"...นโยบายเรื่องข้าวของแต่ละพรรคยังไม่มีมาตรการเฉพาะหน้าที่จะดูแลชาวนาหากราคาข้าวตกต่ำ อีกทั้งหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ทั้งกกต.รับรองผลเลือกตั้ง ประชุมสภาเลือกประธานสภา การโหวตเลือกนายกฯ การตั้งครม. เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ การแถลงนโยบายต่อสภา กว่าจะได้รัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศคาดว่าจะเป็นช่วงเดือนมิถุนายน..."
ขณะที่หลายคนกำลังให้ความสนใจกับการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 8 กุมภาพันธ์ 2569 นี้ ก่อนจะมีรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศ ในระหว่างนั้นอาจมีปัญหาที่น่ากังวลว่าจะไม่อาจแก้ไขหรือช่วยเหลือได้ทัน โดยเฉพาะสถานการณ์ราคาข้าวที่มีแนวโน้มว่าจะตกต่ำลง
สำนักข่าว Next News สำรวจข้อมูลจากหลายฝ่ายมานำเสนอ ณ ที่นี้
ผู้ส่งออกข้าวชี้ปัจจัยลบรุม
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า ราคาข้าวตอนนี้ยังดีอยู่ กิโลกรัมละ 11.50 บาท หรือทอนเป็นราคาข้าวเปลือกเจ้าตันละประมาณ 8 พันบาท เนื่องจากผู้ส่งออกมีออร์เดอร์เก่า ต้องหาซื้อข้าวส่งมอบ
แต่ช่วงเดือนมีนาคมนี้ ผลผลิตข้าวนาปรังจะเริ่มทยอยออกมา คาดว่าน่าจะมีผลผลิตมาก เนื่องจากราคาดี และน้ำมีเพียงพอทำให้เกษตรกรปลูกกันมาก ดังนั้นจะฉุดราคาข้าวเปลือกให้อ่อนตัวลงได้
นายชูเกียรติกล่าวว่า นอกจากนี้การส่งออกข้าวในปีนี้น่าเป็นห่วง โดยเดือนมกราคมที่ผ่านมาส่งออกได้ประมาณ 5 แสนตัน เดือนกุมภาพันธ์คาดกว่ายังทรงตัวที่ประมาณ 5 แสนตัน
แต่การส่งออกข้าวไทยมีปัจจัยลบหลายด้าน จากปกติราคาข้าวไทยก็สูงกว่าคู่แข่งอยู่แล้วประมาณ 30-40 เหรียญสหรัฐต่อตัน เมื่อมาเจอเงินบาทแข็งค่า ยิ่งทำทำให้ข้าวไทยแข่งขันยาก อีกทั้งผลผลิตข้าวทั่วโลกก็เพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอินเดียคาดว่าปี 2569 จะมีผลผลิตกว่า 150 ล้านตันข้าวสาร
ขณะที่ผู้นำเข้าอย่างอินโดนีเซีย ผลผลิตก็เพิ่มและประกาศปีนี้จะไม่มีการนำเข้าข้าวแล้ว ดังนั้นมีการปรับลดเป้าหมายการส่งออกข้าวปี 2569 เดิมคาดว่าจะส่งออกได้ 7.5 ล้านตันลดเหลือ 7 ล้านตัน
นายชูเกียรติเผยว่า นอกจากนี้เอ็มโอยูขายข้าวให้กับจีน 5 แสนตัน โดยล็อตแรกจะส่งมอบให้ 1 แสนตันตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่ขณะนี้ก็ยังส่งออกไม่ได้ เพราะยังตกลงเรื่องราคาไม่ลงตัว อีกทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับอิหร่านก็ไม่ได้ส่งผลให้ราคาข้าวตลาดโลกขยับขึ้น
“ดังนั้นสถานการณ์ราคาข้าวในปีนี้น่าเป็นห่วง และในช่วงผลผลิตข้าวนาปรังที่จะเริ่มออกมาเดือนมีนาคมนี้ ยังไม่มีรัฐบาลใหม่ จึงอาจมีปัญหาได้”นายชูเกียรติระบุ

ชูเกียรติ โอภาสวงศ์
กรมการค้าภายในเตรียมแผนรับมือ
ด้านนายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ แถลงถึงมาตรการดูแลราคาข้าว โดยปี 2569 คาดว่าจะมีผลผลิตประมาณ 23 ล้านตันข้าวสาร ( ประมาณ 34 ล้านตันข้าวเปลือก) มีบางช่วงที่ผลผลิตออกมา ต้องเข้าไปบริหารจัดการด้านการตลาดให้เหมาะสม ทั้งข้าวนาปรังและนาปี
สำหรับข้าวขาว ที่มีปริมาณมาก จะใช้มาตรการตั้งแต่ช่วงเริ่มเก็บเกี่ยว อาทิ ชะลอการนำผลผลิตออกสู่ตลาด ส่งเสริมการแปรรูป พร้อมมาตรการด้านการตลาด โดยดึงปริมาณข้าวออกระบบโดยนำมาทำข้าวถุง และมีไอเดียในการนำข้าวมาทำเป็นข้าวกล่องพร้อมกับข้าว จำหน่ายผ่านตู้อัตโนมัติให้แก่ประชาชนในราคาประหยัด เพื่อบรรเทาค่าครองชีพ

วิทยากร มณีเนตร
ส่องนโยบายพรรคการเมืองเรื่องข้าวยังเน้นประชานิยม
ทั้งนี้ พรรคการเมืองหลักๆ ที่โชว์นโยบายหาเสียงเกี่ยวกับสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวนั้นยังเน้นประชานิยม
พรรคประชาชน (ปชน.) ชูนโยบายข้าวลดโลกร้อน โดยอุดหนุนปลูกข้าวคาร์บอนต่ำ 500 บาท/ไร่ ใช้เทคนิคเปียกสลับแห้งลดก๊าซเรือนกระจก รัฐเปิดตลาด 1 ล้านตัน เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มอำนาจการแข่งขันข้าวไทย
พรรคเพื่อไทย ชูประกันกำไรสินค้าเกษตร(ข้าว, มันสำปะหลัง, ยาง, ข้าวโพด) ขั้นต่ำ 30%
พรรคประชาธิปัตย์ ประกันรายได้ 5 พืช (ข้าว,ยางพารา,มันสำปะหลัง,ปาล์มน้ำมัน,ข้าวโพด) โดยประกันรายได้ข้าว 5 ชนิดที่ตันละ 10,000-15,000 บาทไม่เกิน 20 ตันต่อราย
พรรคภูมิใจไทย ชูโนโยบายปลูกพืชท้ายไร่ รัฐสนับสนุนเงินครัวเรือนละ 20,000 บาท (ไร่ละ 2,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ต่อครัวเรือน) เน้นปลูกข้าวให้ตรงความต้องการของตลาดโลก และเจรจาการค้าต่างตอบแทนหรือบาร์เตอร์ เทรด หากไทยสั่งซื้อฝูงบินรบ เรือดำน้ำ ต้องเจรจาให้ซื้อสินค้าเกษตรจากไทย อาทิ ข้าว ยาง มันสำปะหลัง
นโยบายเรื่องข้าวของแต่ละพรรคยังไม่มีมาตรการเฉพาะหน้าที่จะดูแลชาวนาหากราคาข้าวตกต่ำ อีกทั้งหลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ทั้งกกต.รับรองผลเลือกตั้ง ประชุมสภาเลือกประธานสภา การโหวตเลือกนายกฯ การตั้งครม. เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ การแถลงนโยบายต่อสภา กว่าจะได้รัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารประเทศคาดว่าจะเป็นช่วงเดือนมิถุนายน
ดังนั้นในช่วงสุญญากาศนี้ หากราคาข้าวเปลือกตกต่ำ รัฐบาลรักษาการไม่อาจอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือได้ ชาวนาจึงเสี่ยงที่จะถูกลอยแพ หน่วยงานภาครัฐก็คงจะช่วยเหลืออะไรไม่ได้มาก
ช่วงปลายปีจะมีผลผลิตข้าวนาปีออกมาอีก หากสถานการณ์ราคายังไม่ดีขึ้น ก็จะเป็นระเบิดเวลาที่พร้อมจะบึ้มใส่รัฐบาลใหม่ได้ทุกเมื่อ




