมตร ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่หลายแห่ง รวมถึง อาเลตช์ ซึ่งเป็นธารน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่สุดในเทือกเขาแอลป์ รวมถึงธารน้ำแข็ง โรน และ คลาริเดน ต่างเผชิญการละลายในระดับสูงมากในปีนี้

รายงานของ GLAMOS ยังระบุว่า ธารน้ำแข็งขนาดเล็กบางแห่งไม่สามารถรักษาสภาพของธารน้ำแข็งไว้ได้อีกต่อไป โดยธารน้ำแข็ง เบลลา โตลา ในรัฐวาเล และ กรีสเฟิร์น ในรัฐกลารุส ถูกจัดว่าได้หายไปแล้ว หลังน้ำแข็งลดลงจนไม่สามารถนับเป็นธารน้ำแข็งที่ยังคงอยู่ได้

มัทธีอัส ฮุส หัวหน้า GLAMOS ระบุว่า ปี 2569 ถือเป็นอีกปีที่หายนะสำหรับธารน้ำแข็งสวิตเซอร์แลนด์ และภายใต้สภาพภูมิอากาศในลักษณะนี้ ธารน้ำแข็งในเทือกเขาแอลป์แทบไม่มีโอกาสคงอยู่ได้ในระยะยาว พร้อมระบุว่าอัตราการสูญเสียน้ำแข็งในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และสูงกว่าช่วงเวลา 5 ปีใดๆ ที่เคยมีการติดตามข้อมูลมากกว่า 2 เท่า

ข้อมูลจาก GLAMOS ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ธารน้ำแข็งในสวิตเซอร์แลนด์สูญเสียปริมาตรรวมไปแล้วเกือบ 20% ขณะที่ในช่วงเพียง 3 เดือนระหว่างเดือนกรกฎาคมถึงกันยายน 2569 มีน้ำจากการละลายของธารน้ำแข็งไหลออกมาประมาณ 2.2 ล้านล้านลิตร หรือคิดเป็นประมาณ 4 เท่าของปริมาณน้ำดื่มที่สวิตเซอร์แลนด์ใช้ทั้งประเทศใน 1 ปี

แม้น้ำจากธารน้ำแข็งที่ละลายจะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในแม่น้ำและแหล่งน้ำต่างๆ ในช่วงฤดูร้อน แต่ GLAMOS ระบุว่า ผลดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงในระยะสั้น เพราะเมื่อน้ำแข็งสะสมลดลงอย่างต่อเนื่อง ปริมาณน้ำที่ธารน้ำแข็งสามารถปล่อยออกมาหล่อเลี้ยงแม่น้ำในฤดูแล้งก็จะลดลงตามไปด้วย

ผลกระทบจากการสูญเสียธารน้ำแข็งไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะสวิตเซอร์แลนด์ เนื่องจากน้ำจากเทือกเขาแอลป์เป็นส่วนหนึ่งของระบบน้ำที่หล่อเลี้ยงแม่น้ำหลายสายของยุโรป และมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงฤดูร้อนหรือปีที่แห้งแล้ง โดยคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ระบุว่า ในระยะแรกการละลายของธารน้ำแข็งอาจทำให้ปริมาณน้ำไหลเพิ่มขึ้น แต่เมื่อธารน้ำแข็งหดตัวต่อเนื่องจนเหลือน้ำแข็งน้อยลง ปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่พื้นที่ปลายน้ำจะลดลงตามไปด้วย ซึ่งจะกระทบต่อแหล่งน้ำ การเกษตร การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำ และระบบนิเวศ 

ขณะเดียวกัน IPCC ประเมินว่า ในช่วงปี 2514-2561 การสูญเสียมวลของธารน้ำแข็งทั่วโลกมีส่วนประมาณ 22% ของการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลเฉลี่ยโลกในช่วงเวลาดังกล่าว ดังนั้น การละลายของธารน้ำแข็งสวิตเซอร์แลนด์ 5.5% ในปีเดียวจึงไม่ได้ทำให้ระดับน้ำทะเลโลกเพิ่มขึ้นในสัดส่วนดังกล่าวโดยตรง แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสูญเสียน้ำแข็งบนบกที่กำลังเกิดขึ้นในหลายภูมิภาค และเมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่องทั่วโลกจะเพิ่มปริมาณน้ำที่ไหลลงสู่มหาสมุทร พร้อมลดแหล่งกักเก็บน้ำตามธรรมชาติในพื้นที่ภูเขา

ด้าน Swiss Academy of Sciences รายงานว่า การสูญเสียธารน้ำแข็งเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา โดยธารน้ำแข็งสวิตเซอร์แลนด์สูญเสียปริมาตรประมาณ 27% ในช่วง 10 ปีล่าสุด เทียบกับการสูญเสียประมาณ 10% ในช่วงปี 2533-2543 ปัจจุบันเหลือปริมาตรน้ำแข็งประมาณ 42.6 ลูกบาศก์กิโลเมตร ลดลงมากกว่า 30 ลูกบาศก์กิโลเมตรเมื่อเทียบกับปี 2543

ข้อมูลจาก Swiss Academy of Sciences ยังระบุว่า พื้นที่ธารน้ำแข็งของสวิตเซอร์แลนด์เหลืออยู่ประมาณ 714 ตารางกิโลเมตร หลังลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ขณะที่ธารน้ำแข็งที่มีขนาดเล็กและอยู่ในระดับความสูงต่ำเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการหายไปก่อน

มัทธีอัส ฮุส ระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันแตกต่างจากอดีตอย่างมาก เพราะการสูญเสียน้ำแข็งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจนทีมนักวิทยาศาสตร์ต้องย้ายหลักวัดบางจุดขึ้นไปยังระดับที่สูงกว่าเดิม หลังพื้นที่ที่เคยมีน้ำแข็งหนาปกคลุมละลายหมดไปแล้ว นอกจากนี้ นักวิจัยยังต้องใช้สีย้อมเพื่อติดตามเส้นทางการไหลของน้ำผ่านรอยแยกและช่องทางใหม่ที่เกิดขึ้นภายในธารน้ำแข็ง

รายงานของ GLAMOS ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเริ่มส่งผลต่อพื้นที่เทือกเขาแอลป์หลายด้าน ตั้งแต่ความมั่นคงของพื้นที่ภูเขาที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว ไปจนถึงระดับน้ำในแม่น้ำสายสำคัญ เช่น แม่น้ำไรน์ ซึ่งได้รับน้ำส่วนหนึ่งจากการละลายของหิมะและธารน้ำแข็งในเทือกเขาแอลป์ โดยเมื่อธารน้ำแข็งมีขนาดเล็กลง ความสามารถในการช่วยรักษาปริมาณน้ำในช่วงฤดูร้อนและฤดูแล้งก็จะลดลงตามไปด้วย

ข้อมูลประจำปีของ GLAMOS มาจากการตรวจวัดธารน้ำแข็งอ้างอิง 23 แห่งในช่วงเดือนกันยายน ก่อนนำข้อมูลไปใช้ประเมินสถานการณ์ของธารน้ำแข็งเกือบ 1,300 แห่งที่ยังเหลืออยู่ทั่วสวิตเซอร์แลนด์ ผลการประเมินพบว่า แม้การสูญเสียปริมาตรน้ำแข็ง 5.5% ในปี 2569 ยังต่ำกว่าสถิติ 6% ที่เกิดขึ้นในปี 2565 แต่ธารน้ำแข็งหลายแห่งกลับมีอัตราการละลายสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มติดตามข้อมูล

นักวิทยาศาสตร์ของ GLAMOS ยังพบพืชพรรณเริ่มเข้ามาเติบโตในบริเวณที่ก่อนหน้านี้เคยถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งหนาหลายเมตร รวมถึงพบรอยแยกและเส้นทางน้ำใหม่ในพื้นที่ที่ธารน้ำแข็งถอยร่น ขณะที่บางบริเวณซึ่งอยู่ในระดับความสูงมากและตามปกติควรมีหิมะหลงเหลือในช่วงปลายฤดูร้อน กลับแทบไม่พบหิมะปกคลุมในปีนี้

ข้อมูลจาก ETH Zurich และ GLAMOS ระบุว่า การสูญเสียน้ำแข็งในปี 2569 ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงปีเดียว แต่เป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่ดำเนินต่อเนื่อง โดยช่วงปี 2565-2569 มีอัตราการสูญเสียธารน้ำแข็งสูงกว่าช่วงเวลา 5 ปีใดๆ ที่เคยมีการบันทึกข้อมูลมากกว่า 2 เท่า

มัทธีอัส ฮุส ระบุว่า โลกกำลังเข้าสู่สภาพที่แตกต่างจากในอดีต เมื่อธารน้ำแข็งบนเทือกเขาแอลป์กำลังลดขนาดและหายไปอย่างรวดเร็ว และหากสภาพภูมิอากาศยังคงเป็นเช่นปัจจุบัน ธารน้ำแข็งจำนวนมากจะไม่สามารถคงอยู่ได้ในระยะยาว ขณะที่ข้อมูลจาก GLAMOS ยืนยันว่า ปี 2569 เป็นอีกหนึ่งปีที่สวิตเซอร์แลนด์เผชิญการสูญเสียธารน้ำแข็งในระดับรุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการติดตามข้อมูล

อ้างอิง:  

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ก

ก

ก



ก

ก

ก

section icon

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

หน่วยงานปล่อยวัชพืชแน่นเอี้ยด ‘คลองแม่น้ำใน’! จ.นครนายก รับผิดชอบ
หน่วยงานปล่อยวัชพืชแน่นเอี้ยด ‘คลองแม่น้ำใน’! จ.นครนายก รับผิดชอบ